- 01 ก.พ. 2560
ติดตามรายข่าวเพิ่มเติม www.tnews.co.th
แม้ว่าคณะกรรมการ บริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดองสามัคคี หรือ ป.ย.ป. จะยังแล้วเสร็จ และความเคลื่อนไหวทางการเมืองก็มาจับจ้องอยู่ที่ความเคลื่อนไหวของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะที่ได้เป็นประธานอนุกรรมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไรก็มักจะมีประเด็นอยู่เสมอ
ซึ่งล่าสุดการเกิดกระแสข่าว การพูดคุยกับพรรคการเมือง และนักการเมือง หวังจะให้เกิดรัฐบาลแห่งชาติขึ้น ซึ่งพล.อ.ประวิตร ก็ออกมาปฏิเสธและตำหนิคนปล่อยข่าวอย่างรุนแรงว่าเป็นพวกชอบมโน
แต่ถ้าหากเรามามองเรื่องรัฐบาลแห่งชาตินั้นถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยมีความพยายามจะเสนอเรื่องนี้มาทุกครั้งที่บ้านเมืองมีความขัดแย้ง แต่ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงเลยสักครั้ง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ครั้งที่ 1/2560 พร้อมมอบนโยบายและซักซ้อมความเข้าใจในการทำงานของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดองสามัคคี (ป.ย.ป.) ให้คณะกรรมการทั้ง 4 คณะและสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (พีเอ็มดียู)
โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงเรื่องความปรองดองว่า คณะกรรมการปรองดองที่ทุกคนอยากรู้ว่าจะทำงานกันอย่างไร สำคัญที่สุดคือมีคณะกรรมการฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายการเมือง และฝ่ายเศรษฐกิจสังคม ซึ่งเขาจะคุยกันอันไหนที่ตรงกันก็เสนอขึ้นมาเพื่อมาคุยต่อ ฝ่ายกฎหมายก็ไปดูเรื่องคดีที่อ้างกันว่าไม่เป็นธรรม ว่ามีคดีอะไรบ้างและสร้างการรับรู้แก่สังคมให้ได้
ส่วนจะทำอย่างไรก็ไปว่ากันอีกที ซึ่งไม่ใช่นิรโทษกรรม ทุกคนต้องไปเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้ก่อนเพราะมีกฎหมายเดิมอยู่แล้ว ต้องเข้าสู่การพิจารณาของศาล เมื่อศาลตัดสินและรับโทษแล้วพอสมควรมันก็จะเป็นลดโทษ นิรโทษกรรมไปในแนวทางนี้มากกว่า อย่ามามองว่าอยู่ดีๆ ยังไม่เข้ากระบวนการแล้วให้ออกคำสั่งมาตรา 44 นิรโทษกรรม ทำไม่ได้ ต้องถามประชาชนด้วย
“ยืนยันว่าเราไม่จำเป็นที่จะไปทำเพื่ออะไร เพียงแต่สร้างความเข้มแข็งในอนาคต เพื่อให้คณะเหล่านี้ส่งต่อไปสู่รัฐบาลหน้าอย่างไร ไม่ได้มองว่าจะมีการดีล มันจะดีลกับใคร ใครจะมาดีลกับผม แล้วดีลเขาเรื่องอะไร ผมยืนยันด้วยคำสัตย์ของผม ผมไม่ได้ดีลกับใครทั้งสิ้น อะไรก็ตามที่พูดกันไปมาในสื่อ ถ้าผมไม่ได้พูดเรื่องนั้นจากปากของผม จะไม่เกิดขึ้นทั้งสิ้น เพราะผมเป็นคนตัดสินใจ เข้าใจหรือยัง
พล.อ.ประยุทธ์ย้ำว่า การปรองดองคือต้องปรองดองกับทุกคน ทุกคนต้องอยู่อย่างสงบสันติ และสนับสนุนการเดินหน้าของทุกรัฐบาล ไม่ใช่เอาการเมืองมานำแล้วขัดแย้งกันอย่างนี้ ซึ่งตอนนี้ทุกคนเข้าใจว่าการปรองดองต้องพูดเรื่องคดีอะไรต่างๆ นั้นมันไม่ใช่ เรื่องคดีก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและต้องแก้ไปทางนั้น ซึ่งคณะอนุกรรมการฝ่ายกฎหมายต้องไปหามาเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ใครมีคดีต้องกลับมาสู้คดี ถ้าไม่สู้ก็ไปต่อไม่ได้ และยกโทษให้ไม่ได้ ถ้าอยากจะยกโทษให้ ให้ไปรัฐบาลต่อไป ตนเองไม่ทำ
ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการสร้างความปรองดองว่า ขณะนี้ยังไม่มีอะไร ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจมีการต่อรองกับนักการเมือง ก็เพิ่งเห็นข่าวในหนังสือพิมพ์บางฉบับที่เขียนในลักษณะว่า ผู้มีอำนาจในรัฐบาลไปพูดคุยประสานงานติดต่อกับพรรคการเมืองให้เกิดความปรองดอง และเกิดรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งในฐานะทำงานด้านการสร้างความปรองดองยืนยันว่าไม่มีแน่นอน ใครจะไปทำอย่างนั้น และยังไม่ทราบว่าจะไปเจอกับใครและที่ไหนอย่างไร รวมถึงไม่รู้จะไปเจอเพราะอะไร ไม่ว่าใครทั้งนั้นไม่เคยเจอ ดังนั้นมาพูดอย่างนี้ทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐบาลและในภาพรวม
"อย่ามาเพ้อเจ้อ เพราะมันเลยคำว่ามโนไปแล้ว นำไปเขียนแล้วไม่รับผิดชอบ คนที่ทำเรื่องปรองดองมาได้ฟังแบบนี้เขาก็เสียใจ ผมไม่ได้โกรธหรือเกลียดอะไร แต่มันเป็นไปไม่ได้ ถ้ารัฐบาลจะให้ใครไปดีลกับพรรคการเมือง จะไปดีลอย่างไร ผมมองไม่ออก เพราะไม่รู้ว่าแต่ละคนจะแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะอย่างไร รัฐบาลนี้ตั้งใจทำให้เกิดความปรองดองและมีอิสระในการแสดงความเห็นของทุกภาคส่วน เพราะเรื่องในอนาคตก็ไม่มีใครรู้ว่าจะมีความปรองดองได้หรือไม่ แต่หากมีกติกาที่ชัดเจน ทุกฝ่ายมาร่วมกันก็อาจจะมีแนวทางที่เกิดขึ้นต่อไปในอนาคต เราไม่มั่นใจว่าตลอด 3 เดือนการพูดคุยนั้นจะเป็นอย่างไร เพราะทุกคนตอบรับว่าจะมา ผมขอท้าคนที่เห็นผมไปพูดคุยหรือดีลกับพรรคการเมืองใดๆ ขอให้ออกมาพูด"
กลายเป็นประเด็นร้อนมาตลอดทั้งวัน เกี่ยวกับเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ จนเกิดคำถามว่า จะมีจริงหรือสามารถเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ซึ่งแนวคิดเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คนที่อยู่ในแวดวงการเมือง ได้เคยมีการพูดถึงและเสนอสูตรนี้ ในทุกครั้ง เมื่อบ้านเมืองเกิดวิกฤติ
อย่างในช่วงที่ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้มีการชุมนุมต่อต้านและขับไล่รัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้มีนายกรัฐมนตรีคนกลาง ตามมาตรา 7 เพื่อเข้ามาแก้ปัญหาวิกฤติชาติ จากรัฐบาลพบว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่น และช่วงการต่อสู้ของมวลชน ก็ถูกกลุ่มคนร้ายใช้ปืนM79 ยิงใส่ผู้ชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
ในช่วงวิกฤตนั้น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหานี้ ว่า รัฐบาลทักษิณต้องยุบสภา คืนอำนาจประชาชน เสนอตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล เข้ามาแก้ปัญหาความขัดแย้งเฉพาะหน้า แล้วค่อยสร้างรัฐบาลมืออาชีพ สร้างประชาธิปไตย ให้ได้รัฐบาลจากประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน
แต่สุดท้ายข้อเสนอนี้ก็ถูกปฏิเสธจากกลุ่มมวลชน เพราะไม่ไว้ใจแนวทางนี้ เพราะกลัวว่าจะเป็นการฟอกตัวให้กับ นายทักษิณ ชินวัตร กลับมาอ้างความบริสุทธิ์ และบริหารประเทศอีก จึงไม่ยอมรับแนวทางนี้ และเมื่อสถานการณ์มวลชนถูกทำร้ายมากขึ้น
ทางพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น จึงได้ตัดสินเข้าเข้ายึดอำนาจ
ต่อมาในช่วงของรัฐบาลในอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้เกิดการชุมนุมประท้วงต่อต้านโดยกลุ่ม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ได้ออกมาชุมนุม ต่อต้าน เพราะมีการกล่าวหาว่า การจัดตั้งรัฐบาลนี้มีทหารอยู่เบื้องหลัง
จนการชุมนุมยกระดับความรุนแรงมากขึ้น ในช่วงเวลานั้น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย บรรยายพิเศษเรื่อง “วิกฤติการเมืองและทางออกของปัญหา” ให้สมาชิกพรรคเพื่อไทย วันนี้ ตอนหนึ่งว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากกลุ่มประชาชน ที่มีใจรักในประชาธิปไตย และเพื่อเป็นการหาทางออกให้ประเทศเดินหน้าไปให้ได้ จึงได้เสนอแนวทางตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยให้แต่ละพรรค แต่ละฝ่ายเข้ามาเป็นรัฐบาล เพื่อร่วมแก้ปัญหา จากนั้นค่อยกลับมาสร้างรัฐบาลมืออาชีพ เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ โดยเฉพาะการสร้างประชาธิปไตย หรือรัฐบาลที่มาจากประชาชน เพื่อประชาชน และโดยประชาชน เพื่อให้เกิดการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างแท้จริง
“หากไม่เลือกวิธีนี้ คงไม่มีวิธีอื่นที่เหมาะสม รัฐบาลต้องยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน เปิดโอกาสให้รัฐบาลใหม่เข้ามาสร้างประชาธิปไตย วางรากฐานให้ประเทศ สร้างจุดยืนที่มั่นคง เพื่อให้กลับมายิ่งใหญ่เหมือนในอดีต เพราะการวางรากฐานให้กับประเทศเป็นเรื่องสำคัญสำหรับนักการเมืองและผู้เกี่ยวข้อง หากไม่ทำก็เสียชาติเกิด” พล.อ.ชวลิต กล่าว
แต่สุดท้ายแนวทางนี้ก็เป็นหมันอีกครั้ง เพราะสถานการณ์การต่อต้านรุนแรงเพิ่มมากขึ้น การชุมนุมของกลุ่มมวลชนพบมีกองกำลังติดอาวุธ มีชายชุดดำเข้ามาก่อเหตุสร้างสถานการณ์ เงื่อนไขในการเจรจาพูดคุยจึงเปลี่ยนแปลงไป
จนกระทั่ง แนวทางนี้ถูกสื่อหยิบยกมาพูดอีกครั้งว่า การเดินหน้าเจรจาของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเพื่อเพื่อสร้างความปรองดอง โดยการมีรัฐบาลแห่งชาติหรือรัฐบาลเฉพาะกิจ
ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวนี้ ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้จริงเลย สถานการณ์
ปัจจุบัน เพราะกลุ่มทางการเมือง ทั้ง พันธมิตร , นปช. ,และ กปปส. รวมถึงพรรคการเมืองใหญ่อย่างเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ ซึ่งก็ได้ผ่านสถานการณ์ความขัดแย้งจนร้าวลึก ยากที่จะมาจับมือในการสร้างรัฐบาลแห่งชาติได้
โดยคุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้อำนวยการสำนักข่าวทีนิวส์ ที่ได้มีการวิเคราะห์เรื่องนี้อย่างละเอียดว่า การเกิดรัฐบาลแห่งชาตินั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
เรียงเรียงโดย : วัสดา สำนักข่าวทีนิวส์
