- 02 พ.ค. 2560
เลิกเล่น..เกมการเมืองกับความมั่นคงของชาติ!!?? "จัดซื้อเรือดำน้ำตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ"...เสนอทุกรัฐบาล แต่ลงตัวในรัฐบาลคสช.!!
ภายหลังจากที่รัฐบาลได้อนุมัติจัดซื้อเรือดำน้ำ yuan class S26T จากจีน มูลค่า 1.35 หมื่นล้านบาท ตามที่ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เสนอเข้าที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2560 ทำให้เกิดกระแสต่างๆตามมาในวงกว้าง ซึ่งฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านเห็นได้ชัดว่าเป็นฝ่ายคู่ขัดแยง ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ และคสช. อาทิเช่น อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ครั้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกฯยังเคยให้การสนับสนุนการซื้อเรือดำน้ำ และบันดาพลพรรคเพื่อไทย ทั้งหลาย นายจาตุรนต์ ฉายแสง , นายวัฒนา เมืองสุข ,นายภูมิธรรม เวชยชัย , พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ และคนอื่นๆ แบบที่เรียกว่า เพื่อไทยเรียงหน้ากันมาอัดรัฐบาล
การที่รัฐบาลจัดซื้อเรือดำน้ำมาเพื่อปกป้องรักษาอธิปไตยชาติ ก็จึงกลายมาเป็น "เกมการเมือง" อย่างปฏิเสธไม่ได้
แต่จากการแถลงข่าว การจัดซื้อจัดจ้างโครงการจัดหาเรือดำน้ำที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ของกองทัพเรือที่ผ่าน ก็ชัดเจนด้วยคำพูด"ราชนาวีไทย"อย่าง พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ ได้กล่าวว่า " กองทัพเรือ ไม่ได้เสนอเรือดำน้ำในยุคนี้ แต่ได้เสนอความต้องการมาทุกยุคทุกสมัยเกิดทุกรัฐบาล มากกว่ากึ่งศตวรรษ ซึ่งกระบวนการไม่ได้แตกต่างกัน "
การจัดซื้อเรือดำน้ำเป็นไปตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือไม่ว่าจะเปลี่ยนผู้บังคับบัญชาไปกี่คนก็เป็นไปตามนี้ ทั้งนี้หากกองทัพเรือสามารถจัดหาเรือดำน้ำได้ครบทั้ง 3 ลำ จะทำให้กองทัพเรือสามารถปฏิบัติการได้ครอบคลุม ทางด้านอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ทั้งนี้ คณะกรรมการจัดหา เรือดำน้ำได้ทุ่มเท เพื่อจะสร้างเรือลำนี้ให้เป็นเรือรบของประชาชน และหวังว่าจะทำได้ เพียงพอที่จะซื้อพร้อมกันทั้ง 3 ลำ สถานการณ์ในโลกทั้งระดับภูมิภาคและโลก ยังคงมีความไม่แน่นอนและมีความเสี่ยง เช่น ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี ภายหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศแค่คนเดียว สถานการณ์กับคุกรุ่น สถานการณ์การใช้กำลังจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ที่แน่เรือดำน้ำไม่สามารถจัดหาได้ภายใน 1 - 2 ปี หากไม่จัดหาหลักความประกันความมั่นคงของประเทศชาติ และความมั่งคั่งของประชาชนจะอยู่ที่ไหน เราไม่ใช่มีเรือดำน้ำเพื่อไปรบกับใคร แต่มีไว้เพื่อไม่ต้องรบ เพราะจะทำให้เกิดความเกรงใจกัน
“ส่วนในอนาคตมีการยกเลิกโครงการดังกล่าวจะต้องจ่ายค่าปรับเท่าไหร่นั้นเป็นคำถามที่ตอบไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของนโยบาย เพราะบางคน อาจจะบอกว่าเป็นเรื่องที่อันตราย เพราะเป็นการท้าทายอำนาจทางการเมือง ว่า เสนาธิการกองทัพเรือ ตอบเข้าข้างฝ่ายนี้ ต่อไปข้างหน้าก็จะโดนปลด ซึ่งขอยืนยันว่า กองทัพเรือใครจะมาใครจะไป กองทัพเรือยึดยุทธศาสตร์กองทัพเรือเป็นตัวตั้ง ซึ่งหากรัฐบาลชุดใหม่มา แต่เรามีหลักการจัดซื้อแบบมีเหตุผล และได้ดำเนินการจ่ายเงินไปแล้ว 700 ล้านบาท หากรัฐบาลชุดใหม่มา แล้วบอกให้ทิ้งเงินจำนวนนั้นไป แล้วมาเริ่มใหม่ ก็ต้องตอบประชาชนให้ได้ว่าทิ้งเงินจำนวนนั้นเพื่ออะไร แล้วเหตุผลที่กองทัพเรือจัดซื้อจัดหา ไม่ถูกต้องตรงไหน จึงขอฝากไปยังรัฐบาลชุดต่อไปว่า ท่านจะเลิกหรือไม่เลิก ไม่ใช่กองทัพเรือ แต่อยู่ที่ตัวท่านตามหาก”
และนี่คือคำพูดของชายชาติทหาร ของ" พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ " ต่อให้รัฐบาลจะเปลี่ยนแปลง ตนจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง และต่อให้ใครจะมารับบทบาทหน้าที่แทน แต่ยุทธศาสตร์กองทัพเรือ และความมั่นคงของชาติ จะไม่มีวันเปลี่ยน ทั้งนี้กองทัพเรือได้ศึกษา ดำเนินโครงการจัดหาเรือดำน้ำต่อเนื่องมากว่า 30 ปีจนเกือบจะได้อนุมัติถึง 2 - 3 ครั้ง แต่มีเหตุต้องเลื่อนออกไป จนมาลงตัวในครั้งนี้
และที่สำคัญการจัดซื้อเรือดำน้ำ ไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมือง เพราะที่ผ่านก็เห็นได้ชัดแล้วว่า ไม่ว่าฝ่ายในจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล ทัพเรือก็ได้ยึดหลักแน่ว แสดงเจตจำนงมาตลอดมากว่า 66 ปี หลังปลดประจำการ เรือดำน้ำ ชุดแรกของไทย
