- 20 เม.ย. 2560
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
นับตั้งแต่ที่ชื่อของ “โดนัลด์ ทรัมป์" ถูกจารึกลงหน้าประวัติศาสตร์ในฐานะประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมานั้น ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีวันใดเลยที่ชื่อของเขาจะหายห่างไปจากพื้นที่สื่อ เพราะนอกจากสหรัฐจะเป็นชาติมหาอำนาจที่ทุกคนต่างจับตามองแล้ว ลีลาความบู๊ทางการเมืองและนโยบายต่างประเทศชนิด "ไม่แคร์สื่อ" ของนายทรัมป์ ก็ล้วนแต่สร้างประเด็นเขย่าโลกมาแล้วหลายต่อหลายครั้งภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อจู่ๆ กองทัพสหรัฐก็สั่งเคลื่อนกองเรือรบประชิดน่านน้ำเกาหลีเหนือ แถมยังทำสั่งการโจมตีฐานทัพซีเรียเพื่อ “เชือดไก่ให้ลิงดู" พร้อมทิ้งระเบิดที่ได้รับสมญานามว่า “แม่ทุกสถาบัน" ถล่มฐานที่มั่นของกลุ่ม IS ในอัฟกานิสถานอีกด้วย จนทำให้มีคำถามผุดขึ้นมากมายว่า ทำไมจู่ๆสหรัฐถึงรุกแสดงแสนยานุภาพข่มขวัญเกาหลีเหนือ ทรัมป์จะเป็นคนที่ฟ้าส่งมาจัดการกับคิม จอง อึน ได้จริงหรือไม่ ชาติพันธมิตรอย่างเกาหลีใต้จะทำอย่างไรเมื่อไร้ประธานาธิบดีท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ และทำไมประเทศที่เย่อหยิ่งอย่างสหรัฐถึงต้องยอมง้อคู่ปรับตลอดกาลอย่าง "จีน" ให้เข้าร่วมวงด้วย
เกาหลีเหนือได้เดินหน้าพัฒนาขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์อย่างไม่หยุดยั้งมาตลอดหลายสิบปี โดยไม่สนคำทัดทานหรือการรุมประณามจากประชาคมโลก ถึงขั้นที่แม้แต่มาตรการคว่ำบาตรขององค์การสหประชาชาติก็ไม่อาจหยุดยั้งได้ โดยเป้าหมายของเกาหลีเหนือในตอนนี้ คือ การพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์ที่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะยิงไปได้ไกลถึงกลุ่มประเทศเป้าหมายทั่วโลก... ซึ่งรวมถึงสหรัฐ
จนเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ก็ได้เปิดฉาก “รับขวัญ" ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ด้วยการประกาศความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่นายทรัมป์เข้ารับตำแหน่งในช่วงปลายเดือนมกราคม โดยขีปนาวุธดังกล่าวได้เคลื่อนที่ในอากาศรวมระยะทางประมาณ 500 กม. ก่อนที่จะตกลงยังน่านน้ำทะเลญี่ปุ่น บริเวณนอกชายฝั่งด้านตะวันออกของเกาหลีเหนือ
แน่นอนว่า ประธานาธิบดีสายบู๊อย่างทรัมป์ก็ไม่อาจทนการยั่วยุจากโสมแดงได้ ส่งผลในท้ายที่สุด พลเรือเอกแฮร์รี แฮร์ริส ผู้บัญชาการกองเรือภาคพื้นแปซิฟิก ก็ได้รับคำสั่งจากเบื้องบนให้เคลื่อนกองเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส คาร์ล วินสัน และฝูงเรือรบของสหรัฐมุ่งหน้าไปยังคาบสมุทรเกาหลี เพื่อเป็นการตอบโต้การทดสอบขีปนาวุธของโสมแดง และนี่คือจุดเริ่มต้นของความตึงเครียดเหนือคาบสมุทรเกาหลี ที่โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้เปิดฉากส่งสาส์นให้เกาหลีเหนือได้รับรู้ถึงแสนยานุภาพอันเกรียงไกรของกองทัพเรือสหรัฐที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในโลก… ด้วยตนเอง
