จบด้วยดี..ดราม่ารังสีโหด!!!รองผอ.โรงเรียนน้ำตาซึมขออภัยอารมณ์ขึ้นสติแตกทุ่มเก้าอี้โดนนร.เจ็บ ขณะเด็กทำซึ้งกราบขอโทษกลับรับเป็นต้นเหตุปมเดือด

ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th

     จากกรณี นางหญิง (นามสมมุติ) อายุ 41 ปี ชาว จ.ศรีสะเกษ เข้าร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมต่อสื่อมวลชน หลัง ด.ช.แดง (นามสมมุติ) ลูกชายวัย 11 ปี ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งใน อ.พยุห์ จ.ศรีสะเกษ ถูกครูผู้ชายอารมณ์ร้อนโมโหทุ่มเก้าอี้พลาสติกจนแตก เนื่องจากไม่พอใจที่เห็นว่าเด็กมีพฤติกรรมไม่เคารพผู้ใหญ่ ทำให้เศษชิ้นส่วนของเก้าอี้กระเด็นใส่นักเรียนได้รับบาดเจ็บหลายราย โดยเฉพาะ ด.ช.แดง ถูกเศษเก้าอี้กระเด็นใส่ศีรษะบริเวณหลังใบหูด้านซ้ายจนบวมปูด ตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

 

 

 

จบด้วยดี..ดราม่ารังสีโหด!!!รองผอ.โรงเรียนน้ำตาซึมขออภัยอารมณ์ขึ้นสติแตกทุ่มเก้าอี้โดนนร.เจ็บ ขณะเด็กทำซึ้งกราบขอโทษกลับรับเป็นต้นเหตุปมเดือด

 

 

    ล่าสุด นายสถิต วิทิตยนตรการ นายอำเภอพยุห์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอพยุห์  ได้เดินทางลงพื้นที่เข้าเยี่ยม ด.ช.แดง ที่ได้รับบาดเจ็บและสอบถามข้อเท็จจริง เพื่อเป็นคนกลางในการร่วมเจรจาหาทางออกร่วมกัน

 

     ขณะที่ ครูเอ (นามสมมุติ) ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนดังกล่าว ได้ออกมากล่าว ยอมรับผิดต่อหน้านายอำเภอพยุห์และสื่อมวลชน โดยระบุว่า ที่ทำไปเพราะเกิดอารมณ์โมโหชั่ววูบ อยากให้เด็กอยู่ในระเบียบวินัย เป็นคนดีจนเกินไป จึงขอยอมรับผิดทุกประการ และยินดีรับผิดชอบทุกอย่างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

 

 

จบด้วยดี..ดราม่ารังสีโหด!!!รองผอ.โรงเรียนน้ำตาซึมขออภัยอารมณ์ขึ้นสติแตกทุ่มเก้าอี้โดนนร.เจ็บ ขณะเด็กทำซึ้งกราบขอโทษกลับรับเป็นต้นเหตุปมเดือด

 

 

     ทั้งนี้ อยากจะขอโทษผู้ปกครองและด.ช.แดง รวมทั้วจะปรับปรุงตัวเองใหม่ ไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากที่ ครูเอ ยอมรับผิด ด.ช.แดง ได้ยกมือไหว้ของโทษ ครูเอ เพื่อกราบขอโทษคุณครูที่เป็นต้นเหตุให้เกิดเรื่องขึ้น จน ครูเอ ถึงกับน้ำตาซึมและได้โอบกอดพร้อมขอโทษ ด.ช.แดง เช่นกัน ขณะที่ นางหญิง แม่ของ ด.ช.แดง กล่าวว่า เมื่อครูยอมรับผิดและออกมาขอโทษแล้วตนก็ดีใจ และพร้อมให้อภัย ซึ่งตนได้แนะนำให้ครูคนดังกล่าวอารมณ์เย็นลงกว่านี้ อย่างไรก็ดี ตนก็รู้สึกสบายใจและไม่ติดใจอะไรแล้ว

 

 

