- 21 มิ.ย. 2560
ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th
จากกรณีมีคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บังคับการถึงสารวัตร วาระประจำปี 2559 ไปกว่า5,700 ราย ต่อมานายวิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และอดีตแกนนำ กปปส. กล่าวในกรณี การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจตั้งแต่ระดับรองผู้บังคับการ ผู้กำกับการการ รองผู้กำกับการ และสารวัตร ว่าพบตัวเลขการข้ามห้วยที่ออกมา และต้องแสดงความเสียใจต่อบรรดานักวิ่งเต้นแล้วพลาด เงินจ่ายแล้วแต่ก็ไม่ได้ตำแหน่ง เรื่องนี้ต้องบอกนายกรัฐมนตรี พฤติกรรมอย่างนี้เกิดขึ้นจริง แต่จะถามเอาใครมาเป็นพยานคงลำบาก เพราะทั้งคนให้ คนรับผิดกฎหมายทั้งคู่
ขณะที่พล.ต.ต.ณัฐคมน์ พร้อมสันเที๊ยะ ผู้บังคับการกองตรวจ 8 สำนักงานจเรตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ได้เรียกนายตำรวจจาก จ.นครศรีธรรมราช มาสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งไปแล้ว 25 นาย ซึ่งทั้งหมดให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยจากนี้จะเดินทางไปสอบนายตำรวจพื้นที่อื่นๆ ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้แล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย.นี้ “จะพุ่งเป้าไปที่นายตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งที่สูงขึ้น หรือนายตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในพื้นที่ที่ดีกว่าพื้นที่เดิม ซึ่งหากพบว่ามีการกระทำความผิดซื้อขายตำแหน่งจริง จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย”
ด้านพล.ต.อ.สุวิระ ทรงเมตตา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. และที่ปรึกษา สตช. ( สบ.10 ) ได้กล่าว กรณีนายวิทยา ด้วยว่ามีการสอบถามจากเพื่อนตำรวจ รุ่นพี่ รุ่นน้อง 300 คน และลูกศิษย์ตำรวจอีก 3 หมื่นคน จากการตรวจสอบไม่มีใครจ่ายเงิน และไม่มีใครรับเงินจากการซื้อขายตำแหน่ง การที่มีการโจษขานกันนั้น จากการตรวจสอบพบว่า ต้นตอข่าวลือมาจาก 1.กลุ่มที่ผิดหวัง จากการแต่งตั้งโยกย้าย มีความโกรธเคืองกับผู้บังคับบัญชาที่ไม่แต่งตั้งตนเอง ให้มีตำแหน่งสูงขึ้นตามความต้องการ จึงปล่อยข่าวลือเพื่อเป็นข้ออ้างถึงเหตุที่ตัวเองไม่ได้รับการแต่งตั้ง เป็นข้ออ้างกับพวกพ้องเพื่อนฝูง และผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อลบล้างความจริงที่พบว่า ตัวเองมีผลงานไม่ดีสู้คนอื่นไม่ได้ คำกล่าวอ้างที่ดีที่สุดคือ ไม่มีเงินซื้อตำแหน่งจึงไม่ได้รับการแต่งตั้ง
2.ผู้ที่มีความความผิดหวังจากการแต่งตั้งโยกย้าย และมีความโกรธเคืองผู้ที่ได้รับตำแหน่งใหม่ หรือคนที่มาแทนตำแหน่งที่ตนครองอยู่ จึงมีความริษยาใส่ร้ายผู้ที่ได้รับตำแหน่งที่ตนต้องการหรือมาแทนในตำแหน่งที่ตนครองอยู่เดิม โดยกล่าวหาว่า มีการซื้อตำแหน่งเพื่อให้เกิดความเกลียดชัง หรือเสียหายด้านชื่อเสียงเป็นความโกรธแค้นส่วนตัว 3.กลุ่มผู้มีบารมีที่อยู่ในพื้นที่ ที่ฝากลูกน้องเพื่อนฝูง ญาติสนิท มาเพื่อขอรับการสนับสนุนในตำแหน่งที่สูงขึ้น เมื่อไม่สามารถแต่งตั้งให้ได้จึงเกิดความแค้น และปล่อยข่าวว่า มีการซื้อขายตำแหน่ง และ4.กลุ่มที่เป็นกองเชียร์ของข้าราชการตำรวจที่กำลังจะขึ้นสู่ตำแหน่ง
แต่เมื่อย้อนไปเมื่อวันที่17ธันวาคม 2557 ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน ผบช.ภ.1 (ตำแหน่งในขณะนั้น) กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการแบ่งกำลังพลย้ายไปประจำที่ บช.ก.ว่า การเกลี่ยกำลังไปเป็นเรื่องปกติ เมื่อคนไม่เพียงพอก็ต้องมีการโยกย้าย ตนพูดเสมอว่าจะย้ายไปที่ไหนก็ได้ ถือว่าเคารพการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชา เห็นสมควรให้ย้ายไปไหนก็ต้องไป เหมือนโค้ชทีมฟุตบอลจะให้ใครลงเล่นตำแหน่งไหนก็ได้ การโยกย้ายเป็นเรื่องปกติธรรมชาติ คนที่อยากขอย้ายไปเองก็มี คนที่ไม่อยากย้ายไปก็มี สมหวังผิดหวังกันปกติ และเมื่อถามถึงกรณีที่มีป้ายระบุข้อความว่า เขตปลอดการวิ่งเต้น ติดอยู่ที่หน้าห้องว่าเหตุใดจึงมีการนำป้ายเช่นนั้นมาติด พล.ต.ท.อำนวยกล่าวว่า ไม่มีอะไร เป็นเพียงการติดเตือนสติลูกน้องของตนเท่านั้นว่าเป็นตำรวจไม่ใช่นักวิ่ง ให้ตั้งใจทำงานไป
“ ผู้บังคับบัญชาต้องมีวิสัยทัศน์ ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม หรือในลักษณะใกล้เคียงกันนี้ ถ้าหากว่าพวกวิ่งไม่วิ่ง ผู้บังคับบัญชามีคุณธรรมอยู่แล้ว การแต่งตั้งก็จะเกิดระบบคุณธรรมขึ้น แต่ถ้ามาวิ่งกันมากมันก็เหมือนการยั่วยวน บางทีเหมือนเรากำลังมีความตั้งใจสูง ทำโอนเอนก็มี เอนเอียงไปก็มี แต่ถ้าสองอย่างแข็ง คนวิ่งก็ไม่มาวิ่ง ผู้บังคับบัญชามีคุณธรรมแต่งตั้งให้เป็นระบบคุณธรรมขึ้น ระบบการแต่งตั้งก็จะดีขึ้น”