ก่อนหน้าที่สหรัฐจะเคลื่อนกองเรือรบเข้าประชิดคาบสมุทรเกาหลีเพียงไม่กี่วันนั้น ก็มีข่าวใหญ่ที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก เมื่อนายทรัมป์ได้ออกคำสั่งให้กองทัพสหรัฐยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์คกว่า 60 ลูกถล่มฐานทัพอากาศ Shayrat ของซีเรีย เพื่อตอบโต้นายบาชาร์ อัล อัสซาด ประธานาธิบดีซีเรีย ที่ใช้อาวุธเคมีร้ายแรงปราบปรามกลุ่มกบฎในจังหวังอิดลิบทางตะวันตกเฉียงเหนือ จนเป็นเหตุให้มีประชาชนในซีเรียเสียชีวิตไปกว่า 70 รายด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะไม่เป็นข่าวใหญ่คึกโครมขนาดนี้ หากนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สหรัฐเลือกกระโจนลงสนามรบด้วยตัวเอง หลังจากที่ปล่อยให้สงครามกลางเมืองซีเรียเรื้อรังมานานหลายปี และหากคำสั่งยิงแบบสายฟ้าแลบครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นหลังจากที่เกาหลีเหนือประกาศยิงขีปนาวุธเพียงแค่ไม่กี่วัน แต่สิ่งที่พลิกความคาดหมายชนิดหักปากกาเซียนมากที่สุด เห็นจะเป็นการที่นายทรัมป์เลือกออกคำสั่งยิงถล่มซีเรีย ภายใต้บรรยากาศการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองอย่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิงแห่งจีน ที่เดินทางมาพบปะกันเป็นครั้งแรกได้อย่างหน้าตาเฉย
ภายหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว นักวิเคราะห์หลายรายได้ออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คำสั่งยิงของทรัมป์ไม่ได้มีขึ้นแค่เพื่อเป็นการลงโทษซีเรียเท่านั้น แต่นี่ยังเป็นการส่งสาส์นไปยังเกาหลีเหนือว่า "เมื่อผมขู่อะไรไว้ ผมไม่ได้พูดเล่นๆ" อันเป็นการชี้ให้เห็นว่า สหรัฐไม่เคยกลัวการข่มขู่และพร้อมจะเผชิญหน้ากับเกาหลีเหนือทุกเวลาหากจำเป็น อีกทั้งการที่นายทรัมป์ไม่ลังเลที่จะสั่งยิงฐานทัพในซีเรีย ขณะที่ตนเองกำลังประชุมอยู่กับสี จิ้นผิง ที่รัฐฟลอลิด้านั้น ก็ยังถือเป็นการส่งข้อความบางอย่างไปยังจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรเก่าแก่เพียงไม่กี่ชาติของเกาหลีเหนือ โดยก่อนหน้านี้ นายทรัมป์เคยได้ลั่นวาจาเอาไว้ว่า สหรัฐจะเข้าจัดการเกาหลีเหนือตามลำพัง หากจีนไม่ยอมให้การช่วยเหลือ
แม้ทรัมป์จะบอกนานาชาติอย่างมั่นใจว่า สหรัฐมีศักยภาพมากพอที่จะจัดการกับเกาหลีเหนือเพียงลำพัง แต่จะเป็นเช่นนั้น... จริงหรือ?
