- 13 ก.ค. 2560
ติดตามรายละเอียด http:www.tnews.co.th
สืบเนื่องจากกรณีที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้ออกมาเปิดเผยว่ามีผู้เสียหายจำนวนหนึ่งได้ซื้อสาริกาลิ้นทองผ่านเฟชบุ๊ก ก่อนที่จะถูกเจ้าของเพจ ล่อลวงให้เข้าร่วมธุรกิจขายวัตถุมงคล และพยายามโน้มนาวใจให้เชื่อว่า หากร่วมธุรกิจนี้จะสามารถสร้างรายได้มากกว่า 1ล้านบาทนั้น ภายหลังคิดว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ อีกทั้งยังได้มีการส่งวัตถุมงคลดังกล่าวไปตรวจสอบกับทางกรมป่าไม้ ว่าได้ทำมาจากไม้อัมพัน หรือไม้ หอมกฤษณาขาวหรือไม่ เนื่องจากตามกฎหมาย การค้าไม้ประเภทนี้ต้องมีใบอนุญาต ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปก่อนหน้าแล้วนั้น
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ลุยล่าแก๊ง 18 มงกุฎ!! เหยื่อ "สาริกาลิ้นทอง" มึนหนักถูกปลอกลอกสูญเงินเป็นล้าน ล่าสุดส่งของกลางให้กรมป่าไม้สอบ..หาหลักฐานมัดเอาผิด??
ล่าสุดวันนี้ (13ก.ค.) นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย นำผู้เสียหายร่วม 10 ราย ที่ถูกหลอกให้ร่วมลงทุนขายสาริกา เข้าร้องทุกข์ต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เนื่องจากผู้เสียหายได้ไปแจ้งความดำเนินคดีอาญากับเจ้าของเพจ ที่บักชวนให้ลงทุนในสาริกาลิ้นทองแล้วในข้อหาฉ้อโกงประชาชน หลังเพจดังกล่าว ได้เอาเงินสดจำนวนนับสิบล้านบาทมาถ่ายโปรโมท เพื่อเป็นการหลอกลวงและชักชวนให้คนมาร่วมลงทุน จึงเกรงว่าประชาชนจะตกเป็นเหยื่อและมิจฉาชีพจะถ่ายเททรัพย์สินไปก่อน ทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับทรัพย์สินคืน จึงเดินทางมายื่นคำร้องทุกข์ ต่อท่านเลขาธิการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินและใช้อำนาจตามกฎหมายอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องไว้ก่อน โดยร.ต.อ.ไพรัตน์ เทศพานิช เลขานุการกรม เป็นผู้รับเรื่อง
ด้านน.ส.ประวีณ์นุช จันทร์ประเสริฐ อายุ 33 ปี ตัวแทนจาก จ.ภูเก็ต เปิดเผยว่า ตนรู้จักกับเพจเฟซบุ๊ก "Pumpuy Apple Shop-สาริกาลิ้นทอง" เมื่อปลายปี 58 ซึ่งประกาศขายวัตถุมงคลประเภทต่างๆ อ้างว่าได้นำเข้าสาริกาจากพม่า โดยมีพระเป็นผู้แกะสลักจากไม้กฤษณาขาวและไม้อำพัน รวมทั้ง นำเข้าพิฆเนศจากอินเดียทุกรุ่น ตนจึงติดต่อซื้อสาริกา รุ่นรวยเปรี้ยง ราคา 3,900 บาท เพื่อบูชาเสริมสิริมงคลและทำมาค้าขาย จากนั้นประมาณต้นเดือน พ.ค.59 เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวได้ประกาศเปิดรับตัวแทนแต่ละจังหวัดจำหน่ายสินค้าวัตถุมงคลทางออนไลน์ โดยตนสนใจและสมัครค่าสมาชิกครั้งแรก 35,918 บาท ซึ่งทางเจ้าของเฟซบุ๊กได้ส่งของมาให้เป็นวัตถุมงคลประเภทสาริกาและแผ่นผ้ายันต์