     ก่อนหน้านั้น กลายเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวโยงกับอาชีพครูขึ้นอีกครั้ง เมื่อ นางสมคิด (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี ชาวบ้าน อ.พยุห์ จ.ศรีสะเกษ เข้าร้องทุกข์ขอความเป็นธรรม ว่า ด.ช.อั๋น (นามสมมติ) อายุ 11 ปี นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนแห่งหนึ่ง ถูกรองผอ.ร.ร. เตะเก้าอี้พลาสติกแตกกระจุยจนเศษชิ้นส่วนของเก้าอี้กระเด็นใส่นักเรียนจนได้รับบาดเจ็บหลายราย โดยเฉพาะลูกชายของตน ถูกเศษเก้าอี้กระเด็นใส่ศีรษะบริเวณหลังใบหูด้านซ้ายจนบวมปูด หลังเกิดเหตุไม่มีครูคนใดสนใจสอบถามดูแลอาการของเด็กเลย กระทั่งช่วงบ่ายเพื่อนร่วมห้องวัยเดียวกันได้พาไปหาหมอ

 

 

 

จบด้วยดี..ดราม่ารังสีโหด!!!รองผอ.โรงเรียนน้ำตาซึมขออภัยอารมณ์ขึ้นสติแตกทุ่มเก้าอี้โดนนร.เจ็บ ขณะเด็กทำซึ้งกราบขอโทษกลับรับเป็นต้นเหตุปมเดือด

 

 

     โดย นางสมคิด กล่าวว่า วันเกิดเหตุ (25 ม.ค.) ด.ช.อั๋น เล่าให้ฟังว่า ขณะที่กำลังทานข้าวเที่ยงอยู่ ซึ่งนักเรียนนั่งล้อมวงกับพื้นส่วนครูนั่งอยู่บนโต๊ะในโรงอาหาร แม่ครัวได้พูดบ่นให้นักเรียนหลายๆ คนแบบไม่ยอมหยุด ด.ช.เอ จึงพูดขึ้นว่า "หยุดบ่นได้แล้วจะกินข้าว" ขณะนั้นมี ครูเค (นามสมมติ) รอง ผอ.โรงเรียนนั่งอยู่ เกิดได้ยินเข้าจึงเกิดอาการโมโหอารมณ์ร้อนแล้วลุกขึ้นเดินไปกระชากคอเสื้อลูกชายลากตัวมากราบขอโทษแม่ครัวคนดังกล่าวและปล่อยตัวกลับไปนั่งที่ จากนั้นครูเคกลับอารมณ์ค้างจับเก้าอี้พลาสติกที่นั่งกินข้าวยกขึ้นแล้วทุบลงกับพื้นจนแตกกระจาย เศษเก้าอี้ได้กระเด็นไปถูกศีรษะของลูกชาย และครูเคยังได้เตะเศษเก้าอี้ที่กองอยู่กับพื้นมาใส่หลังลูกชายและกลุ่มนักเรียนที่นั่งกินข้าวอยู่จนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลเล็กน้อยจำนวนหนึ่ง

 

     หลังจากเกิดเหตุดังกล่าว ลูกชายได้เข้าห้องเรียนตามปกติโดยที่ไม่มีครูคนใดเข้ามาสอบถามอาการเลย กระทั่งเวลาประมาณ 15.00 น. ลูกชายเริ่มมีอาการปวดและศีรษะบวม เพื่อนในห้องเรียนจึงพาไปหาหมอที่ รพ.สต.ในละแวกนั้น หลังจากวันนั้นมาอาการของลูกชายก็ยังไม่ทุเลา ยังคงมีอาการปวดหัวตัวร้อนและบวมขึ้นเรื่อยๆ ตนได้ร้องขอความเป็นธรรมให้ทางโรงเรียนเข้ามารับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ยังไม่ได้ข้อสรุป ตนจึงอยากร้องถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือ เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากครูและผอ.บอกว่าไม่กลัวเพราะเส้นใหญ่ อีกทั้งตนไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกกับเด็กนักเรียนคนอื่นๆ

 

     อย่างไรก็ตาม นายสถิต วิทิตยนตรการ นายอำเภอพยุห์ กล่าวว่า ตนได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว พร้อมจะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

 

 

 


เรียบเรียง : นิตติยา  สำนักข่าวทีนิวส์