- 04 ก.พ. 2560
แชร์ |
ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th
ภายหลังจากนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ขึ้นเบิกความเป็นพยานให้ฝ่ายจำเลย หรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในคดีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว เป็นเหตุให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท
ล่าสุด นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์แสดงความเห็นในเฟซบุ๊ก มีรายละเอียดหลายประเด็นที่น่าสนใจ ระบุข้อความว่า “ นายกิตติรัตน์ ณ ระนองได้ขึ้นเบิกความเป็นพยานจำเลย ให้แก่นางสาวยิ่งลักษณ์ในคดีรับจำนำข้าว ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีข้อมูลของคำเบิกความที่สื่อนำมาเสนอ และเพื่อให้ประชาชนที่ติดตามข้อมูลดังกล่าวมีความเข้าใจดีขึ้น โดยไม่เป็นการละเมิดคำสั่งของศาลฎีกาที่จะเป็นการชี้นำคดี มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง สื่อนำเสนอคำเบิกความของนายกิตติรัตน์ว่า การดำเนินโครงการรับจำนำข้าวมีเกษตรกรหลายรายไม่ได้เข้าโครงการ ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหา เพราะชาวนาสามารถขายข้าวให้แก่เอกชนโดยตรงได้ แต่ไม่ได้มีการเสนอว่าชาวนาได้ราคาเท่าไร ถูกเอาเปรียบความชื้นหรือถูกกดราคาหรือไม่ และมีเอกชนรายใดที่กล้าซื้อข้าวแข่งกับโครงการรับจำนำในราคา 15000บาทต่อตัน
ประเด็นที่สอง โครงการประกันรายได้พืชผลทางการเกษตร ซึ่งทำได้ดีกับพืชยืนต้น ขณะที่การตรวจสอบการขึ้นทะเบียนพื้นที่เพราะปลูกจะมีปัญหา แต่ข้อมูลที่พรรคประชาธิปัตย์ทำโครงการประกันรายได้นั้น ทำกับพืช 3ชนิดคือ ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลังซึ่งไม่ได้เป็นพืชยืนต้น และไม่มีปัญหาการทุจริตโดยฝ่ายการเมืองแต่อย่างใด เสียดายที่สื่อไม่ได้นำเสนออีกว่าพืชยืนต้นนั้นคืออะไร และการขึ้นทะเบียนพื้นที่เพาะปลูกที่อ้างว่ามีปัญหานั้น แตกต่างจากการขึ้นทะเบียนพื้นที่เพาะปลูกของโครงการรับจำนำอย่างไร
ประเด็นที่สาม มีการพูดถึงแนวทางการระบายข้าว โดยช่วงดำเนินโครงการรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ระบายข้าวไปจำนวนมาก แต่หากไม่มีรัฐประหารเกิดขึ้นยืนยันว่ารัฐบาลสามารถระบายข้าวได้หมด เสียดายที่สื่อไม่ได้มีการรายงานว่า หากไม่มีรัฐประหารเกิดขึ้น จะใช้วิธีการระบายแบบจีทูจีเป็นหลักหรือไม่ เพราะในช่วงดังกล่าวข้าวส่วนใหญ่ใช้วิธีการระบายแบบจีทูจีเป็นหลัก ช่วงปี 2555 มีสัญญาจีทูจี 6.2ล้านตัน และ ปี 2556 หลังฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจไปแล้ว ยังมีการทำสัญญาระบายข้าวแบบจีทูจีอีก 14 ล้านตัน
ข้อมูลที่สื่อนำมาเสนอ ที่นายกิตติรัตน์ให้การต่อศาลนั้น สรุปได้ว่านายกิตติรัตน์ก็ยังเป็นนายกิตติรัตน์…”
เรียบเรียง : นิตติยา สำนักข่าวทีนิวส์
