- 15 ก.พ. 2560
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบคดีฟอกเงินการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. และ อัยการ ว่า ในการประชุมครั้งนี้ ปปง. ได้นำพยานหลักฐานมามอบให้กับดีเอสไอ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทางพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนว่ามีหลักฐานเพียงพอในการเห็นสมควรสั่งฟ้องบุคคลใดบ้าง หรือจะต้องกลับไปตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมในส่วนอื่นอีกหรือไม่
ทั้งนี้ ทางดีเอสไอจะมีการหารือร่วมกับ ปปง. ถึงการตรวจสอบพยานหลักฐาน เพื่อหาความเชื่อมโยงในกรณีดังกล่าวอีกครั้งในเร็วๆ นี้ โดยไม่ได้มีการกำหนดกรอบระยะเวลา ซึ่งจากพยานหลักฐานจะมีความเชื่อมโยงไปถึงครอบครัวนักการเมือง รวมถึงบุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่นั้นจะตรวจสอบตามพยานหลักฐานที่ปรากฏเพื่อความชัดเจน สำหรับวงเงินที่ดีเอสไอร่วมกับ ปปง. กำลังตรวจสอบเส้นทางการเงินอยู่นั้นมีวงเงินทั้งสิ้นกว่า 20 ล้านบาท
สวนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการพิจารณาคดีดังกล่าว เกี่ยวข้องกับเรื่องการพูดคุยเพื่อสร้างความปรองดองซึ่งรัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้หรือไม่นัั้นเรื่องการสร้างความปรองดองก็เป็นนโยบายของผู้บังคับบัญชาไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ดีเอสไอดำเนินการอยู่
ทั้งนี้ คดีดังกล่าวพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนและออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบปากคำ และมีการสรุปสำนวนความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาบางส่วนไปแล้ว ซึ่งพบพยานหลักฐานชัดเจนในข้อหาฟอกเงิน 5 - 6 ราย ส่วนการแจ้งข้อกล่าวหากับอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ซึ่งถูกศาลตัดสินพิพากษาจำคุกไปก่อนหน้านี้ก็เป็นกระบวนการตามขั้นตอนทีมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีดังกล่าว ได้มีการดำเนินคดีกับนายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย และผู้บริหารธนาคารกรุงไทยซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าคดีดังกล่าวจะมีความเชื่อมโยงกับ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ หรือไม่
ทั้งนี้ คดีนี้ ก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวน โดยออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบปากคำ และสรุปสำนวนความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาบางส่วนที่พบพยานหลักฐานชัดเจนในข้อหาฟอกเงินไปบ้างแล้ว 5-6 ราย รวมถึงมีการแจ้งข้อกล่าวหากับอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ซึ่งถูกศาลตัดสินพิพากษาจำคุกไปก่อนหน้านี้ด้วย
ย้อนรอยคดีทุจริตกรุงไทยปล่อยกู้
เมื่อปี 2558 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุกร้อยโทสุชาย เชาว์วิศิษฐ์ อดีตประธานบอร์ดบริหารธนาคารกรุงไทยและวิโรจน์ นวลแขอดีตกรรมการผู้จัดการธนาคาร
กรุงไทย เป็นเวลา 18 ปี จากการอนุมัติสินเชื่อกว่า 8 พันล้าน ให้กับบริษัทในเครือของบริษัทกฤษฎามหานคร พร้อมให้ร่วมกันชดใช้เงินคืนให้กับ ธ.กรุงไทย ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่เป็นกรรมการอนุมัติสินเชื่อ และกลุ่ม
เอกชนที่ทำการขอสินเชื่อให้จำคุกคนละ 12 ปี โดยคดีนี้ มี นายทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลยที่ 1 แต่ศาลได้สั่งให้จำหน่ายคดีในส่วนของนายทักษิณ ไว้ชั่วคราว เนื่องจากหลบหนีคดี
สำหรับพฤติการณ์ของเรื่องนี้มีว่า ผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)ในขณะนั้นได้ให้สินเชื่อกับ กลุ่ม บมจ.กฤษดามหานคร ที่มีสถานะอยู่ในกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคาร เนื่องจาก ผอ
.ฝ่ายกลั่นกรองสินเชื่อธุรกิจนครหลวง เคยจัดอันดับความเสี่ยงของกลุ่มกฤษดามหานครในอันดับ 5 คือไม่สามารถอนุมัติสินเชื่อให้ได้ แต่ได้มีการอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทในกลุ่มกฤษดามหานคร 3 กรณี คือ
1.การอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทอาร์เค โปรเฟสชั่นนัล จำกัด จำนวนเงิน 500 ล้านบาท2.การอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทโกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด วงเงิน 9,900 ล้านบาท (วงเงินไฟแนนซ์ 8,000
ล้านบาท วงเงินซื้อที่ดินเพิ่ม 500 ล้านบาท และวงเงินพัฒนาโครงการ 1,400 ล้านบาท)3.การอนุมัติขายหุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพของ บมจ.กฤษดามหานคร ให้กับบริษัท แกรนด์ คอมพิวเตอร์คอมมูนิเคชั่น จำกัด
จำนวนเงิน 1,185,735,380 บาท
จึงถือว่าผู้เกี่ยวข้องมีพฤติการณ์ ร่วมกันหรือสนับสนุนการกระทำความผิดกรณีธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐ เป็นการกระทำโดยทุจริต เพื่อฟื้นฟูกิจการของ บมจ.กฤษดามหานคร เป็นประโยชน์ส่วน
ตนกับพวก
หากมองย้อนกลับไปในชั้นการตรวจสอบของ “คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ" (คตส.) จะพบว่า เมื่อตอนที่ คตส. สรุปสำนวนคดีส่งให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบ
ปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนต่อนั้น ในสำนวนของ คตส. มีผู้กระทำความผิดถึง 31 คน
ครั้งนั้น กรรมการคตส.ท่านหนึ่ง เคยระบุว่าการดำเนินการปล่อยกู้มีการดำเนินการเป็นขั้นตอนตั้งแต่การอนุมัติสินเชื่อโดยเร่งด่วน มีเงินที่นำไปให้พวกพ้อง มีการโอนเงินให้ลูกชายของหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ที่
เป็นผู้สั่งการให้อนุมัติสินเชื่อ จากนั้นก็โอนเงินให้บิดาของอดีตส.ส.ลูกพรรค และโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของบิดา, เลขาฯ ส่วนตัวของภรรยาหัวหน้าพรรค เป็นเหตุให้ธนาคารกรุงไทยเสียหาย 4.5 พันล้านบาทเมื่อ
ปี55อัยการสั่งไม่ฟ้อง“โอ๊ค”ทั้งนี้ คตส. เคยกล่าวหาว่า มีกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง 5 ส่วนด้วยกัน ได้แก่1.กลุ่มนักการเมืองกับพวก คือ นายทักษิณ ชินวัตร, นายพานทองแท้ ชินวัตร, นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการ
ส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ และนายมานพ ทิวารี2.กลุ่มคณะกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย อาทิ ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ อดีตประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย, นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้
จัดการและกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย3.กลุ่มคณะกรรมการสินเชื่อธนาคารกรุงไทย4.กลุ่มพนักงานเจ้าหน้าที่ของแบงก์5.กลุ่มนิติบุคคลและผู้บริหารบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเงินทั้งหลาย
คดีนี้ อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายทักษิณ, กรรมการบริหาร, กรรมการสินเชื่อ, เจ้าหน้าที่สินเชื่อของธนาคารกรุงไทย และกลุ่มบริษัทเอกชนรวม 27 ราย เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2555 โดยมี 4 คน ที่เคยถูก
คตส. กล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง แต่อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งหนึ่งในนั้นมี นายพานทองแท้ รวมอยู่ด้วย โดยคดีนี้ศาลใช้เวลาใช้การพิจารณาคดีเป็นเวลา 3 ปี จึงมีคำพิพากษาออกมา
สำหรับขั้นตอนตามกฎหมาย ผู้ที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก ยังมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ หากมีพยานหลักฐานใหม่ซึ่งเป็นสาระ
สำคัญของคดี แต่ต้องอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่มีคำพิพากษา แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยปรากฏว่าผู้ที่อุทธรณ์ชนะคดี เนื่องจากไม่สามารถหาหลักฐานใหม่มาสู้คดีได้
ส่วนนายทักษิณที่หลบหนีคดีนั้น ยังสามารถติดตามตัวมาขึ้นศาลได้ภายในอายุความ 15 ปี โดยต้องมีการสืบพยานกันใหม่ในส่วนของนายทักษิณ
เรียบเรียงโดย บุญชัย ธนะไพรินทร์ สำนักข่าวทีนิวส์
