- 29 มิ.ย. 2560
ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th
จากกรณีที่วันนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาหลังศาลนัดสืบพยานจำเลย ในคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องจำเลยในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามมาตรา157 และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท โดยสืบพยานจำนวน 3 ปาก ประกอบด้วย นายอดุลย์ ยุววิทยาพานิชย์ อดีตข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และเป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการจีทูจี น.ส.นิรัชฌา ไกยสวน บุตรสาวของชาวนาที่เสียชีวิตจากการผูกคอตายที่ จ.ร้อยเอ็ด กับนายบุญช่วย หอมพญา บิดาของชาวนาที่เสียชีวิตจากการตายผูกคอตาย จ. นนทบุรี ที่จะยืนยันว่าเสียชีวิตจากปัญหาส่วนตัว
ทั้งนี้โดยทนายความได้ยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอขยายเวลาไต่สวนพยานเพิ่มเติม เพราะยังเหลือพยานอีก 20 ปาก ซึ่งขึ้นอยู่ดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาหรือไม่ และวันนี้ก็ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกไปเผชิญสืบโรงสีข้าวและคลังข้าวจังหวัดอ่างทอง 16 แห่งด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ได้เข้าไปตรวจสอบแล้วแต่ไม่พบความเสียหายและการทุจริต จึงน่าจะเป็นหลักฐานใหม่ที่จะยืนยันว่าโครงการรับจำนำข้าวของตนเองไม่ได้ทุจริตและเน่าเสียอย่างที่ถูกล่าวหา และกล่าวอีกว่าก่อนหน้านี้ ตนเคยร้องในประเด็นนี้ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.แล้วแต่ก็ไม่ได้หยิบมาพิจารณา
ก่อนหน้านี้มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงชาวนาที่ต้องเสียชีวิตด้วยการผูกคอตายจากโครงการทุจริตจำนำข้าวไปหลายราย รวมทั้งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้นำพยานขึ้นศาลไปแล้วจำนวนกี่ปาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นสำคัญจะมีการตัดสินคดีทุจริตจำนำข้าวที่มีน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นผู้ถูกกล่าวหาเมื่อไหร่ ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดระบุไว้ดังนี้
“การร้องไห้เป็นเรื่องน่าสงสาร อย่าทำเป็นนางเอกละครดาวพระศุกร์ อายุ50ต้องมีสติพอจะไตร่ตรองสำนึกได้ว่าทำไมชาวนาถึงผูกคอตายไปเกือบ 20 ศพในสมัยเป็นนายกฯตอนนั้นทำไมไม่ไปร้องไห้หน้าศพชาวนา
จำไม่ได้หรือที่ชาวนามาล้อมกระทรวงการคลังเรียกร้องความรับผิดชอบแต่รัฐมนตรีไม่ไปพบ จำไม่ได้หรือที่ชาวนาไปยื่นหนังสือให้อดีตนายกฯที่ทำเนียบรัฐบาลขอความรับผิดชอบโครงการจำนำข้าว จำไม่ได้หรือที่ชาวนานั่งรถอีแต๊กอีแต๋นเดินขบวนกันมาจากจังหวัดพิจิตร-นครสวรรค์เข้ากรุงเทพเพื่อเรียกร้องเงินที่เขาควรได้
อย่างไรก็ตามหากย้อนไปอีกเมื่อวันที่1 มิถุนายนที่ผ่านมา นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีคลังสินค้าศิริวรรณหลังที่ 2 จ.นครสวรรค์ ซึ่งเก็บรักษาข้าวขององค์การคลังสินค้า (อคส.)ขนส่งข้าวจำนวน 6,205.30 ตัน ส่งให้กับปลายทางบริษัท สิงห์โตทอง ไรซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ตั้งอยู่ที่จ.กำแพงเพชร เพื่อนำข้าวไปปรับปรุงคุณภาพ ซึ่งพบว่ามีการเซ็นส่งและรับข้าวโดยหัวหน้าคลังสินค้าเป็นผู้จัดทำเอกสาร แต่กลับไม่มีข้าวส่งมาที่บริษัทสร้างความเสียหายกว่า 200 ล้านบาท โดยกรณีดังกล่าวสืบเนื่องโครงการรับจำนำข้าวปี 2556 โดยสภาพข้าวภายในโกดังที่มีจำนวนมากพบว่าอยู่ในสภาพเสียหายทั้งหมด เพราะถูกกองทิ้งไว้ โดยไม่มีการรมยาและปรับปรุงคุณภาพข้าวตามกำหนดเวลา ทำให้เดิมที่เสียหายเพียงการทุจริตนำข้าวเจ้ามาล้อมกองข้าวเหนียวแต่เมื่อไม่มีการดูแลตามขั้นตอนทำให้ข้าวกลับเสียหายทั้งหมด 75,900 ตัน คาดว่าเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 223 ล้านบาท
สำหรับการจัดเก็บข้าวในโครงการรับจำนำข้าว อคส.ได้นำข้าวไปฝากที่โกดังกลาง 14 จังหวัด ประกอบด้วย นครสวรรค์ กำแพงเพชร สุรินทร์ พิจิตร ชัยนาท พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สระบุรี อุบลราชธานี ลพบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม อุทัยธานี และเชียงใหม่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 1 แสนล้านบาท โดยมี 4 จังหวัดที่มีความเสียหายสูงสุดเกินหลักหมื่นล้านบาท ประกอบด้วย นครสวรรค์เป็นถูกดำเนินคดีมากที่สุด 201 คดี ความเสียหายกว่า 25,000 ล้านบาท รองลงคือกำแพงเพชร มี 102 คดี เสียหายกว่า15,000 ล้านบาท สุรินทร์ มี 94 คดี เสียหายกว่า 13,000ล้านบาท และพิจิตร มี 60 คดี เสียหาย 12,000 ล้านบาท ขณะที่แยกเป็นเขตพื้นที่จะพบว่าป.ป.ท.เขต 6 หรือภาคกลางตอนบนและภาคเหนือตอนล่าง เกิดความเสียหายรวมเกินครึ่งเมื่อเทียบกับมูลค่าความเสียทั้งหมดกว่า 115,000 ล้านบาท ในพื้นที่เขต 6 มี 507 คดี เสียหายกว่า 66,000 ล้านบาท โดยมีโกดังข้าวกระจายในพื้นที่ 8 จังหวัดประกอบด้วย กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี
