อารมณ์ เคนหล้า สำนักข่าว Tnews
บอกแล้ว...ถึงยุคแสงสว่างแห่งวงการสงฆ์!! คงไม่เคยมีใครจะคิดว่า รัฐไทยไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนบนแผ่นดินนี้...กล้าฮือกล้าอือกับ "มหาอาณาจักรพุทธพาณิชย์อย่างธรรมกาย" เช่นที่ "คสช." กำลังกระทำอยู่นี้ เพราะอิทธิพลทางการเมือง-อำนาจเงินตรา และความใหญ่โตคับบ้านคับเมืองของลูกศิษย์สำนักจานบินนั้น แผ่ขยายจนทำให้กฎหมายเอื้อมมือไปไม่ถึงสักที ยิ่งในยุคเลือกตั้งช่วงที่ "ระบอบทักษิณ" เรืองอำนาจ ยิ่งไม่ต้องพูด เพราะขนาดศาลนัดสืบพยานอีกแค่ 2-3 ปาก และจะพิพากษาอยู่รอมร่อ "อัยการสูงสุด" ยังขอถอนฟ้องหน้าตาเฉยในช่วงปี 2549 แต่ล่วงเข้าสู่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว..."ธรรมกาย" ไม่ขลึมขลัง-ทรงอิทธิพลเช่นในอดีตอีกแล้ว...ยิ่งเจอนายกฯ ที่ไม่งมงายในการ "ซื้อบุญ" แบบ "บิ๊กตู่" ทุกอย่างยิ่งสนุก แถมล่าสุดวานนี้...มีราชกิจจาฯ ให้ถอดถอนสมณศักดิ์ "หลวงพ่อนะจ๊ะ" ด้วยแล้ว...นั่นยิ่งสะท้อน...อิทธิพลอันหดหายของ "เจ้าสำนักจานบิน" ได้อย่างโจ้งแจ้งที่สุด...และบอกเลยจากจุดนี้...หลวงพ่อฯ มีแต่ต้อง "นับถอยหลัง" ให้ตัวเองเท่านั้น...และแน่นอน...เมื่อเรื่องข้ามพ้นมาถึงตรงนี้...ย่อมมีแต่ถึงขั้นถูก "จับสึก"...ไม่มีทางเป็นอื่น
ความจริงการเข้าตาจนของ "สำนักจานบิน" มีเค้าลางมาตั้งแต่ต้นปีก่อน หรือหลังรัฐบาล คสช. เข้ามาบริหารประเทศได้ปีกว่า ๆ ...นั่นคือมีการออกหมายเรียกให้ "ธัมมชโย" มอบตัวคดีรับของโจร-เงินสหกรณ์คลองจั่น แต่หลวงพ่อนะจ๊ะกลับดื้อแพ่ง-โยกโย้ไม่ใยดีในกฎหมายบ้านเมือง จนเลยเส้นตายมาก็หลายครั้ง กระทั่งเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ต้องสนธิกำลังหยั่งเชิงลองบุกอยู่ก็หลายครั้ง แต่จนแล้วจนรอดก็คว้าน้ำเหลว...เพราะย่างกรายผ่านสาวก "ผู้เป็นดั่งกำแพงมนุษย์" เข้าไปไม่ได้ อย่างน้อยก็ 2-3 ครั้งตามที่ปรากฏเป็นข่าวให้เห็น แล้วจะว่าไป การบุกในครั้งนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่า "พระเดชพระคุณหลวงพ่อ" ยังอยู่ที่วัด หรือเผ่นแน่บไปอีกซีกโลกหนึ่งแล้ว
เมื่อฝ่ายรัฐฯ คว้าน้ำเหลวบ่อยเข้า ก็ได้แต่แก้เกี้ยวทางกฎหมาย โดยฟ้องธรรมกายสารพัดคดี รวม ๆ แล้วน่าจะเกิน 300 คดี แม้แต่ "องอาจ ธรรมนิทา" ก็ยังไม่คร้ามเกรงอำนาจรัฐ เล่นเอาล่อเอาเถิดกับฝ่ายบ้านเมืองอยู่ก็หลายครั้ง ก่อนจะเข้ากลีบเมฆไป เพราะถูกออกหมายจับฐานยุยงปลุกปั่น เรื่องคดีความธรรมกายก็ดูจะยันกันอยู่แค่นั้น...ฝ่ายบ้านเมืองจะกลับก็ไม่ได้จะไปก็ไม่ถึง
อย่างไรก็ดี พลันที่นายสมพร เทพสิทธา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และประธานคณะอนุกรรมาธิการศาสนาในคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว หนึ่งในแกนนำ สนช.ในการแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์มาตรา 7 ที่ให้การโปรดสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชเป็นพระราชอำนาจ ออกมาเปิดเผยเมื่อเดือนก่อนว่า ตนจะส่งคนไปถวายหนังสือแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก หรือสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ ในฐานะประธานที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เพื่อให้พิจารณา ขอให้ท่านทรงนำพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก อดีตสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ก่อน ที่เคยมีพระลิขิตให้พระธัมมชโยต้องปาราชิก เพื่อขอให้นำพระลิขิตดังกล่าวไปพิจารณา เรื่องธรรมกายก็ดูจะพลิกผันไปอีกทางหนึ่ง...คราวนี้ทุกอย่างดูเข้าทางรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง
"ประเด็นเรื่องพระลิขิต ในหนังสือจะกราบเรียนท่านว่าก่อนหน้านี้สมเด็จพระญาณสังวรฯ ได้มีพระลิขิตหลายครั้งในเรื่องนี้ แต่ไม่ได้รับการนำมาพิจารณาในที่ประชุม มส. ดังนั้นเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อพระลิขิตของท่าน จึงอยากให้ที่ประชุม มส.นำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม ซึ่งหากนำเข้าสู่ที่ประชุมก็ต้องปาราชิก เรื่องนี้ก็สุดแล้วแต่ท่าน แต่ท่านคงให้ความเป็นธรรม แต่เชื่อว่าคงไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ หาก มส.พิจารณาแล้วเห็นว่าปาราชิกก็ต้องพ้นจากความเป็นพระทันที จะไม่มีอิทธิพลอะไรอีกต่อไปแล้ว ก็หมดเรื่องเสียที เมื่อพ้นจากความเป็นพระก็อยู่วัดธรรมกายไม่ได้แล้ว ส่วนคดีความทางโลก ดีเอสไอก็ว่ากันไป" สนช. สายศาสนา ระบุถึงเหตุที่ต้องปัดกวาดธรรมกาย
อย่างที่กล่าวการขยับของ "นายสมพร" ดูจะทำให้ปัญหา "ธรรมกาย" ที่เป็นหนามยอกอกรัฐบาลมีทางออกและเข้าทางฝ่ายบ้านเมืองมากขึ้น ไม่กี่วันจากนั้น คือกลาง ๆ เดือนกุมภาฯ จู่ ๆ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 5/2560 เรื่อง มาตรการให้อํานาจกําหนดพื้นที่ควบคุม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย โดยกำหนดให้วัดพระธรรมกาย ตลอดจนพื้นที่โดยรอบวัดพระธรรมกายใน อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี รวมถึงพื้นที่หมู่ 7 หมู่ 8 หมู่ 9 หมู่ 10 หมู่ 11 หมู่ 12 และหมู่ 13 ในตําบลคลองสอง และพื้นที่หมู่ 7 หมู่ 8 หมู่ 9 หมู่ 10 และหมู่ 11 ใน ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เป็นพื้นที่ควบคุม
...นั่นจึงเหมือนสายฟ้าฟาดเข้าที่กลางสำนักจานบิน...และทำเอาสาวกผู้ห่มเหลืองทั้งหลายที่กำลังเสวยสุขอยู่ใน "อาณาจักรพุทธจอมปลอมแสนล้าน" แห่งนี้...ตกสวรรค์ทันที
แต่ไม่เพียงเท่านั้น...ท่ามกลางการต่อต้าน "คสช." ของสาวกธรรมกายผู้มืดบอด วานนี้ได้มี ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 8 ข ลงวันที่ 5 มีนาคม 2560 เผยแพร่ ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ถอดถอนสมณศักดิ์ ด้วย พระเทพญาณมหามุนี (พระไชยบูลย์ สุทธิผล) วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี เป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีกระทําความผิดข้อหาร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน และรับของโจร ตามที่ศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับ ที่ 942/2559 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 และยังถูกกล่าวหาในคดีอาญาฐานอื่นอีกหลายฐานความผิด ซึ่งอัยการคดีพิเศษ มีความเห็นสั่งฟ้องในบางคดีด้วยแล้ว
...นั่นจึงเหมือนดาบสองที่ฟาดเข้าใส่สำนักจานบินอย่างหนักหน่วง...เพราะนั่นหมายความว่า...นับจากนี้ หลวงพ่อนะจ๊ะ มีแต่ต้อง "นับถอยหลัง" ให้ตัวเองเท่านั้น...และแน่นอน...เมื่อเรื่องมาถึงตรงนี้...หนทางรอดอื่นย่อมไม่มี...นอกจากถูก "จับสึก"...ดำเนินคดีเป็นเท่านั้น
บอกกันตามตรง...ดูท่า...คราวนี้ "มหาอาณาจักรจานบิน" คงเจอเข้ากับของจริง...เพราะจะว่าไปแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกับวัดธรรมกายในยุค คสช. ไม่เคยมีรัฐบาลไหนบนแผ่นดินนี้...กล้ากระทำเยี่ยงนี้มาก่อน เพราะอิทธิพลทางการเมือง-อำนาจเงินตรา และความใหญ่โตคับบ้านคับเมืองของลูกศิษย์สำนักจานบินนั้น แผ่ขยายจนทำให้กฎหมายเอื้อมมือไปไม่ถึงสักที ยิ่งในยุคเลือกตั้งช่วงที่ "ระบอบทักษิณ" เรืองอำนาจยิ่งไม่ต้องพูด เพราะขนาดศาลนัดสืบพยานอีกแค่ 2-3 ปาก และจะพิพากษาอยู่รอมร่อ "อัยการสูงสุด" ยังขอถอนฟ้องหน้าตาเฉยในช่วงปี 2549 แบบนี้ใครจะไปแตะต้องได้...แต่ล่วงเข้าสู่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว..."ธรรมกาย" ไม่ขลึมขลัง-ทรงอิทธิพลเช่นในอดีตอีกแล้ว...ยิ่งเจอนายกฯ ที่ไม่งมงายในการ "ซื้อบุญ" แบบ "บิ๊กตู่" ทุกอย่างยิ่งสนุก...และบอกเลยนับจากนี้ "อาณาจักรจานบิน" มีแต่จะฝ่อลง ๆ ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว
อารมณ์ เคนหล้า สำนักข่าว Tnews