- 25 มี.ค. 2560
ดีเอสไอโยงแนวร่วมโกตี๋ ..เหตุปะทะชุมนุมปี53 หาจังหวะฉวยโอกาสความรุนแรง "เปลี่ยนไทยเป็นสหพันธรัฐ" ลากคอ"โกตี๋"กลับไทย!!
นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการดำเนินคดีกับผู้ต้องหา 9 ราย เครือข่ายของนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ ว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว ที่ผ่านมาตนได้พูดคุยกับพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ให้ค้นหาข้อเท็จจริงและสอบสวนดำเนินคดีไปตามเนื้อผ้า ถูกก็เป็นถูก ผิดก็ว่าไปตามผิด ส่วนการประสานประเทศที่ 3 เพื่อขอตัวนายโกตี๋มาดำเนินคดีในประเทศไทยนั้น ดีเอสไอได้ดำเนินการอยู่ เช่นเดียวกับฝ่ายความมั่นคง โดยเรื่องนี้ต้องประสานกันหลายภาคส่วน
ด้านพ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวว่า ดีเอสไอได้นำผู้ต้องหาทั้ง 9 คนไปขออำนาจศาลอาญาฝากขัง โดยค้านการประกันตัวผู้ต้องหา ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานความเชื่อมโยงกับการชุมนุมทางการเมืองปี 2553 เนื่องจากอาวุธปืนเอ็ม16 ที่ตรวจยึดไว้เป็นของกลางเป็นยุทธภัณฑ์ทางทหารที่ถูกขโมยไปเมื่อปี 2553 นอกจากนี้จะขยายผลไปถึงผู้เกี่ยวข้องรายอื่นต่อไป ส่วนผู้ต้องหาอีก 4 รายซึ่งหลบหนีนั้น ดีเอสไอได้ตรวจสอบหาความเชื่อมโยงเพื่อขออนุมัติหมายจับ โดยเฉพาะนายวุฒิพงศ์ ดีเอสไอได้ประสานกับทางสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว
คำถามคือมีความเป็นไปได้จริงหรือไม่?? ก็ต้องบอกว่าจริง เพราะความคิดเรื่องจะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสหพันธรัฐ มันเปลี่ยนด้วยระบบปกติไม่ได้อยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยวิธีความรุนแรง เพราะฉะนั้นความรุนแรงของกลุ่มคนพวกนี้ที่จะปฏิบัติ ก็คือการก่อเหตุความวุ่นวาย โดยหวังให้มวลชนรุกฮือ ซึ่งการที่ให้มวลชนเสื้อแดงให้ออกมาแสดงบทบาทได้สร้างเรืองของความไม่พอใจต่างๆขึ้น ที่น่าจับตาก็กรณีของวัดพระธรรมกายเป็นกรณีหนึ่งที่สามารถหยิบเอาเหตุนี้มาใช้ เพราะวัดเองก็มีลูกศิษย์เยอะ กลุ่มพวกนี้ก็เตรียมเข้าฉวยโอกาสตามแผนการที่ว่า ซึ่งการก่อเหตุนี้ก็หมายความว่า จะทำให้เกิดการสูญเสียบาดเจ็บ ล้มตาย หวังเพื่อให้เกิดความเคียดแค้นในหมู่ลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในปี53
สืบเนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ในปี พ.ศ.2553 กลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมือง(แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.) มีความขัดแย้งทางด้านการเมืองกับฝ่ายรัฐบาล และมีการชุมนุมเรียกร้องในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังงหวัด สถานการณ์มีความรุนแรงจนต้องมีการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานครและบางพื้นที่ในเขตปริมณฑล มีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจร่วมกันปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ในพื้นที่ต่างๆ
