- 13 มิ.ย. 2560
ติดตามรายละเอียด http:www.tnews.co.th
กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนในแวดวงธุรกิจ สำหรับศึกประมูลโครงการประมูลระบบตั๋วอี-ทิกเก็ตติดตั้งรถขสมก.จำนวน 2,600 คัน มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท ภายหลังจากมีข้อร้องเรียนเรื่องความโปร่งใสในการจัดประมูล จนทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างคู่แข่งขันรอบสุดท้ายทั้ง 3 ราย ประกอบด้วย กลุ่มบีทีเอส ,กลุ่มทรู และกลุ่มฟอร์ท สมาร์ท เทรดดิ้ง
ล่าสุดวันนี้ (13 มิ.ย.) นายวิศิษฐ์ มูลทรัพย์ รองกรรมการผู้จัดการบริษัท บางกอก สมาร์ทการ์ด ซิสเทม จำกัด (BSS) ผู้แทนจากบริษัทกลุ่ม BMZT Consortium ซึ่งประกอบด้วยบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัทเอ็มเอสไอ โกลบอล ไพรเวท จำกัด บริษัท ซูเล็ค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และ บริษัท ทรานส์โค้ด จำกัด และบริษัท บางกอก สมาร์ทการ์ด ซิสเทม จำกัด ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้ศาลยกเลิกคำสั่งขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่สั่งให้ BMZT ขาดคุณสมบัติและไม่มีสิทธิ์ยื่นซองประกวดราคาเช่าระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์พร้อมอุปกรณ์(e-Ticket) ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์อันเนื่องมาจากไม่สามารถแสดงสำเนาสัญญาผลงานของบริษัท เอ็มเอสไอฯ ที่ร่วมในกลุ่มฯและขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งชั่วคราวระงับการลงนามในสัญญาระหว่างขสมก.กับผู้ชนะการประมูลไว้ก่อน
“การที่กลุ่ม BMZT ถูกตัดสิทธิ์ออกจากการประมูล เป็นการกระทำที่ไม่ชอบ ทำให้รัฐสูญเสียโอกาสในการที่จะคัดเลือกข้อเสนอที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม และเกิดประโยชน์ต่อขสมก.และประเทศชาติอย่างแท้จริงและการตัดสิทธิ์ของกลุ่ม BMZT นี้ทำให้เหลือผู้เข้าแข่งขันเพียงสองราย ซึ่งอาจจะทำให้ไม่เกิดการแข่งขันอย่างจริงจัง”
ส่วนกรณีที่ทางกลุ่ม BMZT ถูกขสมก.ตัดสิทธิ์ โดยข้อเท็จจริงมีข้อโต้แย้งที่ควรให้ความเป็นธรรม เนื่องจากบริษัทเอ็มเอสไอฯ ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มถือหุ้นโดยรัฐบาลสิงคโปร์ 100% ไม่ได้ขาดคุณสมบัติตามที่มีการแจ้ง เพราะมีหนังสือรับรองจาก Land Transport Authority (LTA), Singapore Mass Rapid Transit (SMRT) และ SBS Transit ประเทศสิงคโปร์
แม้ว่าสถานทูตสิงคโปร์ในประเทศไทยไม่สามารถรับรองเนื้อหาของหนังสือที่แสดงว่าบริษัทเอ็มเอสไอฯ เป็นผู้พัฒนาติดตั้งและซ่อมบำรุงระบบ Bus Ticketing System ของรถประจำทางที่สิงคโปร์เกินกว่า 500 คันในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี ตามข้อกำหนดของ TOR แต่ก็ได้รับรองความแท้จริงของเอกสารดังกล่าว และเป็นวิธีปฏิบัติการรับรองเอกสารของสถานทูตทุกแห่งทั่วโลกที่จะรับรองในลักษณะนี้ การที่สถานทูตไม่ได้รับรองในเนื้อหาของเอกสาร ไม่ได้หมายความว่า บริษัทเอ็มเอสไอฯ ไม่เคยมีผลงานตามเอกสารการตัดสิทธิ์ของขสมก. ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยเหตุผล และให้ความเป็นธรรมในการพิจารณาคัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอ
อนึ่ง ผลงานของบริษัท เอ็มเอสไอฯ ซึ่งถือเป็นผลงานของกลุ่ม BMZT ด้วย เกิดจากการจ้างงานของ LTA ซึ่งวิธีปฏิบัติในการจ้างงานระหว่าง LTA และบริษัท เอ็มเอสไอฯนั้น จะไม่ได้มีการจัดทำสัญญาระหว่างกัน เนื่องจากมีความสัมพันธ์ในลักษณะบริษัทแม่ลูก และในกรณีการจัดทำระบบ Bus Ticketing System ที่ประเทศสิงคโปร์ดังกล่าวก็ได้มี LTA, SMRT และ SBS Transit Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทขนส่งมวลชนของสิงคโปร์ออกหนังสือยืนยันรับรองว่าบริษัท เอ็มเอสไอฯ ได้ดำเนินการดังกล่าวจริง ดังนั้น การที่ขสมก.มีคำสั่งให้กลุ่ม BMZT Consortium เป็นผู้ขาดคุณสมบัติ ทำให้กลุ่ม BMZT ไม่มีโอกาสเข้าแข่งขันการเสนอราคา ซึ่งหากได้มีการแข่งขันจากผู้ยื่นข้อเสนอหลายราย จะทำให้เกิดการแข่งขันและขสมก. จะมีโอกาสได้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพดีและราคาถูกลงกว่านี้ เนื่องจากผลการประมูลครั้งนี้ ผู้ชนะการประมูลได้เคาะราคาที่ 1,665 ล้านบาท ซึ่งสูงมากกว่าราคาที่กลุ่ม BMZT ตั้งใจจะยื่นราคาไม่เกิน 1,200 ล้านบาทเท่านั้น อีกทั้ง LTA ได้มีหนังสือแจ้งผู้เกี่ยวข้องว่า โครงการระบบตั๋ว e-Ticket ของ ขสมก. ในครั้งนี้ ราคาไม่ควรเกิน 1,200 ล้านบาท
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 60 ที่ผ่านมาบอร์ดขสมก. มีมติรับทราบผลการประกวดราคา ให้กลุ่มบริษัทช.ทวี จำกัด (มหาชน) ได้รับสิทธิ์คัดเลือกเป็นผู้วางระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์พร้อมอุปกรณ์ (e-Ticket) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,665 ล้านบาทในรถโดยสารของขสมก.จำนวน 2,600 คันเหลือเพียงการลงนามทำสัญญาร่วมกันกับทางขสมก.เท่านั้น
