- 01 ก.พ. 2560
ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th
จากกรณีนายสุภัฒ สงวนดีกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินปัญญา ที่เป็นข่าวว่าได้ขโมยภาพของโรงแรมแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น และมีการจับกุมดำเนินคดีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่น ก่อนที่จะมีการเจรจายอมความ ในที่สุดก็มีการปล่อยตัวนายสุภัฒ เดินทางกลับประเทศไทยและได้แจ้งจะลาออกจากตำแหน่งนั้น ล่าสุดคอลัมนิสต์ดังอย่าง เปลว สีเงิน จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ที่เขียนบทความถึงกรณีดังกล่าวด้วยซึ่งมีข้อมูลใหม่ที่เชื่อว่าสังคมส่วนใหญ่ยังไม่รับรู้เรื่องนี้
อัยการกับการวินิจฉัย 'คดีสุภัฒ'
คุยเรื่อง "นายสุภัฒ สงวนดีกุล" รองอธิบดีกรมทรัพย์สินปัญญา ไปวันก่อนปรากฏว่า ไม่เข้าหูชาวบ้าน ถูกด่าเป็นที่บันเทิงใจยิ่ง! แสดงว่าสังคมไทย เริ่มปรับทัศนคติ การโกง การขโมย การฉ้อฉล การเอารัดเอาเปรียบสังคม เป็นเรื่องเลวร้ายยอมรับไม่ได้และให้อภัยไม่ได้แล้ว ก็เป็นนิมิตหมายที่ดี
ดีกว่าค่านิยมในยุคหนึ่ง ที่เชิดชู-ยกย่อง "โกงไม่เป็นไร ได้เอามาแบ่งกัน"! ก็ผมอยากบอกนิด การด่านั้น มีประโยชน์ ทำให้เจริญอาหาร แต่จะเกิดประโยชน์มากขึ้น ถ้าด่าด้วย "ศึกษา-ค้นหา-ค้นคว้า" ในเรื่องนั้นๆ ไปด้วย เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ "เชื่อ-ไม่เชื่อ" แทนการอ่านใครโพสต์-ใครพูดปุ๊บ ก็ปักใจเชื่อตามปั๊บโดยไม่ยึดหลัก "เหตุและผล"!
ความจริง เรื่องด่า คนอกไหม้-ไส้ขม คือคนด่า คนถูกด่า ก็งั้นๆ แหละ อยากได้ ก็รับเอา ถ้าไม่อยากได้ ก็ปล่อยเข้าท้องคนด่าไป ไม่ช้า-ไม่นาน ไม่ท้องมาน ก็เป็นฝีในท้องไปเอง
เรื่องนายสุภัฒ ที่ผมสนใจจนต้องหยิบมาคุยวันนี้อีกวัน นั้น........อยู่ที่โพสต์ของ "นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม" รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา คือท่านโพสต์ว่า “ ผมคิดถึงคำสอนของท่านอาจารย์บรรพต วีระศัย ที่ว่า 'กระเบื้องเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยถอยจม' คนดีไม่มีใครยกย่อง คนทำผิดกลับได้รับการปกป้อง ดาหน้ากันช่วยกันปกป้อง ท่านเป็นคนดี ลูกน้องรัก ทำงานเก่ง ขนาดคนที่อยู่ในผ้าเหลืองยังไม่รู้จักศีลข้อ 2 ว่าเป็นหนึ่งในห้าเรื่องที่ต้องห้าม ต่อไปเด็กๆ ไปลักทรัพย์ใคร ก็ไม่เป็นไรอย่างกระนั้นหรือ
แล้วเราจะสอนอนุชนคนรุ่นหลังกันอย่างไร ในเมื่อผู้ใหญ่ของบ้านเมืองเห็นดีเห็นงามกับการลักทรัพย์ ช่วยกันสุดตัวให้เขาไม่ดำเนินคดี งั้นต่อไปถ้าข้าราชการลักทรัพย์ อัยการอย่างผมไม่ต้องฟ้องเขามั้ยครับ ท่าน รมต. ท่านปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวงช่วยบอกที จะปฏิบัติให้ถูก และทางที่ดีให้ สนช. คสช.แก้กฎหมายไปเลยครับ เป็นวรรคสองของมาตรา ๓๓๔ ว่า ถ้าผู้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์เป็นข้าราชการ ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ เอากันให้สบายใจ ”
ครับ...ถ้าเป็นคนทั่วไป อ่านแล้ว-ก็แล้วไป แต่นี่เป็นถึง "รองอธิบดีอัยการ" การโพสต์ข้อความด้วยความรู้สึกจาก "คิดเอา-นึกเอา" แทนหลักฐาน-ข้อมูล เช่นนี้ อ่านแล้ว...อึ้งครับ!ทำงานกฎหมาย หลักยึดก่อนชี้ขาด คือพยาน-หลักฐาน-ข้อมูลอันเป็นองค์ประกอบเรื่องราวที่นำไปสู่ข้อเท็จจริง สู่การวินิจฉัยบนฐานเหตุและผลเชื่อมโยง
เรื่องราวกรณีนายสุภัฒนั้น ว่ากันจริงๆ "รับรู้จากข่าว" เท่านั้น ว่า "ขโมยรูปในโรงแรม" และถูกจับ จากนั้น นายสุภัฒ ถูกสังคมโซเชียลมีเดีย "พิพากษา" ตายทันที! ก็ "เอากันให้สบาย" อย่างที่ท่านรองฯ ปรเมศวร์ว่านั่นแหละ ไม่เกี่ยวอะไรกับผม แต่ในฐานะท่านเป็น "อัยการ" มีหน้าที่ตรวจสำนวนคดีความให้ครบถ้วน ก่อนสั่งฟ้อง-ไม่สั่งฟ้อง
การที่ท่านฟังแค่ "กระแสสังคม" แล้วปักใจเชื่อ โพสต์อย่างนั้น ซึ่งเท่ากับ "สั่งฟ้อง" หรือถึงขั้น "พิพากษา" นายสุภัฒไปแล้วนั้น ผมว่า "อันตราย" และน่ากลัวมาก ........ในมาตรฐานอัยการ ที่ยึดแค่ "กระแสสังคม" เป็นตัวสรุปแทนการวินิจฉัยบนฐานข้อมูล! เพราะการเข้าสู่โลกออนไลน์ที่มีความเร็วเป็นจุดแข็งแทนความถูกต้องนั้น สวนทางกับการทำงานของ "อัยการแผ่นดิน" ที่ต้องมี "ความครบด้าน" เป็นจุดแข็งทางความน่าเชื่อถือ
แต่ที่นายปรเมศวร์โพสต์ทั้งหมดนั้น ผมไม่แน่ใจ..........ใช้หลักทางกฎหมาย หลักพิจารณาอรรถคดีของอัยการ หรือใช้อารมณ์ร่วมสังคมโซเชียลมีเดีย ในลักษณะ "ประจบสังคม"? กรณีนายสุภัฒ ไม่เกี่ยวกับกระเบื้อง-น้ำเต้าอะไรของท่าน และยังไม่พบว่ามีการช่วยกันไม่ให้เขาดำเนินคดี แต่ท่าน "จับมากระเดียด" ประเทียด-ประชัน เหมือนอกหักหน้าคอมพ์ ว่าไปถึง ๒ มาตรฐาน "คนรวย-คนจน, คนสามัญ-คนมียศศักดิ์" ไปโน่น
ถามจริงๆ....... ข้อมูลคดีทั้งหมด ถึงอัยการแล้วหรือ? ท่านทราบข้อเท็จจริง จากสอบปากคำนายสุภัฒ จากกระทรวงต่างประเทศ จากอัยการญี่ปุ่น เป็นสำนวนคดีอยู่ในมืออัยการแล้วใช่มั้ย ถึงได้โพสต์เป็น "ปรเมศวร์-ฮีโรโซเชียล" ซะขนาดนั้น!?
เมื่อวาน (๓๑ ม.ค.) นายสุภัฒเขาออกแถลงการณ์มิใช่หรือ ท่านอ่านยัง " กระผมขอโอกาสชี้แจงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยขอย้ำว่า ไม่มีเจตนาเพื่อการแก้ตัว เมื่อกระทำผิดก็ขอยอมรับผิด เพียงขอโอกาสชี้แจงสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนดังกล่าว
เมื่อเสร็จภารกิจในการเดินทางไปราชการที่ประเทศญี่ปุ่น กระผมได้มีโอกาสสังสรรค์กับเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่เป็นเพื่อนสมัยที่ผมไปศึกษาที่ญี่ปุ่น ได้สนุกสนานกันเต็มที่ จนเผลอตัวดื่มสุรามากเกินไป เป็นเหตุให้เมามายจนขาดสติ โดยไม่รู้ตัวและกระทำในสิ่งที่ไม่ควรกระทำ.............................
