- 09 มิ.ย. 2560
กรรมทำงาน!! "ขบวนการโกงเงินหัวคิววัด"เปิดโปงเครือข่าย นพรัตน์ อดีตผอ.พศ. "ปล้นเงินวัดกว่า60ล้าน"??!!
จากกรณีที่พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ผบก.ปปป.) เป็นประธานปล่อยแถวเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นการสนธิกำลังกันระหว่าง บก.ปปป., กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.), กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) เพื่อตรวจค้นบ้านพักของบุคคลเป้าหมายในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล, จ.เพชรบุรี, จ.ลำปาง และ จ.สกลนคร ใน 10 จุด ทั่วประเทศ ที่เป็นเครือข่ายของ "นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ " ภายหลังจากมีการตรวจสอบพบว่า "เกิดการทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณบูรณะและปฏิสังขรณ์วัด ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)"
เมื่อเวลา11.00 น. วันที่ 8 มิ.ย. 60 พ.ต.อ.วรายุทธ สุขวัมน์ รอง ผบก.ปปป. พ.ต.อ.วสันต์ เกศะรักษ์ ผกก.3 บก.ปปป. สนธิกำลัง ตำรวจกองปราบปราม ทหาร นำหมายศาลเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 95 หมู่ 11 ต.ช้างมิ่ง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ซึ่งเป็น 1 เป้าหมาย โดยมีนางสุภัชชา จันฤาไชย อายุ 55 ปี กำลังนั่งขายของอยู่ภายในบ้าน เจ้าหน้าจึงแสดงหมายศาลขอเข้าตรวจค้นในพื้นที่บริเวณนอกบ้านและภายในบ้าน ของนางสุภัชชา จันฤาไชย ซึ่งนางสุภัชชา จึงยอมให้เจ้าหน้าที่ค้นภายในบ้าน
โดยพบรถแทร็กเตอร์ ยี่ห้อ คูโบต้า หมายเลขทะเบียน ตค- 6493 โดยปรากฏชื่อเป็นของนางชมพูนุท จันฤาไชย (น้องสาว) เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และสมุดบัญชีธนาคารต่างๆ สลิปการโอน ของนางสุภัชชา ที่นางชมพูนุท ได้โอนเงินฝากเข้าบัญชีมาให้ และเอกสารการโฉนดที่ดินอีกหลายรายการ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ จึงรวบรวมทำบันทึกตรวจค้นไว้
ภายหลังจากทางเจ้าหน้าที่สืบทราบมาว่า นางชมพูนุท ซึ่งเป็นภรรยาคนที่ 2 ของนายนพรัตน์ เบญวัฒนานันท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือไม่ เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.56 นางชมพูนุท ได้โอนเงินจากบัญชี จำนวน 500,000 บาท ไปเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย ของนางสุภัชชา และต่อมาได้นำเงินดังกล่าว มาซื้อรถแทร็กเตอร์ ยี่ห้อ คูโบต้า หมายเลขทะเบียน ตค- 6493
เบื้องต้น จากการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย ยังไม่พบตัวบุคคลที่พบเอกสารหลักฐานทางการเงิน เช่น สลิปการโอน จึงได้เก็บรวบรวมมาเพื่อตรวจสอบกับข้อมูลที่ บก.ปปป.มีอยู่ เพื่อเปรียบเทียบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับทางคดีหรือไม่ หากเกี่ยวข้องจะเก็บไว้เป็นหลักฐาน แต่ถ้าไม่เกี่ยวข้องก็จะนำส่งคืน
โดยนางสุภัชชา ให้การว่า นางชมพูนุท ไม่ได้ติดต่อกับตนเองมานานมากแล้ว แล้วตนเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า เงินที่น้องสาวตนโอนมาให้นั้นจะเป็นเงินผิดกฎหมาย ซึ่งทางน้องสาวบอกเพียงว่านำเงินดังกล่าว ไปซื้อรถแทร็กเตอร์ และที่ดินไว้ หลังจากนั้น ก็มาเอาเอกสารทุกอย่างไป และก็ไม่ได้บอกด้วยว่าจะเดินทางไป และก็เงียบหายไปไม่สามารถติดต่อได้เลย
จากการสอบสวนพบว่านางชมพูนุท มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริต เมื่อปี57 ที่วัดพนัญเชิงวรวิหารไม่ได้จัดทำคำขอบูรณปฎิสังขรณ์วัดแต่อย่างใด แต่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่พศ. โดยนางประนอม คงพิกุล รองผอ.พศ. แจ้งให้ทราบว่า "จะโอนเงินงบประมาณมาให้กับวัด เป็นจำนวนเงิน 10,000,000 บาท และวัดจะได้เงินก้อนนี้ แค่ 2,000,000 บาท ซึ่งวัดต้องโอนเงินคืน 8,000,000บาท " ให้กับนางประนอม โดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนางชมพูนุท เพื่อนำไปใช้ในกิจการของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
จากนั้นวันที่ 31 ธ.ค. 57 สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติได้โอนเงินเข้ามายังบัญชีเงินฝากของวัดพนัญเชิงวรวิหาร และวัดก็ได้โอนเงินจำนวน 8,000,000 บาท จากบัญชีเงินฝากดังกล่าว ไปเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทยของนางชมพูนุท ตามที่นางประนอมได้แจ้งกับทางวัด
และนางชมพูนุท ได้โอนเงิน 500,000 บาท ไปยังบัญชีของนางสุภัชชา ซึ่งคาดว่านางชมพูนุท จะเอาเงินจากการทุจริตมาแปลงเป็นทรัพย์สินหรือ"ฟอกเงิน" นั่นเอง!!
ต่อมา เวลา 13.30 น. ในวันเดียวกัน พ.ต.อ.แมน รัตนโมรา ผกก.สอบสวน บก.ปปป. เปิดเผยว่า นำหมายค้นจากศาลศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เข้าตรวจค้นภายในบ้านเลขที่ 89/5 หมู่บ้านหรูแห่งหนึ่งย่านถนนศรีนครินทร์ หมู่ 6 ต.บางเมือง อ.เมือง จ.สมุทรปราการซึ่งเป็นบ้านพักข้าราชการระดับสูงสังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อค้นหาเอกสารที่เชื่อมโยงและเกี่ยวกับการกระทำความผิดในคดีทุจริตงบประมาณในพศ.
เนื่องจากบ้านพักหลังดังกล่าวเป็นบ้านของรอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตำแหน่ง และจากการตรวจค้น ตำรวจพบเอกสารเกี่ยวกับบัญชีเงินฝากและใบฝากเงินจำนวนมาก จึงได้ตรวจยึดไว้พร้อมกับเอกสารอื่นๆรวม 16 รายการ ซึ่งตามคดีนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน ดังนั้นในเบื้องต้นยังไม่ถือว่าเป็นผู้กระทำความผิด
อย่างไรก็ตาม ข้าราชการระดับสูงที่รายนี้ เข้าไปเกี่ยวข้องโดยตำแหน่ง เจ้าหน้าที่จึงต้องนำหมายค้นเข้ามาขอตรวจสอบเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยหลังจากนี้จะมีการนำเอกสารที่ตรวจยึดไว้ ไปตรวจสอบอย่างละเอียดว่ามีความเชื่อมโยงกับการกระทำความผิดจริงหรือไม่ อย่างไร
ทั้งนี้ทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ได้รับเบาะแสการทุจริต จึงได้ทำการตรวจสอบจนพบความผิดปกติในเส้นทางการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของพ.ศ. จึงได้ส่งต่อข้อมูลให้กับบก.ปปป. เมื่อเดือนสิงหาคม 2558 จากนั้นบก.ปปป. ได้ทำการสืบสวนสอบสวนต่อ จนมีพยานหลักฐานเพียงพอไปขออนุมัติหมายศาลเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายที่ผ่านมา ทาง บก.ปปป.ตรวจสอบข้อมูลเงินงบประมาณพศ. ปี 55 -59 ที่มีการเบิกจ่าย 33 วัด พบว่าวัดที่เข้าข่ายทุจริต 12 วัด อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ 6 วัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 วัด ภาคกลาง 2 วัด และภาคใต้ 1 วัด
ซึ่งนายนพรัตน์ เบญวัฒนานันท์ อดีตผอ.สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมกับนางประนอม คงพิกุล และนางชมพูนุท จันฤาไชย ภรรยาคนที่ 2 ซึ่งได้ไปทำผิดกับวัดที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และ ภาคใต้ ซึ่งพบเงินที่ ทุจริตเป็น เงิน จำนวน 60 กว่าล้านบาท
พฤติการที่ตรวจสอบพบ คือ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ใช้อำนาจในการจัดสรรเงินอุดหนุนงบประมาณบูรณะและปฏิสังขรณ์วัด เพื่อสนับสนุนให้วัดทำโครงการต่างๆ จากนั้นเรียกรับเงินคืนจากวัด ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รู้เห็นกับทางวัดที่ตรวจพบด้วย หรือเรียนกว่า "ขบวนการโกงเงินหัวคิววัด"
