- 07 เม.ย. 2560
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
การเปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐ ด้วยการยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์คใส่ประเทศซีเรีย ด้วยเหตุผล ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด ได้มีการใช้แก๊สโจมตีกลุ่มกบฏในจังหวังอิดลิบทางตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรีย ซึ่งส่งผลให้ประชาชนในซีเรียกว่า 70 คนเสียชีวิต นั้น
ดูจะเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น แต่ทว่าในอีกมุมหนึ่ง ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ มีเอี่ยวกับการค้าอาวุธของสหรัฐอีกหรือไม่
เพราะหากจำกันได้ ถ้าย้อนกลับไปเมื่อปี 2009 ในครั้งที่สมัย รัฐบาล บารัค โอบามา เปิดฉากโจมตีกลุ่มนักรบอิสลามในซีเรียและอิรัก ก็มีข้อมูลลับที่รั่วไหลออกมาและถูกเปิดโปงโดยสื่อมวลชนหลายสำนักทั้งในและนอกสหรัฐฯ ที่บ่งชี้ว่า บริษัทด้านความมั่นคงสัญชาติอเมริกันหลายแห่งไม่ว่าจะเป็นแฮลลีเบอร์ตัน (Halliburton) รวมถึง บริษัทที่อยู่ในเครืออย่างเคลล็อกก์ บราวน์ แอนด์ รูท (Kellogg Brown & Root) คือ ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์เต็มๆ จากปฏิบัติการโจมตีต่อกลุ่มไอเอส
โดยบริษัททั้งสองแห่งนี้ถูกระบุว่าได้รับสัมปทานทางการทหารนับสิบสัญญา จากรัฐบาลโอบามาและกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ซึ่งในจำนวนนี้ รวมถึง สัญญาในการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับพวก “กบฏสายกลาง” ในซีเรีย สำหรับใช้จู่โจมที่มั่นของพวกไอเอสทางภาคพื้นดิน
นอกจากแฮลลีเบอร์ตัน และบริษัทลูกอย่างเคลล็อกก์ บราวน์ แอนด์ รูทแล้ว ยังมีบริษัทด้านความมั่นคงสัญชาติอเมริกันอีกหลายแห่งที่ “ได้ประโยชน์” จากการก่อสงครามกับกลุ่มนักรบไอเอส ไม่ว่าจะเป็นบริษัทโบอิ้ง (Boeing) ที่ได้สิทธิ์ในการจัดหายุทโธปกรณ์ที่จำเป็นต่อการโจมตีทางอากาศ , บริษัทเรย์ธีออน (Raytheon) ที่ได้รับสัญญาจากรัฐบาลโอบามาในการจัดหา “ขีปนาวุธนำวิถี” ตลอดจนบริษัทล็อคฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) ที่เป็นเจ้าของสัมปทานในการจัดหาและส่งมอบขีปนาวุธจากอากาศสู่พื้น (air-to-surface missile) สำหรับใช้โจมตีกลุ่มไอเอส
ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบข้อมูลว่า มีบริษัทสัญชาติอเมริกันอื่นๆ ที่ได้ผลประโยชน์จากการก่อสงครามต่อกลุ่มไอเอสด้วย อย่างเช่น บริษัท ไดน์คอร์ป อินเตอร์เนชันแนล (DynCorp International) ที่มีชื่อเป็นผู้ได้รับว่าจ้างจากรัฐบาลโอบามาให้เข้าไปทำการ “ฝึกอาวุธ” ให้กับตำรวจและกองกำลังความมั่นคงในอิรัก สำหรับต่อกรกับกลุ่มไอเอส
ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ออกมาดังกล่าวยังชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลบารัค โอบามา นำ “เงินภาษีของชาวอเมริกัน” จำนวนมหาศาลซึ่งสูงเกินกว่า 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราวปีละ 713,420 ล้านบาท) ไปใช้ในไฟสงคราม ในภูมิภาคตะวันออกกลางในรูปแบบต่างๆ
จากข้อมูลลับที่รั่วไหลและถูกเปิดโปงจากสื่อหลายสำนักทั่วโลก ได้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลอเมริกันยุคของ บารัค โอบามา เป็นรัฐบาลที่ “กระหายสงคราม” ซึ่งรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ จะเดินหน้าซ้ำรอยอีกหรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไป
