- 17 พ.ค. 2560
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
รัฐบาลจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้เปิดตัวโครงการ "One Belt One Road" หรือแปลตรงตัวก็คือโครงการ "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง" หรือที่นิยมเรียกกันอีกชื่อหนึ่งคือ "เส้นทางสายไหมยุคใหม่"
โดยโครงการนี้เปิดตัวในระหว่างการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจบนเส้นทางสายไหมยุคใหม่ ที่ประเทศจีน ซึ่งมีผู้นำจาก 29 ชาติ รวมทั้งเจ้าหน้าที่และบุคคลสำคัญกว่า 1,500 คนจากกว่า 100 ประเทศเข้าร่วม
และโครงการนี้ก็ดูเหมือนผู้นำแต่ละชาติดูจะออกอาการชื่นชมแบบออกนอกหน้า โดยเฉพาะฟิลิปปินส์และมาเลเซีย ที่นาย โรดริโก ดูเตอร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ และนายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อวยจีนกันเป็นพิเศษ
โดยนาย นาจิบ ลงทุนเขียนบทความยกย่องลงในหนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์นิ่ง โพสต์ ด้วยตนเอง เพราะมาเลเซียและยังรวมถึงฟิลิปปินส์ต่างก็อกหักจากสหรัฐที่ชิงถอนตัวจากข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) จึงพากันหันไปซบจีนที่อ้าแขนรับด้วยความเต็มใจ แต่ทั้งมาเลเซียและฟิลิปินส์ก็ไม่ลืมที่จะตามเหน็บแนมสหรัฐว่า แคมเปญ "America First" ของ นาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นแนวคิดที่คับแคบ และแอบสอดไส้ค่านิยมกีดกันทางการค้า ซึ่งต่างกับวิสัยทัศน์ของจีนโดยสิ้นเชิง
สำหรับโครงการ "One Belt One Road" หรือโครงการเส้นทางสายไหมยุคใหม่ ซึ่งอันที่จริง คำว่าเส้นทางสายไหมมีมาตั้งแต่สมัยยุคจีนโบราณ โดยเมื่อย้อนดูข้อมูลทางประวัติศาสตร์พบว่า เส้นทางสายไหมทางทะเลถือกำเนิดขึ้นในยุคราชวงศ์หมิง เพื่อลำเลียงสินค้าจากจีนอ้อมฝั่งเอเชียใต้ผ่านมหาสมุทรอินเดียและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ไปยังอาณาจักรกรีกและโรมัน ส่วนเส้นทางสายไหมทางบก มีมาตั้งแต่ยุคราชวงศ์ฮั่น เพื่อขนส่งสินค้าจากจีนผ่านอินเดีย เปอร์เซีย แอฟริกา ไปยังอาณาจักรยุโรปโบราณ
ดังนั้น การโหมนโยบายเศรษฐกิจแบบเปิดกว้างของจีนในยุคประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จึงสะท้อนให้เห็นว่า จีนกำลังรื้อฟื้นเส้นทางสายไหมให้คืนชีพกลับมาเป็นเส้นทางการค้าที่ยิ่งใหญ่และกว้างไกลที่สุดในยุคโลกไร้พรมแดน เพราะมีประเทศที่เกี่ยวข้องในเส้นทางสายไหมยุคใหม่นี้ถึง 65 ประเทศ และหากประเมินจีดีพีประเทศเหล่านี้รวมกันก็พบว่า มีมูลค่าสูงกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว
ในวันเปิดการประชุม ความร่วมมือทางเศรษฐกิจบนเส้นทางสายไหมยุคใหม่ ประธานาธิบดีจีนได้สร้างความฮือฮาด้วยการประกาศทุ่มเงินเพิ่มอีก 1 แสนล้านหยวน (ประมาณ 1.45 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ให้กับกองทุนเส้นทางสายไหม หลังจากที่ได้อัดฉีดเงินทุนไปแล้ว 4 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2557 เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่นถนน และ ท่อส่งก๊าซ
ทั้งนี้ กองทุนเส้นทางสายไหมจัดตั้งขึ้นในเดือนธ.ค.2557 โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การสนับสนุนเงินทุนแก่โครงการ Belt and Road Initiative และได้รับการสนับสนุนโดยทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของจีน บรรษัทการลงทุนจีน (CIC) ธนาคารส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีน และธนาคารเพื่อการพัฒนาจีน (CDB)
แม้หลายฝ่ายพยายามจะตีความว่าจีนพยายามเคลื่อนไหวอย่างแยบยล มีวาระแอบแฝงที่หวังจะขยายอิทธิพลและแผ่อาณานิคมทางการค้า คล้ายกับยุคการล่าอาณานิคมยึดพรมแดนเป็นเมืองขึ้นในอดีต แต่หลังจากที่จีนประกาศเชิญชวนประเทศต่างๆ กลับได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี นั่นอาจเป็นเพราะผู้นำของประเทศเหล่านี้เข้าใจในเจตนารมณ์ และเชื่อมั่นว่าจีนจะโอบอุ้มการค้าบนเส้นทางสายไหมยุคใหม่ให้ตลอดรอดฝั่งโดยไม่ทิ้งใครไว้กลางทาง และที่สำคัญ ทุกประเทศไม่อยากพลาดขบวนรถไฟการค้าบนเส้นทางสายไหมยุคใหม่ ที่ดูแล้วมีแต่ได้กับได้
นอกจากนี้ การประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจบนเส้นทางสายไหมยุคใหม่ ยังสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชน หน่วยงาน และรัฐบาลท้องถิ่นของจีนต่างก็ให้ความร่วมมือกับผู้นำของตนเองอย่างเต็มที่ เพื่อนำประเทศไปสู่เป้าหมายสูงสุด ซึ่งต่างจากฝั่งสหรัฐที่ไม่ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะผุดโครงการใดออกมา ก็มักจะถูกคัดค้านจากทั้งสังคมและจากคนภายในพรรครัฐบาลเอง
