โคตรตะแบง-แถมไม่เคยรับผิด! "อ้ายปึ้ง" เถียงคอเป็นเอ็นคืนพาสปอร์ต"นายใหญ่"ไม่ผิด อ้างหน้าตาเฉยตนไม่เห็น"ทักษิณ"เป็นภัยต่อประเทศ...โธ่ถัง?!

ติดตามข่าวสารที่ www.Tnew.co.th

 

โคตรตะแบง และไม่เคยสักครั้งที่คน "พรรค" นี้จะรับผิด!! "อ้ายปึ้ง" เถียงคอเป็นเอ็นคืนพาสปอร์ตให้ "นายใหญ่"ไม่ผิด อ้างหน้าตาเฉย "ทักษิณ" ไม่มีพฤติการณ์เป็นภัยต่อประเทศ ขณะที่ “ป.ป.ช.-สุภา" ย้ำพบพิรุธชัดเจน  เพราะนายสุรพงษ์ไม่ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ไปพิจารณา แต่สั่งให้ยกเลิกคำสั่งยกเลิกหนังสือเดินทางของทักษิณในสมัยนายกษิต พร้อมกับสั่งให้ออกหนังสือเดินทางใหม่แก่นายทักษิณ ขณะ สนช. นัดถอดถอนในวันที่ 30 มีนาคมนี้เลย


วันนี้ (23 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช. คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณากระบวนการถอดถอนนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กรณีการออกหนังสือเดินทางให้แก่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดยมิชอบ ซึ่งเป็นขั้นตอนกระบวนการซักถามของคณะกรรมาธิการซักถามต่อคู่กรณี คือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และนายสุรพงษ์ มีข้อซักถามทั้งหมด 24 คำถาม เป็นการถามป.ป.ช. 18 คำถาม และนายสุรพงษ์ 6 คำถาม โดยเฉพาะส่วนคำถามเรื่องคุณสมบัติของนายภักดี โพธิศิริ อดีตกรรมการป.ป.ช.ที่มีปัญหาเรื่องการไม่ได้ลาออกจากกรรมการในบริษัทเอกชนภายในเวลา 15 วัน ก่อนเข้ามาเป็นป.ป.ช. จะมีผลทำให้ขาดคุณสมบัติการเป็นป.ป.ช.หรือไม่ รวมทั้งให้ ป.ป.ช.ชี้แจงความผิดของนายสุรพงษ์ที่สั่งการให้ออกหนังสือเดินทางแก่นายทักษิณภายในวันเดียว และกรณีที่นายสุรพงษ์อ้างว่า เป็นอำนาจของปลัดกระทรวงการต่างประเทศในการพิจารณาออกหนังสือเดินทางให้แก่นายทักษิณ ไม่ใช่เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ


โดย น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการป.ป.ช. ตอบข้อซักถามกรณีนี้ว่า นายภักดีมีคุณสมบัติเป็นกรรมการป.ป.ช.ถูกต้อง การที่นายสุรพงษ์อ้างคำพูดของนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าสตง.ว่า นายภักดีไม่ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทเอกชนก่อนมารับตำแหน่ง ป.ป.ช.ภายในเวลาที่กำหนดนั้น คนที่จะชี้ขาดเรื่องนี้มีเพียงศาลรัฐธรรมนูญและวุฒิสภาเท่านั้น ไม่ใช่นายพิศิษฐ์ ซึ่งก่อนหน้านี้วุฒิสภาเคยลงมติไม่ถอดถอนนายภักดีแล้ว ทั้งนี้ ป.ป.ช.ยืนยันว่าการที่นายสุรพงษ์ใช้ดุลยพินิจออกหนังสือเดินทางให้นายทักษิณนั้น ทำผิดระเบียบกระทรวงต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทางอย่างชัดเจน เพราะมีเงื่อนไขว่า ไม่สามารถออกหนังสือเดินทางแก่ผู้มีคดีก่อการร้ายได้ และนายทักษิณอยู่ในบัญชีรายชื่อห้ามออกหนังสือเดินทาง แต่กลับมีการออกหนังสือเดินทางให้ โดยใช้เวลาแค่ 1 วัน ไม่มีการตรวจสอบข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) และศาลว่า เป็นผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อห้ามออกหนังสือเดินทางหรือไม่

