- 08 ก.พ. 2560
ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th
กลายเป็นประเด็นเศรษฐกิจที่นักการเมืองและนักวิชาการฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลคสช.นำไปหักมุมข้อเท็จจริงเพื่อดิสเครดิตทางการเมืองอย่างออกหน้าออกตา แม้กระทั่งจะมีผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน การคลัง รวมถึงผู้รับผิดชอบภาคเศรษฐกิจ ออกมาอธิบายว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดแล้วก็ตาม ???
อาทิเช่น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งอธิบายถึงประเด็นข่าวที่มีการนำไปบิดเบือนยอดเงินคงคลังเหลือเพียงกว่า 7 หมื่นล้านบาท ว่า “ คนที่ให้ข่าวนี้ ถือว่าเป็นตนไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของเงินคงคลังและเอาไปพูด เพราะเงินคงคลัง คือ กระแสเงินสดในมือ เป็นเงินทุนหมุนเวียนตามสภาพคล่อง
ฉะนั้นเงินคงคลังจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในช่วงเวลานั้นๆ ไม่ใช่ว่าการที่มีเงินคงคลังเหลืออยู่จำนวนสูงมากๆแล้วจะเป็นสิ่งที่ดีเสมอ ซึ่งบางช่วง เช่น เมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา ยังเคยมีเหตุการณ์ที่เงินคงคลังเหลือเพียง 20,000-30,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องเงินคงคลังที่ผ่านมา กระทรวงการคลัง ดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว เพื่อให้การเบิกจ่ายใช้เงินคงคลังเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ทั้งนี้ขอให้เชื่อมั่นว่าการเบิกจ่ายที่ใช้ไปทั้งหมดก็เพื่อเป็นการนำประเทศไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น”
ล่าสุด นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ได้โพสต์เฟซบุ๊กในชื่อ “สิริอัญญา” ในหัวข้อ “ รัฐบาลถังแตก...แหกตา !! ” มีใจความสำคัญว่าด้วยการนำประเด็นเรื่องเงินคลังไปใช้เป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมือง ด้วยการสร้างความเข้าใจผิดต่อประชาชนและถือเป็นการทำลายประเทศในระยะยาว
“ ช่วงนี้มีการโหมกระแสกันอย่างคึกคักกว้างขวางว่ารัฐบาลถังแตก เพราะผลาญเงินคงคลังจนเหลือเพียง 74,000 ล้านบาท แล้วก็อาศัยสื่อเสี้ยมช่วยขยายผล เพื่อให้ผู้คนหลงเชื่อว่าเมื่อรัฐบาลถังแตกอย่างนี้แล้ว อีกไม่นานก็จะไม่มีเงินเดือนจ่ายให้กับข้าราชการ และโครงการทั้งหลายก็ต้องหยุดชะงักลง ประเทศจะถล่ม แผ่นดินจะทลาย
ก็ว่ากันไม่ได้เพราะไอ้พวกทำลายชาติบ้านเมืองก็จะต้องทำลายชาติบ้านเมือง โดยไม่ต้องคิดถึงความฉิบหายที่จะเกิดขึ้นกับใคร แต่ที่น่าเจ็บใจก็คือบรรดาพวกตาอยู่ที่ถูกเชิญมากินบ้านกินเมืองและมีหน้าที่ทำความเข้าใจเรื่องนี้กลับทำตัวเป็นสากกะเบือไม่รู้ร้อนรู้หนาว
และยังดันหลังให้นายกตู่ออกไปสู้รบปรบมือในเรื่องที่เป็นหน้าที่รับผิดชอบโดยเฉพาะของคนอื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ใช้ไม่ได้ แต่นี่ก็เป็นวิบากกรรมของการใช้ตาอยู่ ของการใช้สากกะเบือ จึงต้องเป็นหน้าที่ของชาวบ้านอย่างเราท่านนี่แหละที่จะต้องทำความเข้าใจให้ดีว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องอะไรกันแน่? และมันเป็นอย่างไรกันแน่?
ก็ต้องบอกว่ามันเป็นเรื่องแหกตาประชาชน! เพื่อให้ถอยความศรัทธาจากรัฐบาล เพื่อทำลายความเชื่อมั่นต่อประเทศ และบั่นทอนความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างร้ายแรง และถ้าแก้ไขไม่ทันในที่สุดความเสียหายวายวอดก็จะบังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง
ดังนั้นประชาชนอย่างเราท่านจึงขอให้ตั้งใจสดับให้ดี จักทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างง่ายที่สุด ซึ่งจะทำความเข้าใจในประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
ประการแรก เงินคงคลังไม่ใช่สิ่งที่แสดงฐานะทางการเงินการคลังของประเทศไทยหรือรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นเรื่องของทรัพย์สิน หนี้สิน แต่ประเทศไทยของเรามีกฎหมายให้ต้องแสดงฐานะหนี้สิน แต่ไม่มีการแสดงทรัพย์สินของประเทศ ซึ่งถ้าหากได้แสดงทั้งด้านทรัพย์สินและหนี้สินแล้วก็จะเห็นฐานะที่แท้จริงของประเทศว่ามั่งคั่งหรือยากจน ซึ่งแม้จะไม่ได้มีการทำบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน หรืองบดุลของประเทศ แต่ก็บอกได้ว่าประเทศไทยเป็นอัครมหาเศรษฐีของโลก ดังนั้นใครก็ตามที่ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเงินคงคลังเป็นสิ่งแสดงฐานะของประเทศและรัฐบาลแล้ว มันก็คือการเริ่มการโกหกหลอกลวงในคนละเรื่องคนละราวกัน
ประการที่สอง เงินคงคลังเป็นเพียงบัญชีรับจ่ายของรัฐบาล ซึ่งจัดทำขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง ซึ่งสุดแสนจะล้าหลัง บัญชีรับจ่ายเงินคงคลังนั้นมีอยู่หลายบัญชีตามรายการและประเภทการใช้จ่ายที่กฎหมายกำหนด แต่บัญชีหลักก็คือบัญชีเงินคงคลังบัญชีที่หนึ่ง ซึ่งมีมูลค่ากว่า 90% ของเงินคงคลัง
บัญชีเงินคงคลังบัญชีที่หนึ่ง เป็นบัญชีที่จัดเก็บรายได้ของแผ่นดิน ได้แก่ รายได้จำพวกภาษี รายได้จากเงินกู้ และรายได้จากรัฐพาณิชย์ รายได้ทั้งสามประเภทนี้ไม่ว่าหน่วยงานไหนจัดเก็บจะต้องนำเข้าบัญชีเงินคงคลังบัญชีที่หนึ่ง และเมื่อเงินเข้าบัญชีนี้แล้วกฎหมายบังคับว่าจะนำไปใช้จ่ายได้ก็เฉพาะตามที่กฎหมายงบประมาณบัญญัติ ซึ่งมีกฎหมายงบประมาณออกมาใช้เป็นรายปี ยกเว้นจะมีงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมระหว่างปีก็เป็นไปตามนั้น
ดังนั้นเงินคงคลังโดยรวมก็คือ เงินที่เหลืออยู่จากรายได้แผ่นดินที่จัดเก็บแต่ละช่วงเวลา หักกับรายจ่ายของแผ่นดินที่จ่ายตามกฎหมายงบประมาณในแต่ละห้วงเวลาเช่นเดียวกัน ไม่ได้มีนัยยะหรือแสดงฐานะความมั่งคั่งร่ำรวยหรือความถังแตกใด ๆ ดังที่โกหกหลอกลวงกัน
ประการที่สาม ประเทศไทยปัจจุบันมีรายจ่ายแผ่นดินตามกฎหมายงบประมาณ 2560 เดือนละประมาณ 200,000 ล้านบาทเศษ บางเดือนก็มากหน่อย บางเดือนก็น้อยหน่อย แต่เฉลี่ยว่าเดือนละ 200,000 ล้านบาทก็แล้วกัน ในขณะเดียวกันก็มีรายได้แผ่นดินที่สำคัญดังต่อไปนี้
(1) มีรายได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนละประมาณ 150,000 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย ซึ่งบางเดือนก็หลายแสนล้านบาท สุดแท้แต่จะมีการใช้จ่ายเงินมากและน้อย เรียกว่ามีรายได้ประจำเดือนละ 150,000 ล้านบาทก็แล้วกัน จากรายได้ประจำดังกล่าวเมื่อหักกับรายจ่ายประจำก็จะขาดอยู่เดือนละประมาณ 50,000 ล้านบาท
(2) ในระหว่างปีมีงวดรายได้หลักอยู่สามงวดใหญ่ ๆ คือ
(2.1) ในสิ้นเดือนมีนาคม จะเป็นเวลาสิ้นสุดการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งจะจัดเก็บได้ไม่น้อยกว่า 500,000 ล้านบาท
(2.2) ในสิ้นเดือนเมษายน และพฤษภาคม จะเป็นเวลาสิ้นสุดการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งจะจัดเก็บได้ไม่น้อยกว่า 500,000 ล้านบาทเช่นเดียวกัน