แม้เป็นที่รู้กันดีว่ากองทัพสหรัฐมีความแข็งแกร่งและพรั่งพร้อมมากเพียงใด แต่การใช้ปฏิบัติการทางการทหารโจมตีเกาหลีเหนือโดยตรงอาจเป็นเรื่องที่ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะนอกจากจะสร้างความตึงเครียดเหนือคาบสมุทรเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังอาจส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องบาดเจ็บล้มตายอีกนับไม่ถ้วน สหรัฐเองก็ตระหนักถึงความจริงข้อนี้เป็นอย่างดี จึงเลือกใช้วิธีกดดันเกาหลีเหนือแบบอ้อมๆมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ หรือใช้วิธีทางการทูตเพื่อคลี่คลายความตึงเครียด โดยหวังที่จะให้เกาหลีเหนือยอมยุติโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตน
แต่เมื่อเกาหลีเหนือยังคงยืนกรานว่า "ฉันไม่แคร์" และทดสอบยิงขีปนาวุธไปแล้วถึง 5 ครั้งด้วยกันในปีนี้ สหรัฐจึงจำเป็นต้องปรับยุทธการใหม่ โดยดึงพี่ใหญ่อย่าง "จีน" ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเกาหลีเหนือมาช่วยกดดันด้วยอีกแรง เนื่องจากสหรัฐมองว่า หากรัฐบาลจีนยอมตัดท่อน้ำเลี้ยงโสมแดง อาทิ การปิดธนาคารที่เป็นแหล่งฟอกเงินของเกาหลีเหนือ หรือหยุดส่งออกน้ำมันให้กับเกาหลีเหนือ ก็อาจทำให้โสมแดงเสียท่าให้กับเกมนี้ได้เหมือนกัน ซึ่งเราก็ต้องดูกันต่อไปว่า อดีตนักธุรกิจใหญ่อย่างทรัมป์ที่น่าจะรู้จักกฎการ "ยื่นหมูยื่นแมว" ดีกว่าใคร จะเลือกใช้ข้อตกลงที่สมน้ำสมเนื้อมากเพียงไร เพื่อหว่านล้อมให้จีนยอมลงสนามด้วย
จีนเป็นหนึ่งในชาติพันธมิตรเก่าแก่ของเกาหลีเหนือ ที่ระยะหลังๆก็เริ่มออกอาการ "เอือม" พฤติกรรมของโสมแดงที่ทำการยั่วยุนานาชาติอย่างไม่หยุดหย่อน โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จีนได้ประกาศระงับการนำเข้าถ่านหินจากเกาหลีเหนือตลอดปี 2560 ตามข้อมติคว่ำบาตรของ UNSC ที่พุ่งเป้าการคว่ำบาตรอุตสาหกรรมถ่านหินของเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลัก และส่วนใหญ่ส่งออกไปยังจีน
อย่างไรก็ตาม ความหวังของสหรัฐที่อยากให้จีนเข้ามาร่วมขบวนการในครั้งนี้ยังคงดูเลือนลาง เพราะจีนเองก็ไม่อาจตัดความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือได้ง่ายๆ เนื่องจากจีนมองว่า เกาหลีเหนือคือรัฐกันชนที่ยังสามารถเก็บไว้ใช้ต่อรองกับชาติมหาอำนาจอื่นๆได้ อีกทั้งการล่มสลายของเกาหลีเหนือก็ไม่ส่งผลดีกับจีนในแง่ที่ว่า ประเทศเกาหลีอาจกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง โดยที่สหรัฐเองก็มีฐานทัพขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศ
นอกจากจีนยังมีความวิตกกังวลว่า หากเกิดการเผชิญหน้ากันขึ้นมาจริงๆ ชาวเกาหลีเหนือหลายล้านคนอาจไหลทะลักข้ามพรมแดนมาสู่จีน ซึ่งนั่นอาจทำให้จีนต้องเดือดร้อนรับภาระอันหนักอึ้งโดยไม่จำเป็น ด้วยเหตุนี้ จีนจึงพยายามกระตุ้นให้สหรัฐแก้ไขปัญหาในคาบสมุทรเกาหลีด้วยสันติวิธี และออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการกระทำอันยั่วยุ ก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามจนไม่อาจควบคุมได้
คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้ว... จะจบลงเช่นไร