กระผมย่อมต้องแสดงความรับผิดชอบของตน ตามแนวทางความคิดปกติในสังคมญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่กระผมได้เติบโตเล่าเรียนมาว่า การลาออกจากตำแหน่งหน้าที่ เป็นการแสดงความรับผิดชอบที่พึงปฏิบัติ
ดังนั้น ผมขอแสดงเจตจำนงผ่านคำแถลงนี้ว่า จะขอลาออกจากตำแหน่งราชการ โดยจะยื่นใบลาออกให้ถูกต้องเป็นทางการต่อไป
และจากการที่ได้รับราชการมาจนถึงปัจจุบัน กระผมทราบดีว่า การขอลาออกจากราชการ มิได้ทำให้จะสามารถหลีกเลี่ยงกระบวนการตามระเบียบราชการได้ และเมื่อมีการสืบสวนหาข้อเท็จจริง รวมทั้งหากต้องมีการดำเนินการทางวินัย กระผมก็น้อมรับและยินดีให้ความร่วมมือให้ข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่"
ครับ...เขายอมรับผิด "เมาจนขาดสติ ไม่รู้ตัวและกระทำในสิ่งไม่สมควรกระทำ" "กระทำในสิ่งไม่สมควรกระทำ" ที่แปลงออกมาเป็นคำว่า "ขโมย" นี้แหละ มันทำให้ชีวิตคน "เกิด-ดับ" ได้ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ!
ไม่ใช่แก้ตัว-แก้ต่างให้นายสุภัฒ เพียงแต่แรกๆ ข้อมูลจากเรื่องราวมันขัดแย้งกับคำว่า "ขโมย" ผมจึงตั้งประเด็นพิเคราะห์ถึง "เหตุจูงใจ" เท่านั้น กับที่นายสุภัฒแถลง ก็กระจ่างไปเปลาะ เหตุจูงใจมาจากว่า "เมา" ไม่ใช่โรคจิต-โรคประสาท หรือสันดานขโมย แต่เมาแล้วทำไมต้องขโมย?
นายสุภัฒไม่แถลงรายละเอียดประเด็นนี้ ผมจึงไปเสาะถามจากแหล่งข้อมูล ได้ความว่า นายสุภัฒก็สไตล์ญี่ปุ่นนั่นแหละ โตที่ญี่ปุ่น เพื่อนญี่ปุ่นเยอะ เสร็จงาน "ต้องเมา" กับเพื่อนฝูง เผอิญคืนนั้น กลับโรงแรม นายสุภัฒต้องย้ายห้องถึง ๓ ครั้ง เกิดเป็นปากเสียงกับทางโรงแรม โมโห หันไปเจอรูปที่ผนัง ก็กระชากลงมาฉีก..ฉีก...
พอสร่างเมา ตกใจ ...........เก็บเศษรูปภาพที่ฉีกใส่กระเป๋า และที่ฉีกซ่อนในกระเป๋านั้นแหละ แทนที่จะเจอข้อหาทำลายทรัพย์ การค้นเจอในกระเป๋า จึงกลายเป็นข้อหา "นายสุภัฒ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา 'ขโมยรูปภาพ' ราคา ๕ พันบาทของโรงแรม!"
คดีนี้ เป็นความเสียหายเล็กน้อย ยอมความกันได้ เมื่อยอมรับ มีการชดใช้ เจ้าทุกข์ไม่ติดใจเอาความ เขาก็ถอนแจ้งความไม่ใช่อย่างที่นายปรเมศวร์โพสต์.........
"ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองเห็นดีเห็นงามกับการลักทรัพย์ ช่วยกันสุดตัวให้เขาไม่ดำเนินคดี งั้นต่อไป ถ้าข้าราชการลักทรัพย์ อัยการอย่างผมไม่ต้องฟ้องเขามั้ยครับ" แต่อย่างใด
คดีเกิดที่ญี่ปุ่น จบแล้วที่ญี่ปุ่น ส่วนที่ไทย นายสุภัฒแสดงเจตนาลาออก ส่วนทางราชการก็สอบสวนทางวินัย รอเขาแถลงผลสอบละเอียดและลงโทษทางวินัยว่าขั้นไหนก่อน ถึงตอนนั้น ท่านปรเมศวร์จะโพสต์อีกที ด้วยวิสัยทัศน์ "อัยการแผ่นดิน"
ก็ยังไม่สายครับ!
เรียบเรียงโดย : ศิริพงศ์ สำนักข่าวทีนิวส์
ขอบคุณ : เปลว สีเงิน นสพ.ไทยโพสต์
