- 31 ม.ค. 2560
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
วันนี้ ศาลอาญา พิพากษา จำคุก 10 ปี นายกิตติศักดิ์ หรืออ้วน สุ่มศรี อายุ 50 ปี และ นายปรีชา หรือไก่เตี้ย อยู่เย็น อายุ 29 ปี 2 ชายชุดดำการ์ด นปช. ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ.2490 กรณี มี-ใช้ปืนเอ็ม79-อาก้า ยิงใส่ระหว่างสลายชุมนุมเสื้อแดงคอกวัว 10 เม.ย.53 และให้ยกฟ้อง นายรณฤทธิ์ หรือนะ สุริชา อายุ 38 ปี , นายชำนาญ หรือเล็ก ภาคีฉาย อายุ 50 ปี และนางปุนิกา หรืออร ชูศรี หลักฐานไม่ถึง จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย แต่ให้ขัง 3 คนที่ยกฟ้องระหว่างอุทธรณ์
นี่คือบทพิสูจน์ว่าชายชุดดำมีอยู่จริง และหักล้างกับคำโกหกคำโต ของแกนนำนปช.ก่อนหน้านี้
อย่างเช่น นายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.เคยกล่าวว่า ชายชุดดำนั้นไม่มีอยู่จริง และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2553 เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐและไม่มีกลุ่มชายชุดดำเข้ามาเกี่ยวข้อง
แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกองกำลังติดอาวุธสำนักข่าวทีนิวส์ จะได้ย้อนกลับมาพิจารณาจากลำดับเหตุการณ์ดังต่อไปนี้
12 กันยายน 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ระบุว่า พฤติการณ์ยิงเอ็ม 79 และยิเอ็ม 16 ขว้างระเบิดในปี 2553 และปี 2556 – 2557 นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ดำเนินการจับกุมได้หลายคน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบสวนมีความคืบหน้าไปมาก ส่วนคนที่อยู่เบื้องหลังนั้น ถ้าตนกล่าว ทุกท่านอาจตกใจก็ได้ แต่วันนี้จะยังไม่พูด ปล่อยให้ตำรวจ และกระบวนการยุติธรรมสืบสวนให้ชัดเจน เราคงไม่ยัดข้อหาให้ใคร”
“มีหลายคนที่เกี่ยวข้องหนีไปต่างประเทศกันหมด ถ้าคิดว่าไม่เกี่ยวก็กลับมา เพราะจะมีการโยงใยไปหลายส่วน ทั้งบุคคล ทั้งกลุ่ม และผู้ให้การสนับสนุน เตรียมตัวไว้ ถ้าคิดว่าไม่ผิด ท่านสู้คดีไม่ได้ ก็ถูกดำเนินคดีแน่นอน ดังนั้นให้มอบตัว เผื่อจะได้รับความกรุณาจากศาล”
ในปี พ.ศ.2553“กองกำลังติดอาวุธ ชุดดำ” กลุ่มคนปริศนาที่ขนอาวุธสงครามครบมือ พร้อมความชำนาญ ออกปฏิบัติการอย่างเป็นทางการครั้งแรกคือ ค่ำคืน 10 เมษายน 2553 บริเวณแยกคอกวัว ระหว่างการชุมนุม นปช. ตามภารกิจที่ล่อทหารมาติดกับดัก ก่อนเปิดฉากโจมตีกันอย่างชุลมุนวุ่นวาย เป็นเหตุให้มีทหารและคนเสื้อแดงเสียชีวิตถึง 26 ศพ
จากวันนั้นจนถึงวันนี้จากความไม่ชัดเจนประกอบกับข้อกล่าวหาต่างๆ ความจริงเริ่มปรากฏว่า กองกำลังเหล่านี้เป็นฝ่ายสนับสนุนคนเสื้อแดงและระบอบทักษิณ เพราะแม้การชุมนุมปี 2553 จะยุติลง แต่คนกลุ่มนี้ยังอยู่และมีการเดินทางไปฝึกฝนการใช้อาวุธเพิ่มเติมจากประเทศเพื่อนบ้าน และโจมตีกลุ่ม กปปส. รัฐบาลคสช.มาจนถึงวันนี้...
การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง นปช.เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 26 มีนาคม 2552 เพื่อล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ และพาทักษิณกลับบ้าน มีความเข้มข้นขึ้นทุกขณะ นายทักษิณ ปลุกระดมมวลชน ต่อเนื่อง
พี่น้องครับ อนาคตที่สดใสของประเทศไทยและอนาคตของลูกหลาน เราคว้าได้มั้ยครับ มันอยู่แค่เอื้อมแล้ว เราต้องอดทน สู้ต่อไปอย่ายอมแพ้ครับ
วันนี้ พี่น้องครับ เราแพ้ไม่ได้ เราต้องชนะ ถ้าเราแพ้ประเทศไทยแพ้ ประชาชนแพ้ อนาคตของประเทศไทยและอนาคตของลูกหลาน ไม่มีความแน่นอน
“พี่น้องครับอดทนอีกนิดเดียว ไม่เป็นไร วันนี้ทำมาหากินไม่คล่อง รอให้ผมกลับไปเดี๋ยวผมแก้เอง”
“พี่น้องผมบอกได้เลย ถ้าเมื่อไร เสียงปืนแตก ทหารยิงประชาชน ผมจะเข้าไปนำพี่น้องเดินเข้ากรุงเทพทันที ผมจะไม่ยอมอีกแล้ว”
“แล้วเราจะเดินกันทุกสาย ไม่ว่าจะรถอีแต๋น รถปิคอัพ รถเก๋ง รถบรรทุก ทุกสายจะเดินเข้ากรุงเทพให้หมด และจะมีผมอยู่ตรงนั้นด้วย”
ท้ายสุดสถานการณ์ได้ลุกลามบานปลายถึงขั้นแตกหัก วันที่ 11 เมษายน 2552 การประชุมอาเซียนที่พัทยาถูกล้มโดยกลุ่มคนเสื้อ 12-13 เมษายน 2552 เกิดการจลาจล ปิดถนนสายหลักทั่วกรุงเทพมหานคร รวมทั้งยึดทั้งเผารถโดยสารประจำทาง และเหตุปะทะที่ชุมชนนางเลิ้งและเพชรบุรีซอย 7 ส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์บาดเจ็บล้มตาย
อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ในเหตุการณ์เมษาเลือด 2552 ก็ยุติลง โดยการประกาศยุติการชุมนุมของ นายวีระ มุสิกพงศ์เมื่อวันที่14 เมษายน25552 ซึ่งแกนนำส่วนใหญ่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ขณะที่นายจักรภพ เพ็ญแข หนีออกนอกประเทศ
ในการประกาศยุติการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อปี 2552 ก็เพราะการใช้กำลังกดดันของทหาร จนทำให้แกนนำนปช.ต้องยอมประกาศสลายตัวไป แต่กับการชุมนุม 12มีนาคม-19พฤษภาคม พ.ศ.2553 จะเห็นได้ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงได้สรุปบทเรียนเมื่อคราวเหตุการณ์เมษาเลือด 2552 เอาไว้ว่า ถ้ามีกองกำลังติดอาวุธ ก็จะทำให้ทหารไม่สามารถสลายการชุมนุมได้
จากภาพที่ปรากฏว่า การมีอยู่ของกองกำลังติดอาวุธที่ได้เข้าไปแฝงตัวอยู่ในกลุ่มคนเสื้อแดง ตลอดระยะเวลาการชุมนุมกว่า 2 เดือน ได้นำมาซึ่งความรุนแรง และหายนะของประเทศชาติ ซึ่งก็เป็นจุดมุ่งหมายเพื่อ เพื่อนำนายทักษิณกลับประเทศ
พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผลหรือเสธแดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ก่อนที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะมีการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 12 มีนาคม 2553 จนทำให้ผู้คนทั้งประเทศต้องช็อกไปตามๆกัน
