- 28 เม.ย. 2560
ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th/
กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อจู่ ๆนายกลิน ที เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เดินทางเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช. โดยไม่มีการแจ้งกำหนดการล่วงหน้า คาดหมายว่าเป็นการเข้าพบเพื่อหารือการประชุมสุดยอดอาเซียน ระหว่างวันที่ 28-30 เมษายนนี้ ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ด้วยสหรัฐฯ ต้องการให้สมาชิกอาเซียนยึดตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่ 2321 (ค.ศ.2016) เกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นการหารือสืบเนื่องมาจากการที่นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ขอการสนับสนุนจากชาติอาเซียน ในการต่อสู้กับสหรัฐ
แต่ประเด็นร้อนยิ่งกว่านั้นก็คือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของนานเดวีส์และสหรัฐ เพราะก่อนหน้านี้สหรัฐเป็นตัวตั้งตัวตีในการต่อต้านรัฐบาลคสช. ส่วนตัวนายเดวีส์ ซึ่งได้รับเชิญไปเสวนาที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2558 ก็เคยแสดงความเห็นคัดค้านการบังคับใช้กฎหมายอาญา มาตรา 112 ผ่านถ้อยคำ ว่า “เรายังกังวลต่อบทระวางโทษที่ยาวนานอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ที่ศาลทหารไทยพิพากษาต่อพลเมืองฐานละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”
ล่าสุด กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ได้โพสต์แสดงความเห็นเกี่ยวเนื่องกับท่าทีของทูตสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ ตามรายละเอียดปรากฎดังนี้ “ ใกล้จะมีการประชุมสุดยอดอาเซียนแล้ว จึงไม่แปลกที่ท่านทูตเดวีส์ของมะกัน จะพบนายกรัฐมนตรีไทยเพื่อชักชวน ให้ที่ประชุมสุดยอดอาเซียนมีมติแซงชั่นเกาหลีเหนือ ซึ่งมี ข้อน่าคิดพิจารณาว่า
1.ไทยกับเกาหลีเหนือ ไม่ได้มีปัญหาความขัดแย้งใดๆต่อกัน กรณีเป็นเรื่องมะกันกับเกาหลีเหนือที่ขัดแย้งกัน แล้วมันกงการอะไรของประเทศไทย ที่จะไป กล่าวโทษหรือลงโทษเกาหลีเหนือตามเขาไป ขณะนี้ประเทศใน EU หรือในนาโต้ ก็ไม่ยอมร่วมมือกับมะกันในการแซงชั่นใครโดยไร้เหตุผลอีกต่อไปแล้ว
2. ในบรรดา 10 ประเทศอาเซียนนั้นก็มีหลายประเทศที่เป็นมิตรไมตรีกับจีนรัสเซียและเกาหลีเหนือและหลายประเทศก็ได้ปรับท่าทีจากที่เคยเชื่อฟังและปฏิบัติตามข้อเสนอของมะกันตลอดมาเปลี่ยนไปเป็นร่วมมือกับกลุ่มประเทศองค์การความร่วมมือแห่งเซี่ยงไฮ้แล้ว ดังนั้นประเทศไทยเราจึงผลีผลามเรื่องนี้ไม่ได้ ควรจะต้องทำความเข้าใจว่า การก้าวก่ายในปัญหาพิพาทระหว่างมะกันกับเกาหลีเหนือนั้น จะเท่ากับเป็นฝักฝ่ายที่เป็นปรปักษ์หรืออยู่ตรงข้ามกับกลุ่มประเทศองค์การความร่วมร่วมมือแห่งเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมีจีน รัสเซียอินเดียอิหร่านเกาหลีเหนือเป็นสมาชิกหลัก ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ใดกับประเทศอาเซียน หรือประเทศไทยเลย
3. ระหว่างกลุ่มประเทศองค์การความร่วมมือแห่งเซี่ยงไฮ้ กับมะกันนี้น ประเทศไทยจะยืนอยู่ข้างไหน เราไม่จำเป็นจะต้องเลือกข้างหรือเลือกยืนอยู่ข้างไหนก็ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ของประเทศไทยหรืออาเซียนอันจะต้องยกขึ้นเป็นประเด็นพิจารณา คู่กรณีแห่งปัญหาควรจะต้องเจรจากันเอง โดยสันติ ไม่ควรที่จะมาขยายปัญหาให้วุ่นวายไปทั้งภูมิภาค ซึ่งมีแต่ จะเกิดความเดือดร้อนเสียหายแก่ประเทศทั้งหลายในภูมิภาคนี้ทั้งหมด
ส่วนมุมมองต่อท่าทีของประชาคมอาเซียน กับสถานการณ์ตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี นายไพศาล เห็นว่าที่สุดแล้วอาเซียนจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกรณีพิพาทที่เกิดขึ้น “ประเทศอาเซียน เปลี่ยนไปนานแล้ว และไม่ได้เชื่อฟังคำสั่ง ของมะกันมานานแล้ว
1. เมื่อครั้งที่กัมพูชาเป็นประธานอาเซียน มะกันพยายามผลักดันให้มีมติหลายเรื่อง เพื่อสนับสนุนมะกันและคัดค้านจีนแต่ปรากฏว่า ที่ประชุมอาเซียนไม่สามารถออกมติใดๆได้เนื่องจากหลายประเทศอาเซียน ไม่เอาด้วยกับมะกัน
2.เมื่อต้นปีนี้มีการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนที่ลาว เนื่องจากลาวเป็นประธานอาเซียน มีการผลักดัน ให้อาเซียนมีมติ สนับสนุนคำตัดสินของศาล อนุญาโตตุลาการที่ว่าบางเกาะในทะเลจีนใต้เป็นของฟิลิปปินส์ ปรากฏว่า ที่ประชุม สามารถออกแถลงการณ์ได้แต่ไม่ได้มีมติในเรื่องนี้ อย่างชัดเจน มิหนำซ้ำฟิลิปปินส์ก็หักหน้ามะกันเสียเอง และปฏิเสธที่จะยกเรื่องนี้เป็นข้อสำคัญและได้ประกาศที่จะเจรจา กับจีนเอง ทำให้มะกันหน้าแตกมาแล้ว
3. ขณะนี้อินโดนีเซีย มาเลเซียฟิลิปปินส์ กัมพูชา จับมือร่วมมือทางด้านการทหารกับจีนและรัสเซียอย่างลึกซึ้ง มีทีท่าว่าประเทศอาเซียนส่วนใหญ่กำลังปรับท่าที ที่มีความเป็นตัวของตัวเองและเป็นกลางมากขึ้น ดังนั้นจึงต้องจับตาดูว่าที่ประชุมสุดยอดอาเซียนจะมีมติให้แซงชั่นเกาหลีเหนือตามที่มะกันต้องการหรือไม่
ผมคาดว่ามติจะออกแบบกลางๆกั๊กๆนะครับ !??!