“การอ้างว่า เป็นอำนาจของปลัดกระทรวงต่างประเทศพิจารณาออกหนังสือเดินทาง ไม่ใช่อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั้น ป.ป.ช.เห็นว่า นายสุรพงษ์สั่งการในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศให้ออกหนังสือเดินทางแก่นายทักษิณ เจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะนายสุรพงษ์ไม่ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ไปพิจารณา แต่สั่งการให้ยกเลิกคำสั่งยกเลิกหนังสือเดินทางของนายทักษิณในสมัยนายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมกับสั่งให้ออกหนังสือเดินทางแก่นายทักษิณ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามการสั่งการของนายสุรพงษ์” น.ส.สุภา กล่าว


อย่างไรก็ดี ต่อมา กมธ.ซักถามได้ตั้งคำถามนายสุรงพษ์ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา โดยเป็นคำถามเกี่ยวกับการใช้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ออกหนังสือเดินทางแก่นายทักษิณ เป็นการใช้ดุลยพินิจถูกต้องหรือไม่ และเหตุผลการเร่งรัดออกหนังสือเดินทางให้นายทักษิณภายในเวลา 1 วัน โดยไม่มีการตรวจสอบข้อมูลจาก สตช.และศาล 

 

ซึ่งเรื่องนี้ นายสุรพงษ์ ได้โต้แย้งว่า การสั่งออกหนังสือเดินทางให้นายทักษิณเป็นการวินิจฉัยทางการเมือง ซึ่งสามารถเห็นแตกต่างกันได้ ไม่ใช่การวินิจฉัยทางข้อกฎหมาย เพราะไม่เห็นว่านายทักษิณมีพฤติการณ์เป็นภัยต่อประเทศไทย ส่วนระยะเวลาออกหนังสือเดินทางให้นายทักษิณ ภายในวันเดียวนั้น ปกติขั้นตอนการขอหนังสือเดินทางผ่านกรมการกงสุลต่างประเทศ ใช้วิธีส่งข้อมูลทางอิเลคทรอนิคส์มายังกรมการกงสุลในประเทศไทย หากทำถูกต้องตามหลักเกณฑ์ก็ดำเนินการได้ทันที ดังนั้นกรณีของนายทักษิณจึงสามารถดำเนินการได้ภายใน 1 วัน ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติ ส่วนที่ระบุว่า นายทักษิณมีรายชื่อติดแบล็กลิสต์นั้น ก่อนหน้านี้กระทรวงต่างประเทศได้สอบถามข้อมูลไปยังสตช.และศาลแล้ว แต่ไม่เคยมีหนังสือตอบกลับมาว่า ไม่ควรออกหนังสือเดินทางให้นายทักษิณ ส่วนกรณีที่ตนเคยให้สัมภาษณ์ว่า จะมอบหนังสือเดินทางแก่นายทักษิณเป็นของขวัญปีใหม่นั้น เป็นแค่มุขในการให้สัมภาษณ์เพราะเป็นช่วงใกล้ปีใหม่เลยพูดเช่นนั้น แต่การดำเนินการของตนไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือหลักเกณฑ์ หรือสั่งให้ทำสิ่งผิดกฎหมาย


 

หลังการประชุมกว่า 2 ชั่วโมง สุดท้าย นายพีระศักดิ์ พอจิต ในฐานะประธานที่ประชุม แจ้งต่อที่ประชุมว่า ให้คู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายมาแถลงปิดคดีในวันที่ 29 มีนาคมนี้และนัดพิจารณาลงมติจะถอดถอนหรือไม่ถอดถอนนายสุรพงษ์ ในวันที่ 30 มีนาคมนี้เลย

 

อารมณ์ เคนหล้า สำนักข่าว Tnews