เมื่อวันที่ 10 เม.ย.53 ช่วงเวลาประมาณ 20.00 น. ได้มีการปฏิบัติการขอคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุม โดยเฉพาะบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ตะนาว และบริเวณข้างเคียง โดยใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหารเป็นกำลังหลักในการปฏิบัติขณะนั้นได้มีกลุ่มคนร้ายแต่งกายเป็นชายชุดดำ ใช้อาวุธสงครามยิงและขว้างระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ทหารและพี่น้องประชาชน จนเป็นเหตุให้มีเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายจำนวนหลายราย อันได้แก่พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม กับพวก เป็นต้น
ทั้งนี้ความสูญเสียในคืนมิคสัญญี อาจมากมายมหาศาลกว่านี้หลายเท่าตัว หากระเบิดซีโฟร์น้ำหนัก 1.5 ปอนด์ ที่คนร้ายนำไปวางไว้ที่ ฐานของเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นเสาส่งไฟฟ้ามายังกรุงเทพมหานคร ระเบิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ และเสาไฟฟ้าโค่นล้มลง ด้วยความต้องการของคนร้าย ที่จะให้กรุงเทพมหานครมืดดับสนิท
ตามที่ได้มีการตั้งเวลาระเบิดเอาไว้ที่ 21.00น. หรือในระหว่างที่สถานการณ์บริเวณสี่แยกคอกวัวและอีกหลายจุดในกรุงเทพมหานคร กำลังโกลาหลอย่างถึงที่สุด
และนับตั้งแต่ความสูญเสียเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 10เมษายน2553 ยุทธวิธีการโจมตีของกองกำลังติดอาวุธ ก็ถูกยกระดับให้มีความรุนแรงในระดับการก่อวินาศกรรมและหวังผลถึงชีวิต ตอกย้ำให้เห็นถึงปฏิบัติการในระดับมืออาชีพที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
กลางดึกของวันที่ 21 เมษายน 2553 กองกำลังติดอาวุธ ยิงอาร์พีจีจำนวน 2 ลูก เข้าใส่ถังเก็บน้ำมันของบริษัท แทปไลน์ ปทุมธานี 22 เมษายน 2553กองกำลังติดอาวุธ ยิงถล่มย่านสีลมโดยเป็นปฏิบัติการที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ
เวลา 19.55 น.คนร้ายยิงระเบิดเอ็ม 79 ระลอกแรก ถล่มสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ศาลาแดงจำนวน 3ลูก หลังจากนั้นอีกประมาณ 30 นาที คือในเวลา 20.30 น.คนร้ายได้ยิงระเบิดเอ็ม792ลูก ด้านหน้าโรงแรมดุสิตธานี ซึ่งอยู่ห่างจากแยกศาลาแดงประมาณ 20 เมตร เหตุการณ์ในครั้งนั้นส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต 1 ราย สะท้อนให้เห็นถึงปฏิบัติการของคนร้ายที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ
ขั้นตอนแบบแผนที่มีการเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อยกระดับสถานการณ์ให้เกิดความดุเดือด รุนแรงมากยิ่งขึ้น
ถัดจากนั้นประมาณ 6 วัน หรือวันที่ 28 เมษายน 2553 ขณะการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารกับกลุ่มคนเสื้อแดงบนถนนวิภาวดี บริเวณอนุสรสถานแห่งชาติดอนเมือง ก็เป็นอีกครั้งที่ได้มีการบันทึกภาพของไอ้โม่งชุดดำ พร้อมอาวุธปืนที่ได้เข้ามาแฝงตัวในสถานการณ์ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้น ก็เป็นฝ่ายของทหารที่ได้รับความสูญเสียอีกครั้ง โดยพลทหาร ณรงฤทธิ์ สาละ ถูกซุ่มยิงจากระยะไกลเข้าที่ศรีษะ กลายเป็นเหยื่อรายที่ 27 ที่สังเวยชีวิตให้กับสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่กลุ่มคนเหล่านี้วางแผน รวมถึงการรอจังหวะของวัดพระธรรมกาย แล้วนำมาขยายเป็นเรื่องใหญ่ได้ และหากมีโอกาสก็จะฉวยโอกาสในทุกๆเรื่อง