เสธแดง เผยถึงกองกำลังติดอาวุธภายในกลุ่มคนเสื้อแดงตามหลักของแก้ว 3 ประการ หลังจากที่เดินทางพร้อมกับพล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย เพื่อไปพบกับพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ดูไบ จากนั้นในวันที่ 31 มกราคม 2553 เสธแดงก็ได้กล่าวยอมรับอย่างตรงไปตรงมากับหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ว่า “วันนี้มันชนครบแล้ว ทั้งแนวร่วม พรรคเพื่อไทย และ กองกำลังติดอาวุธซึ่งเขาคึกอยู่นานแล้ว”
สอดคล้องกับที่เคยให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552 ถึงทหารพรานค่ายปักธงชัย สปก.315 ว่ามีการเตรียมอาวุธหนักพร้อมรบกับรัฐบาลว่า “ขณะนี้ทหารพรานค่ายปักธงชัยที่ถูกยุบกำลังรวมตัวออกมาเป็น 1,000 คน มีการเตรียมอาวุธหนักพร้อมรบ ดังนั้น จึงขอเตือนว่าทหารอย่าออกมาช่วงนี้ เพราะจะถูกทหารพรานที่มีอาวุธพร้อมรบติดมือมาด้วย อาจทำให้เกิดสงครามกลางเมืองได้ ที่สำคัญ ทหารพรานเหล่านี้ใช้อาร์พีจีเก่งกว่าทหารหลัก
ตอกย้ำอีกครั้งกับการยืนยันจากปากของแดงฮาร์ดคออย่างนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2553 “วันนี้เป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย ถ้าไม่ชนะเป้าหมายคือคุกและตายเท่านั้น พี่น้อง ผมขอบอกข่าวดี ว่าเดิมทีคนเสื้อแดงมีแค่พรรคการเมืองและมวลชนเท่านั้น แต่วันนี้แก้วอีกประการหนึ่งที่เรารอคือกองกำลังไม่ทราบฝ่ายเขาพร้อมปกป้องคนเสื้อแดงและพร้อมเป็นปฏิปักษ์กับกองทัพถ้ากองทัพทำร้ายประชาชน”
ซึ่งต่อมากับสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม ก็พบว่ามีการใช้อาวุธสงคราม จากกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดี เข้าโจมตีสถานที่ราชการ สื่อสารมวลชน และสถานที่เอกชนคู่ขนานมากับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง มาอย่างต่อเนื่องถึงกว่า 90 ครั้ง
โดยเฉพาะเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 10 เมษายน 2553 ในเหตุการณ์ปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารกับกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ได้ปรากฏภาพของไอ้โม่งชุดดำพร้อมอาวุธสงครามครบมือกระจายตัวอยู่ทางฝั่งกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง
ตอกย้ำอีกครั้งกับภาพการปรากฏตัวของชายชุดดำพร้อมอาวุธปืนบนถนนวิภาวดีขาออก ขณะเกิดการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงกับเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ เมื่อวันที่ 28 เมษายน2553 บริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ดอนเมือง
และที่เห็นอย่างชัดเจน ที่ได้มีการนำอาวุธสงครามเข้ามายิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ทหาร ขณะเข้ากระชับพื้นที่4 แยกราชประสงค์ สถานที่ชุมนุมหลักของกลุ่มคนเสื้อแดง ตั้งแต่วันที่ 14 ถึง 19 พฤษภาคม
ภายหลังการชุมนุมของกลุ่มนปช.เมื่อปี 2553 ยุติลงปรากฏว่า...ได้ปรากฏในข้อมูลของหน่วยงานด้านความมั่นคงว่ามีกองกำลังชุดดำใช้ประเทศกัมพูชาเป็นฐานฝึก อาวุธและซ่องสุมกองกำลัง ซึ่งสำนักข่าวทีนิวส์ ได้ไล่เรียงเนื้อหาในช่วงดังกล่าวดังนี้...
เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2553 เจ้าหน้าที่ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ได้สนธิกำลังบุกเข้าจับกุมกองกำลังนักรบแดงรวม 11 คน ได้ที่บ้านภูฟ้ารีสอร์ท ซึ่งตั้งอยู่เขตพื้นที่บ้านสหกรณ์ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ โดยการจับกุมดังกล่าว
สืบเนื่องมาจากก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวนายกิตติชัย จันทร์สวัสดี หนึ่งในนักรบแดงได้ขณะหลบหนี และสอบถามทางกับชาวบ้าน อ.แม่ออน จากนั้นชาวบ้านได้พาตัวนายกิตติชัย ไปพบผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งหลังสอบถามทราบว่ามีพิรุธจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ กระทั่งสอบปากคำให้การรับสารภาพว่า หลบหนีออกมาจากค่ายนักรบแดง ที่บ้านภูฟ้ารีสอร์ท เนื่องจากถูกซ้อมและทนคิดถึงบ้านไม่ไหวเพราะถูกกดดันอย่างหนัก
นายกิตติชัย ให้การว่าตนและคนเสื้อแดงอื่นๆ ได้เดินทางมาซ่องสุมอยู่รวมกับนักรบแดงที่ จ.เชียงใหม่มาตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 53 ซึ่งเป็นการทยอยเดินทางมาทีละ 2 – 3 คนจนครบ 12 คน ซึ่งมีแกนนำคนสำคัญคือนายสหรัฐ ไม่ทราบนามสกุล ชาวกรุงเทพฯ เป็นหัวหน้าชุด และรับผิดชอบการฝึกครั้งนี้
โดยทั้งหมดเป็นนักรบแดงที่ผ่านการฝึกใช้อาวุธมาจากชายแดนกัมพูชา มาก่อนหน้านี้กับพวกรวม 30 คนและเดินทางมาเชียงใหม่เพื่อซ่องสุมกำลังเพื่อรอเวลาในการปฏิบัติการป่วนเมืองและยิงผู้นำ
ต่อมา วันที่ 11 ตุลาคม 2553 กรมสอบสวนคดีพิเศษ แถลงความคืบหน้าในการสอบปากคำกลุ่มนักรบแดง 11 คน ว่า บุคคลทั้งหมดให้การว่าได้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ตั้งแต่เริ่มการชุมนุมช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.53 และได้เห็นกลุ่ม นปช.ฮาร์ดคอร์ ใช้อาวุธยิงตอบโต้ทหาร ยิงรถดับเพลิง ในวันที่ 14-19 พ.ค. โดยในจำนวนนี้หลายรายถูกกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บ บางคนมีหมายจับตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ได้รับการประกันเนื่องจากมีทนายของพรรคฝ่ายค้านไปขอยื่นประกันตัวออกมาก่อนหลบหนีไป
ในการแถลงดังกล่าว ยังระบุอีกด้วยว่า ระหว่างที่กลุ่มคนดังกล่าวหลบหนีมีกลุ่มแกนนำระดับรอง โดยเฉพาะกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ซึ่งนำโดยนางกัญญาภัค มณีจักร หรือดีเจอ้อม และนายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล ติดต่อประสานเพื่อหาคนไปฝึกอาวุธที่ประเทศกัมพูชา จำนวน 39 คน โดยมีผู้ประสานงานแบ่งออกมาเป็น 2-3 สาย ในการชักชวนและจัดหาเส้นทางส่งคนออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
โดย เส้นทางที่ 1 เป็นการเดินทางออกจากกทม. - อ.ช่องจอม จ.สุรินทร์
เส้นทางที่ 2 จากทม.-โคราช-สุรินทร์ ออกกัมพูชา
เส้นทางที่ 3 กทม. – พัทยา-สระแก้ว -กัมพูชา
ซึ่งทุกเส้นทางจะไม่ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง จากนั้นทุกคนจะถูกนำตัวไปพักอยู่ในบ้านแห่งหนึ่งเพื่อรอรับการฝึก บางส่วนถูกส่งพักที่โรงแรมอังกอร์ จ.เสียมเรียบ จากนั้นจึงนำไปเข้ารับการฝึกที่ค่ายทหารแห่งหนึ่งที่ จ.เสียมเรียบเป็นเวลา 3 สัปดาห์
นักรบแดง 11 คน ยังให้การอีกด้วยว่า ในการฝึกสัปดาห์แรกจะมีการให้ความรู้ ปลุกระดมสมอง ฝังความเชื่อที่ผิดๆ นำภาพวีดีโอ และซีดีที่เกี่ยวกับการหมิ่นสถาบันมาให้ดู เพื่อทำให้เกิดความรู้สึกเกลียดชัง สัปดาห์ที่สองเป็นการฝึกด้านอาวุธศึกษา ด้านวิธีการใช้เอ็ม16 อาก้า เอ็ม 79 ระเบิดซีโฟร์ และอื่น ๆ ส่วนสัปดาห์สุดท้ายเป็นการฝึกอาวุธจริง กระสุนจริง ระเบิดจริง โดยระหว่างฝึกจะได้รับเงินเบี้ยเลี้ยงเป็นค่าตอบแทนไม่มากนัก แต่หลังการฝึกทุกคนจะได้รับเงินเป็นจำนวน 20,000 บาท และกลับเข้ามาในประเทศ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ผ่านเข้ามาทางชายแดนช่องจอม สุรินทร์ สำหรับผู้ที่ได้รับการฝึกมีจำนวน 39 คน และเดินทางกลับเข้ามาเพียง 35 คน ที่เหลืออีก 4 คน นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ยังไม่อนุญาตให้กลับแต่ได้นำตัวไว้เป็นการ์ดของตนเอง โดยหนึ่งในจำนวนนั้นได้มีนายมงคล สารพัน ผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายรวมอยู่ด้วย
ยิ่งตอกย้ำลงไปมากกว่านั้น คือกรณีที่มีการออกมาร้องเรียนว่า การ์ด นปช.รายหนึ่งถูกอุ้มฆ่า โดยสันนิษฐานว่ามีสาเหตุมาจากการข้อมูลลับในการฝึกกองกำลังของคนเสื้อแดง
สำหรับการ์ดเสื้อแดงที่หายไปนั้น คือ นายยืนยง แปน้อย โดยนางสงวน แปน้อย ซึ่งเป็นมารดา กล่าวว่า ลูกชายเคยไปอยู่ที่ประเทศกัมพูชา ก่อนจะกลับมาทำงานที่กรุงเทพ ฯ โดยไม่รู้ว่าทำงานอะไร ก่อนจะถูกอุ้มไปยิงจนเสียชีวิต
และที่เป็นไฮไลท์สำคัญ คือ นายกิติศักดิ์ ศรีสุนทร อดีตหนึ่งในกลุ่มการ์ดของ นปช. และเป็นเพื่อนของนายยืนยงผู้ตาย ได้เป็นพยานบุคคล ยืนยันนายยืนยงเป็นการ์ดของกลุ่ม นปช.ที่ถูกส่งตัวเข้ามาช่วยกลุ่มคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ กรุงเทพฯเมื่อปี 53 ก่อนที่จะถูกอุ้มหายตัวไป เมื่อวันที่ 4 ต.ค.53 และมาพบกลายเป็นศพอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี
ส่วนสาเหตุในการอุ้มครั้งนี้ นายกิติศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเพราะเรื่องขัดแย้งผลประโยชน์ ในกลุ่มนปช.ที่ผู้ตาย รู้ความลับขององค์กรมากเกินไป ข้ามมาต่อกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่นานก่อนหน้านี้
กับกรณีที่นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ แกนนำเสื้อแดงปทุมธานี และยังเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคดีหมิ่นสถาบัน ซึ่งเขียนจดหมายด้วยลายมือเพื่อไว้อาลัย ไม้หนึ่ง ก.กุนที หรือ นายกมล ดวงผาสุข ที่เสียชีวิตจากการถูกลอบยิง โดยจดหมายดังกล่าวถูกโพสต์ไว้ในเฟสบุ๊ค เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา และที่น่าสนใจคือ นายวุฒิพงศ์ ระบุที่อยู่เอาไว้อย่างชัดเจนว่าเขียนขึ้น ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชาตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน กองกำลังติดอาวุธเหล่านี้ยังคงปฏิบัติการก่อความรุน ซึ่งล้วนเกิดขึ้นในยามที่ฝ่ายเครือข่ายทักษิณตกอยู่ในฝ่ายตั้งรับ โดยเฉพาะในช่วงการชุมนุมของกปปส.
คดีกองกำลังชุดดำที่คืบหน้าไปอย่างเชื่องช้า จนมาถึง ปี2559 กระบวนกรยุติธรรมในชั้นศาลถึงเริ่มต้นขึ้น เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 ศาลนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกโดยได้มีการเบิกพยานปากสำคัญที่เป็นเจ้าหน้าตำรวจ ได้แฝงตัวอยู่ในกลุ่มชุมนุมพร้อมกับระบุอย่างชัดเจนว่ากลุ่มผู้ต้องหาได้มีการเอาอาวุธสงครามเข้าไปในบริเวณพื้นที่ชุมนุมซึ่งในเวลาต่อมาการชุมนุม ดังกล่าวทำให้มี ผู้เสียชีวิต 26 รายและบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก
ศาลอาญา สืบพยานโจทก์ครั้งแรก คดีชายชุดดำ นปช. หมายเลขดำ อ.4022/2557 ที่พนักงานอัย การฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง
นายกิตติศักดิ์ หรืออ้วน สุ่มศรี อายุ 47 ปี ชาวกรุงเทพฯ,
นายปรีชา หรือไก่เตี้ย อยู่เย็น อายุ 26 ปี ชาวเชียงใหม่,
นายรณฤทธิ์ หรือนะ สุริชา อายุ 35 ปี ชาวอุบลราชธานี,
นายชำนาญ หรือเล็ก ภาคีฉาย อายุ 47 ปี ชาวกรุงเทพฯ
นางปุนิกา หรืออร ชูศรี อายุ 41 ปี ชาวกรุงเทพฯ เป็นจำเลยที่ 1-5
ในความผิดฐานร่วมกันพกพาอาวุธไปในที่สาธารณะ หรือชุมชน และมีอาวุธ เครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิดที่นายทะ เบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ ตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 55, 72 ทวิ และ 78
อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.57 จากกรณีเมื่อวันที่ 10 เม.ย.53 จำเลยทั้งห้ากับพวกที่ยังหลบหนี และพวกที่ถึงแก่ความตายไปแล้ว ร่วมกันพกอาวุธ เครื่องกระสุนและวัตถุระเบิด ที่สามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินให้เกิดความเสียหายได้ อาทิ เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79, ปืนเอ็ม 16, ปืนเอชเค (HK) 33 หรือปืนอาก้า
ซึ่งนายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ไปตามบริเวณแยกคอกวัว ถ.ตะนาว, ถ.ประชาธิปไตย แขวงบวรนิเวศ เขตพระ นคร ในช่วงที่มีกลุ่มชายชุดดำ ระหว่างการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ระหว่างพิจารณาจำเลยทั้งหมดไม่ได้ รับการปล่อยชั่วคราว ซึ่งศาลเบิกตัวจำเลย จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลาง เพื่อร่วมฟังการสืบพยาน
ในการสืบพยานอัยการ นำพยาน เข้าสืบรวม 2 ปาก เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองร้อยเอ็ด อดีตตำรวจสายสืบกองบังคับการตำรวจนครบาล 9 ซึ่งเบิกความสรุปว่า พยานได้รับมอบหมายให้แฝงตัวหาข่าวระหว่างการชุมนุม นปช. โดยวันที่ 10 เม.ย.53 รัฐบาลให้เจ้าหน้าที่ทหารขอคืนพื้นที่การชุมนุมจากกลุ่ม นปช. แล้วเกิดการปะทะกัน ระหว่างเวลาประมาณ 20.00 น. ช่วง ถ.ตะนาว บริเวณอนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ กับธนาคารออมสิน
พยานเห็นมีกลุ่มสวมหมวกปิดหน้าสีดำ เสื้อแขนยาวสีดำ วิ่งมาหลายคนมือถืออาวุธปืนอาก้าและอาวุธปืนเล็กยาวเอ็ม 16 ชุดแรกประมาณ 3 คน ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมสกัดกลุ่มชุดดำดังกล่าวชุดที่ 2 ประมาณ 3 คนไว้ทัน แล้วสอบถามว่าเป็นใคร กลุ่มชุดดำบอกเป็นพวกเดียวกัน ผู้ชุมนุมจึงขอดูบัตร แล้วมีการเปิดผ้าคลุมหน้าสีดำออก ระหว่างนั้นพยานจึงได้ถ่ายรูปไว้ ซึ่งผู้ชุมนุมมีการสกัดตรวจเพราะกลัวว่าจะมีการแทรกซึมเข้ามาขณะที่มีการพูดกันว่าเขามาช่วยเราแล้วปล่อยไป และในการชุมนุม ยังตรวจยึดเอ็ม 79 ได้ ซึ่งทำบันทึกการตรวจยึดและเสนอผู้บังคับบัญชา
ส่วนการเสียชีวิตของ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ทราบเรื่องหลังการขอคืนพื้นที่ ระหว่างการเบิกความ พยานเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ชี้ตัวจำเลยที่นั่งอยู่ในห้องพิจารณาคดีว่า หนึ่งในกลุ่มนั้นมีนายปรีชา อยู่เย็น จำเลยที่ 2 อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย
ขณะที่ทนายความจำเลยพยายามซักค้านพยาน หักล้างประเด็นภาพ ถ่ายและลักษณะอาวุธ รวมถึงการถืออาวุธปืนของชายชุดดำ สำหรับคดีนี้มีผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับ 7 คน จับกุมได้แล้ว 5 คน อยู่ระหว่างหลบหนี 2 คน คือ
1.นายธนเดช เอกอภิวัชร์ หรือไก่รถตู้ อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 328/22 หมู่ 2 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ หมายจับศาลอาญา ที่ 1601/2557
2.นายวัฒนะโชค หรือโบ้ จีนปุ้ย อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ 17 ซอย ต.พุทธบาท อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ หมายจับศาลอาญา ที่ 1602/2557
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่จากการแกะรอยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พล.ต.อ.สมยศ ระบุชัดว่าชายชุดดำที่ถูกจับกุมนั้นมีความเชื่อมโยงกับ "นางสาวกริชสุดา คุณะเสน" หรือ "เปิ้ล" หนึ่งในบุคคลสำคัญของคนเสื้อแดงที่เวลานี้หลบหนีการจับกุมไปอยู่ต่างประเทศ ซึ่งเมื่อตรวจสอบสายสัมพันธ์ของนางสาว กริชสุดาแล้วก็พบว่า เธอคือเลขานุการและคนสนิทของ "นางมนัญชยา เกศแก้ว" หรือ "เมย์ อียู" แกนนำ นปช.ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ย้อนกลับไป 11 กันยายน 2557 พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดร่วมกันแต่งกายเป็นชายชุดดำใช้อาวุธสงครามยิงและขว้างระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนจนเป็นเหตุให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตาย จำนวนหลายราย รวมทั้ง พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม อดีตรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนตะนาว และบริเวณใกล้เคียง เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 เวลาประมาณ 20.00 น. ในปฏิบัติการขอคืนพื้นที่กลุ่มผู้ชุมนุม
"การจับกุมผู้ต้องหาครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างทหารกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยการรวบรวมพยานหลักฐาน ทำงานอย่างรอบคอบจนศาลอนุมัติหมายจับ ทำให้เกิดความกระจ่างต่อสังคมว่าชายชุดดำที่เคยเป็นข่าวก่อนหน้านี้มีจริง และทุกคนก็ให้การรับสารภาพ หลังจากนี้จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนว่ามีความเชื่อมโยงกับใครบ้าง มีใครร่วมลงมือ มีใครให้การสนับสนุน"
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวอีกว่า จากการสืบสวนทราบว่าผู้สั่งการคือนายจักรรินทร์ หรือเสธ.ไก่ เรืองศักดิ์วิชิต ซึ่งตอนนี้ถูกศาลจังหวัดทหารบกสระบุรี ออกหมายจับแล้วเลขที่ จ.8 ก./2557 เป็นบุคคลธรรมดา
นอกจากนั้นการสอบสวนขยายผลยังพบความเชื่อมโยงกับ น.ส.กริชสุดา คุณะเสน หรือเปิ้ล จากการตรวจค้นบ้านของ น.ส. กริชสุดา ก่อนหน้านี้พบหลักฐานว่ามีการโอนเงินให้กลุ่มคนเหล่านี้อย่างชัดเจน ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยตัวเลข บอกได้แค่ว่าจำนวนมาก สำหรับสาเหตุนั้นเป็นลักษณะขบวนการ มีหัวโจก มีอุดมการณ์ มีความเกลียดชัง มีค่าจ้าง จึงได้ร่วมกันทำ
สำหรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษอยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะดำเนินการขออนุญาตดีเอสไอให้คณะทำงานเข้าร่วมสอบสวนครั้งนี้ด้วย เพื่อนำคดีดังกล่าวเป็นคดีหลักต่อไป