"ต่อมาช่วงปลายเดือน พ.ค.59 เจ้าของเพจเฟซบุ๊กได้ติดต่อมาเพื่อให้สมัครเป็นตัวแทนระดับ วีไอพี (VIP)แต่ต้องเสียค่าสมัครเพิ่มอีก 200,000 บาท ซึ่งจะได้วัตถุมงคลเพิ่มเติมคือ พระพิฆเนศ และ กำไรข้อมือ โดยก็ตอบรับเพราะยังมีลูกค้าเป็นเพื่อนและบุคคลรู้จักในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ช่วยอุดหนุนสินค้าดังกล่าวทำให้สามารถพอประคับประคองตัวไปได้ จนกระทั่ง เดือน ต.ค.59 เจ้าของเฟซบุ๊กยังมีโปรชั่นให้สามารถเปิดช็อปหน้าร้านค้าขายสินค้าได้ แต่ต้องจ่ายเงินอีก 1,000,000 บาท และจัดส่งวัตถุมงคลมาให้ครบทุกรุ่น" น.ส.ประวีณ์นุช กล่าว
น.ส.ประวีณ์นุช เผยต่อว่า จากนั้นเมื่อต้นปี 60 เจ้าของเพจเฟซบุ๊กได้บอกตนว่าทำผิดกฎระเบียบเพราะไม่สั่งของตามเงื่อนไขเดือนละ 50,000 บาทจึงบล็อกออกจากกลุ่มและไม่รับสินค้าคืนทำให้ตนเสียหายกว่า 8,600,000 บาท นอกจากนี้ยังมีคนรู้จักเตือนแล้วว่าวัตถุมงคลที่ตนจำหน่ายนั้นคล้ายกับสินค้าแถวย่านท่าพระจันทร์ พาหุรัด ฯลฯ จึงตัดสินใจเดินทางมาดูด้วยตนเองพบว่าเหมือนกันมากจึงรู้ว่าถูกหลอกขาย ก่อนรวมตัวผู้เสียหายมาขอความช่วยเหลือและร้องทุกข์กล่าวโทษกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
ด้านนายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย กล่าวว่าอยากให้รัฐบาลมีมาตรการเชิงรุกในการปราบปรามแชร์ลูกโซ่เพราะอาชญากรรมดังกล่าวได้สร้างความเดือดร้อนให้คนไทยมาตั้งแต่ในอดีต ดังนั้นจึงขอเสนอให้รัฐบาลมีการแก้ไขปัญหากฎหมายเพิ่มโทษผู้กระทำความผิดในฐานฉ้อโกงประชาชนที่เดิมมีอัตราโทษเพียงแค่ 3 ถึง 5 ปี เป็น 7 ถึง 14 ปี เพื่อทำให้มิจฉาชีพคุกอย่างต่ำ 50 ปี เหตุที่เสนอแบบนี้เพราะเป็นตัวอย่างคดีแชร์ลูกโซ่ซึ่งถึงแม้จะมีโทษเป็นหมื่นปีแสนปีแต่ติดจริงไม่กี่ปีอย่าง เช่น คดียูฟันศาลพิพากษาจำคุกจำเลยคดีนี้ 22 คนตั้งแต่ 12,255 ถึง 12,267 ปี แต่มิจฉาชีพติดอยู่จริงๆ แค่ 20 ปี เพราะกฎหมายอาญาม่ตรา91 (2) ระบุอัตราโทษไม่ถึง 10 ปีลงโทษได้ไม่เกิน 20 ปีเท่านั้น
"อยากให้รัฐบาลบรรจุเรื่องนี้ให้อยู่ในยุทธศาสตร์ชาติ เพราะแชร์ลูกโซ่เป็นปัญหาอาชญากร ฆ่าคนทั้งเป็นได้ อย่าหลงเชื่อเขาเด็ดขาด ถึงเป็นข้อมูลจากคนใกล้ตัวหากไม่ชอบมาพากลหรือมีผลประโยชน์น่าสงสัยขอให้ตั้งสติและตรวจสอบก่อนอย่างรอบคอบ ที่สำคัญถึงเวลาที่คนไทยทุกคนต้องเข้ามาร่วมมือกันเพื่อปราบปรามแชร์ลูกโซ่เพื่อป้องกันไม่ให้คนไทยตกเป็นเหยื่อและกลายเป็นปัญหาของสังคมเพราะนั่นคือทุกข์ของคนไทย"