(2.3) ในสิ้นเดือนสิงหาคม จะเป็นห้วงเวลาการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลกลางปี ซึ่งจะจัดเก็บได้ประมาณ 500,000 ล้านบาท
เบาะ ๆ เบา ๆ รวมสามเทศกาลนี้ก็จะมีเงินเข้าประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งต้องนำเข้าบัญชีเงินคงคลัง และนำไปใช้จ่ายสมทบกับรายได้รายเดือนจากภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็จะเพียงพอต่อการใช้จ่ายตามงบประมาณ ซึ่งขาดอยู่เดือนละ 50,000 ล้านบาทสบาย ๆ
ประการที่สี่ กระทรวงการคลังแถลงว่า เมื่อสิ้นไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2560 คือสิ้นธันวาคม 2559 มีเงินคงคลังคงเหลือ 74,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับผลการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนละ 150,000 บาท ก็จะเป็นเงิน 220,000 ล้านบาทเศษ เพียงพอต่อการใช้จ่าย ไม่ได้ถังแตกอย่างที่โกหกกันเลย นี่ยังไม่รวมรายได้ประจำงวดทั้งสามงวดดังกล่าวแล้ว
ประการที่ห้า ที่มีการเอาตัวเลขมาแสดงว่าบางรัฐบาลมีเงินคงคลังเหลือ 400,000-500,000 ล้านบาท การที่เงินคงคลังเหลือ 74,000 ล้านบาทเท่ากับผลาญเงินคงคลังไป 300,000 กว่าล้านบาท นี่คือการแหกตาที่ดูถูกดูแคลนคนไทยอย่างร้ายกาจ สามารถทำความเข้าใจง่าย ๆ ได้ดังนี้
(1) ถ้าจะเอาตัวเลขเงินคงคลัง ณ วันที่ 31 มีนาคม มาแสดง ก็ย่อมมีตัวเลขเงินคงคลังประมาณ 500,000 ล้านบาท ดังนั้นการหยิบเอาตัวเลขแต่ละห้วงเวลาของแต่ละรัฐบาลมาเปรียบเทียบโดยไม่ได้กล่าวถึงรายได้ รายจ่าย อย่างครบถ้วนจึงเป็นการแหกตาประชาชน
(2) การที่เงินคงคลังเหลือมากอาจสะท้อนถึงความบัดซบในการบริหารบ้านเมืองก็ได้ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในยุคที่มีการโกงบ้านกินเมือง เพราะเงินงบประมาณนั้นจำแนกได้เป็นสองส่วน คือเงินเดือนและเงินที่ใช้ในการพัฒนาประเทศ ซึ่งในบางช่วงบางสมัยหากตกลงค่าสินบนไม่ได้ ก็จะมีการเตะถ่วงโครงการต่าง ๆ ทำให้เงินงบประมาณค้างอยู่ในคลัง แต่บ้านเมืองก็ไม่ได้มีการพัฒนา การที่มีเงินคงคลังเหลือแบบนี้ก็คือผลสะท้อนของการโกงบ้านกินเมืองและการที่ไม่ได้นำเงินงบประมาณไปใช้จ่ายเท่านั้นเอง ไม่ได้แสดงว่าฐานะการคลังดีแต่ประการใด
(3) รัฐบาล คสช. ประชุมเช้าประชุมเย็นเป็นอาจิณ วาระส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องการเร่งรัดให้มีการใช้จ่ายตามงบประมาณเพื่อการพัฒนาประเทศ เรียกว่าหัวหน้ารัฐบาลผลักดันเรื่องนี้ชนิดเหนื่อยแสนสาหัสจนสายตัวแทบขาด บางครั้งถึงกับต้องโยกย้ายบุคลากรที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศและการเบิกจ่ายเงินคงคลัง เพราะเหตุนี้จึงทำให้เงินงบประมาณที่เบิกจากเงินคงคลังทะลุทะลวง นำไปพัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นผลให้เงินคงคลังเหลืออยู่เมื่อสิ้นไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2560 จำนวน 74,000 ล้านบาท ซึ่งมากพอที่จะใช้จ่ายในเดือนถัดไปเพราะมีรายได้รายเดือนเพียงพอต่อการใช้จ่ายนั้น
ประการที่หก การบริหารเงินคงคลังมีระบบการบริหารสภาพคล่องเป็นปกติ คือรัฐบาลสามารถที่จะกู้เงินมาเข้าบัญชีเงินคงคลังได้ตามความจำเป็น ไม่ว่าจะกู้จากธนาคารแห่งประเทศไทยหรือสถาบันการเงินไม่ว่าในหรือต่างประเทศ นับว่ามีสภาพคล่องเหลือเฟือ แค่เรื่องสภาพคล่อง นักลวงโลกก็ไปบิดตะกูดเป็นเรื่องฐานะการเงิน
ก็ไม่รู้ว่านายกตู่จะอดทนกับพวกตาอยู่ไปได้ถึงไหน แต่ต้องบอกว่าประชาชนชาวไทยอ่อนล้าเต็มทีแล้วต่อการที่คนไม่รู้ร้อนหนาวด้วยการทำลายแผ่นดินเข้ามากินบ้านกินเมืองจนไม่ยำเกรงฟ้าไม่ยำเกรงดินกันเสียเลย???
เรียบเรียง : นิตติยา สำนักข่าวทีนิวส์
