ไขความจริง!! เบื้องลึกยกฟ้อง"ท๊อป-มือปืนป๊อปคอร์น" ตบปาก"แดงอคติ-ปัญญาตื้น" ที่พากันพูดพล่อยๆ ว่า "จำเลยสารภาพ-ทำไมยังรอด"?!

ติดตามข่าวสารที่ www.tnews.co.th

 

อารมณ์ เคนหล้า สำนักข่าว Tnews

 

ไขความจริง!! เบื้องลึกศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง "ท๊อป-วิวัฒน์ ยอดประสิทธิ์ หรือมือปืนป๊อปคอร์น" หลังศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกตลอดชีวิตจำเลยเมื่อต้นปี 59 และเริ่มมีกระแสจากฝั่งเสื้อแดง ซึ่งไม่ต้องอ้อมค้อมก็คือฝ่ายตรงข้ามของ "ท็อป" ตั้งคำถามทำนองชี้นำมวลชนของเขาว่า "คดีนี้จำเลยสารภาพแล้ว และศาลชั้นต้นก็ตัดสินหนักถึงจำคุกตลอดชีวิต แต่ทำไมพอชั้นอุทธรณ์ผู้ต้องหายังรอดได้...แบบนี้ 2 มาตรฐานหรือเปล่า"?! ตามสไตล์การตั้งคำถามแบบ...เฮโลตามกันไป และอับปัญญาของเสื้อแดงบางกลุ่ม...ย้ำบางกลุ่มที่ตั้งคำถามแบบนี้...และสื่อสารถึงมวลชนของพวกเขาผ่านทางโลกออนไลน์บ้างแล้ว


...ที่บอกว่า เป็นการตั้งคำถามเฮโลตามกันไป และอับปัญญา...เพราะพวกเขาไม่แสวงหาข้อเท็จจริงอันเป็น "ข้อเท็จจริงแท้ๆ " ตามลักษณะสังคมรวมหมู่ของคนเสื้อแดง...ใช่ "ท็อป" สารภาพว่าเขาเป็น "มือปืนป๊อปคอร์น" แต่นั่นเป็นคำรับสารภาพในชั้นพนักงานสอบสวน หลังถูกตำรวจบุกจับ และไม่มีทนายความของตัวเองอยู่ด้วย ตำรวจชุดจับกุมให้เซ็นรับสารภาพ...เขาจึงเซ็น...เพราะไม่มีที่ปรึกษาทางกฎหมายอยู่ด้วยในวันนั้น รวมทั้งเขาไม่มีโอกาสได้อ่านคำให้การใดๆ เลย พร้อมกันนี้ ในระหว่างที่มีการแถลงข่าว ยังมีการนำกระดาษคำให้การมาให้เขาอ่าน และให้แถลงข่าวไปตามที่ตำรวจเขียนมาอีกด้วย

 

เลวร้ายกว่านั้นตรงที่...หลัง "น.ส.พวงทิพย์ บุญสนอง" หรือ "ทนายมินต์" ที่หลายคนรู้จักกันดีทราบเรื่อง และยื่นมือเข้าช่วยเหลือ "ท็อป" เปิดเผยความจริงว่า "วันที่ถูกจับกุมเขาถูกซ้อม และตำรวจบังคับให้เซ็นรับสารภาพเลย" เรื่องนี้ "ทนายมินต์" ร้องเรียนไปยัง "คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ" โดย "นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ" หนึ่งในคณะกรรมการสิทธิฯ รับทราบเรื่องนี้ และถึงกับออกมาเปิดเผยว่า เมื่อต้นปี 2557 ตนและคณะอนุกรรมการสิทธิพลเมือง ได้เข้าพบนายวิวัฒน์ ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อเข้าพบนายวิวัฒน์ บอกว่าถูกคุมตัวมาจากภาคใต้โดยมีชายฉกรรจ์นอกเครื่องแบบ แล้วนำตัวจำเลยมาที่ กทม. ซึ่งระหว่างกลุ่มชายดังกล่าวได้พูดจาขมขู่ พร้อมทั้งนำถุงดำมาครอบศีรษะถึงลำคอเพื่อให้นายวิวัฒน์ หายใจไม่สะดวก ทำให้นายวิวัฒน์ ให้การรับสารภาพ

 

...การซ้อม "ท็อป" เพื่อให้รับสารภาพตามที่ หมอนิรันดร์ ระบุ อาจไม่อยู่ในการรับรู้ของ "ชาวเสื้อแดงในวงกว้าง" เพราะมันคือสิ่งที่พวกเขาไม่อยากจะฟัง (ซ้อมท็อปก่อน คสช.ยึดอำนาจ-ตำรวจยุคนั้นอยู่ข้างไหน-ก็ชัดโดยตัวเองอยู่แล้ว) แต่อย่างไรก็ตาม คำร้องเรียนกรณีนี้ของทนายมิ้นต์ดูจะเป็นผล เพราะข้อเท็จจริงในการซ้อม "ท็อป" เพื่อให้รับสารภาพถูกบรรจุอยู่ในสำนวนของคดี และเป็นผลในชั้นอุทธรณ์อย่างมิอาจปฏิเสธ

 

นอกจากนี้ เมื่อเข้าสู่กระบวนการชั้นศาล ตัว "ท็อป" เองก็ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยระบุว่า ที่ตนรับสารภาพในชั้นพนักงานสอบสวน เพราะถูกเจ้าหน้าที่กระทำทารุณ ซ้อมตนมาตลอดทางจากปักษ์ใต้ ดังที่หมอนิรันดร์กล่าวไว้ข้างต้น...แต่เรื่องนี้ก็ไม่อยู่ในการรับรู้ของชาวเสื้อแดงอีกเช่นเคย  เหนืออื่นใดก็คือ แม้จะกล่าวหาว่า "ท็อป" เป็น "มือปืนป๊อปคอร์น" แต่ในความเป็นจริง ตำรวจไม่เคยยึดของกลาง  ซึ่งก็คือ "ปืนกระบอกนั้น" ได้เลย เรื่องนี้ "น.ส.พวงทิพย์ บุญสนอง" ยืนยันชัดเจน และถึงตอนนี้ก็พิสูจน์ทราบได้แล้วว่า กระสุนที่ทำให้ "นายอะแกว แซ่ลิ้ว" ชายวัย 70 ปี ที่เป็นผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในวันนั้น กระสุนปืนเป็นคนละกระบอกกัน คือนายอะแกวเสียชีวิตด้วยปืนลูกซอง ซึ่งเป็นคนละชนิดกับปืนในถุงข้าวโพด (ทนายมิ้นต์ตอบเรื่องนี้ไว้ชัด ผ่านการสัมภาษณ์ "ช่องฟ้าวันใหม่" ในรายการ 2 คน 2 คมเช้าวันนี้-ผู้เขียน)

 

ทั้งหลายทั้งปวงนั้น...แทบไม่อยู่ในการรับรู้ของเสื้อแดงในวงกว้าง เพราะเขาไม่ใคร่ที่จะแสวงหาข้อเท็จจริงอันเป็น "ข้อเท็จจริงแท้ๆ " ดังเราจะประจักษ์เรื่องนี้อยู่บ่อยครั้ง เมื่อเกิดการพิพากษา หรือสถานการณ์ใดก็แล้วแต่ที่ไม่เป็นที่ "พึงใจ" ของพวกเขา

 

อีกทั้ง คำพิพากษาก็ระบุชัดว่า หลังตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า มีประเด็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ คดีนี้โจทก์มีพนักงานสอบสวน ได้สืบสวนทราบว่า มีคนร้ายเกี่ยวข้องกับการยิงรวม 21 คน ในจำนวนนี้มีชายชุดดำคือนายวิวัฒน์ จำเลยคดีนี้รวมอยู่ด้วย ดังที่ปรากฏในภาพนิ่งที่เห็นชายชุดดำในสถานที่ และเวลาเดียวกับที่เกิดเหตุหลายภาพ แม้โจทก์จะมีเทปภาพเคลื่อนไหว และภาพถ่ายจากหนังสือพิมพ์ แต่โจทก์ไม่นำสืบถึงความเกี่ยวข้องหรือนำตัวผู้ถ่ายหรือนำประจักษ์พยานมาเบิกความประกอบให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องกับภาพมาเปรียบเทียบกับจำเลย หลักฐานดังกล่าวจึงไม่อาจยืนยันได้ว่า ภาพจากกล้องวงจรปิด และตัวจำเลยนั้นเป็นคนคนเดียวกัน มีเพียงคำให้การของจำเลยที่ให้การรับสารภาพ ซึ่งมีพิรุธเคลือบแคลงสงสัย ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลย

...นั่นชัดโดยตัวเองอยู่แล้วว่า...โจทย์ไม่สามารถพิสูจน์ได้เลยว่า "ท๊อป คือมือปืนป๊อปคอร์น" ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่า...ภาพที่ได้มาโดยอ้างว่าเขาคือจำเลยนั้น...ตัดต่อหรือไม่..จริงแท้แค่ไหน และเกี่ยวข้องกับ "มือปืนป๊อปคอร์น" จริงหรือ?!

ถึงตอนนี้แม้ ท็อป จะยังไม่ได้รับอิสรภาพ เพราะเขาต้องถูกขังในชั้นฏีกาอยู่ก่อน...แต่อย่างน้อยคำพิพากษาเมื่อวานก็ยืนยันว่า..."ความยุติธรรม" มีอยู่จริง และไม่มี 2 มาตรฐานตามที่ "แดง" มักกล่าวอ้าง...แล้วจะว่าไปก็ตอกหน้าพวกเขา...ที่มักตั้งคำถามแบบคนอับปัญญาไปด้วยในตัว


ขอบคุณพิเศษข้อมูลบางส่วนจาก : น.ส.พวงทิพย์ บุญสนอง ผ่านการสัมภาษณ์สั้นๆ "ช่องฟ้าวันใหม่" ในรายการ 2 คน 2 คม