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวถึงเหตุการณ์วันก่อเหตุว่า สำหรับเส้นทางดำเนินการของกลุ่มคนร้ายมีทั้งหมด 8 คน รวมทั้ง นายธัมมรัตน์ หรือดำ สุ่มศรี ที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ โดยทั้งหมดได้วางแผนและรับมอบอาวุธกันที่คอนโดบ้านริมน้ำ ถนนรามอินทรา 34
จากนั้นทั้งหมดได้อาศัยรถตู้สีขาวเดินทางไปที่เกิดเหตุ โดยขับรถขึ้นทางด่วนรามอินทรามาลงยมราชและจอดรถที่ซอยวัดมหรรณพาราม ถนนตะนาว เมื่อลงจากรถก็เดินไปตามถนนตะนาวมุ่งหน้าไปที่แยกคอกวัว ก่อนถึงแยกคอกวัวได้ผ่านจุดคัดกรอง เจอการ์ดซึ่งมีตำรวจร่วมด้วยแต่ตำรวจจุดนั้นไม่มีอาวุธ ตรงจุดนี้พบว่ากลุ่มคนร้าย 3 คนมีอาวุธไปด้วย การ์ดเข้ามาตรวจถ่ายรูป จากนั้นได้ปล่อยเข้าไปด้วยรหัสผ่าน "พิราบขาว"
ต่อมาคนร้ายเดินไปตรงธนาคารออมสิน เริ่มใช้อาวุธระดมยิงใส่ชุดทหารที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม หลังจากยิงเสร็จได้ถอนกำลังย้อนกลับมายังจุดที่รถตู้จอด ระหว่างทางนายธัมมรัตน์ ซึ่งถืออาวุธปืนเอ็ม 79 มาด้วย ถูกตำรวจล็อกไว้ ยึดปืนเอาไว้ได้ ส่วนคนร้ายใช้กลุ่มผู้ชุมนุมกดดันแย่งตัวไปได้ จากนั้นคนร้ายทั้งหมดได้มารวมตัวกันอีกครั้งที่รถตู้จอดอยู่ แล้วขับรถอ้อมไปถนนตะนาว เข้าถนนดินสอ สวนกับเจ้าหน้าที่ทหารที่ใช้รถฮัมวี่ จุดนั้นคนค่อนข้างเยอะก็เบียดกัน คนร้ายลดกระจกลงมา และหนึ่งในผู้ต้องหาตะโกนด่าทหาร "ไปทำเหี้ยอะไร ที่นี่ ทำไมไม่ไปปฏิบัติการที่ภาคใต้" คำพูดนี้ทำให้ ทหารสามารถจำหน้าได้ 1 คนที่อยู่ในรถ หลังจากนั้นกลุ่มคนร้ายก็แยกย้ายหลบหนีกันไป หลายปี ตำรวจและทหารเฝ้าสืบสวนจนมีหลักฐานแน่ชัดขออนุมัติออกหมายจับจนจับกุมได้
นายกิตติศักดิ์ ให้การรับสารภาพว่า ได้กระทำการดังกล่าวจริง โดยไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ต่างคนต่างมา มารู้จักกันเพราะมาร่วมทำงานนี้ ได้เจอกันที่สถานีวิทยุชุมชน เอฟเอ็ม 91.75 ส่วนอาวุธก็ไม่เคยฝึกใช้มาก่อน วันเกิดเหตุก็ไปรับอาวุธที่บ้านริมน้ำ จากนั้นนาย ธนเดช หรือไก่ ก็ได้สอนการใช้อาวุธว่า ทำแบบไหน แล้วก็ตามๆ กันไป โดยไม่ได้เจาะจงว่า ให้ยิงใครเป็นการเฉพาะ บอกให้ยิงในซอยนั้นก็ยิง ไม่ได้บอกให้ยิงทหารคนไหนเป็นพิเศษ
ทั้งนี้ ในวันก่อเหตุ นายกิตติศักดิ์ใช้ อาวุธปืนเอ็ม 79 และระเบิดเอ็มเค-2 นายธัมมรัตน์ ใช้อาวุธเอ็ม 79 นายธนเดชใช้อาวุธปืนเอ็ม 203 นายวัฒนะโชคใช้อาวุธปืนเอเค47 นายปรีชาใช้อาวุธปืนเอเค 47 นายรณฤทธิ เฝ้ารถไม่มีอาวุธ นายชำนาญใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ส่วนนางปุณิกา ใช้ระเบิดเพลิงเอ็ม 100
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ต้องหาที่กำลังหลบหนีอีก สอง คนโดยเฉพาะนายธนเดช เอกอภิวัชร์ หรือไก่รถตู้ จากข้อมูลของสำนักข่าวทีนิวส์ ได้ตรวจพบว่ามีความเชื่อมโยงไปถึงแกนนำนปช.หลายคน
ซึ่งในเวลาต่อมาแม่ของนายธนเดช ได้เสียชีวิตลงซึ่งในงานศพเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ปี 2553 บรรดาแกนนำ นปช. ก็ได้ส่งพวงรนีดไปร่วมไว้อาลัย ก็คือ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายพายัพ ปั้นเกตุ นายขวัญชัย ไพรพนา พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ และนายจักรภพ เพ็ญแข
เพราะฉะนั้น จึงเกิดคำถามขึ้นมาแกนนำ นปช.ไปมีความสัมพันธ์กับคนขับรถตู้รับส่งชายชุดดำถึงขนาดที่ส่งพวงหรีดไปร่วมแสดงความเสียใจในงานศพของแม่นายธนเดช ได้อย่างไร
บุญชัย ธนะไพรินทร์ เรียบเรียง
