- 29 ส.ค. 2560
ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th
จากกรณีศาลอุทธรณ์พิพากษาคดี นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บจก.ไร่ส้ม ถูกศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกพร้อมกับ น.ส.มณฑา ธีระเดช ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ บจก.ไร่ส้ม คนละ 20 ปี ลดเหลือ 13 ปี 4 เดือน ในความผิดมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดพนักงานในองค์การ หรือหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 8, 11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และ 91 เมื่อครั้งทำรายการ "คุยคุ้ยข่าว" กับทาง อสมท. ช่วงวันที่ 4 ก.พ. 2548 ถึง 28 เม.ย.2549 โดยร่วมกับ นางพิชชาภา บุญโต หรือ เอี่ยมสะอาด อดีตเจ้าหน้าที่จัดคิวโฆษณาอสมท. ไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลา ทำให้อสมท. เสียหาย 138 ล้านบาท
ทั้งนี้คดีดังกล่าวอัยการโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.59 สรุปว่า ประมาณกลางเดือน ก.ค.49 จำเลยทั้งสี่ ร่วมกันนำเอกสารใบคิวโฆษณา รายการคุยคุ้ยข่าวระหว่างเดือน ม.ค.–พ.ค.49 จำนวน 139 แผ่น ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิที่จำเลยร่วมกันทำปลอมไปใช้ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นหลักฐานในการโฆษณาและคิดค่าโฆษณาส่วนเกินในรายการคุยคุ้ยข่าว ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่ บมจ.อสมท หลงเชื่อว่าเอกสารใบคิวโฆษณานั้นเป็นเอกสารจริง แล้วบจก.ไร่ส้ม จำเลยที่ 1 ไม่ต้องเสียค่าโฆษณาหรือเสียค่าโฆษณาส่วนเกินน้อยกว่าความเป็นจริง การกระทำดังกล่าวทำให้ บมจ.อสมท ได้รับความเสียหาย
โดยระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นในชั้นตรวจหลักฐาน จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านว่าประเด็นคำฟ้องนี้เป็นการฟ้องซ้ำจำเลยทั้งสี่ในคดีที่ศาลอาญาที่มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.313/2558 แล้ว โดยอัยการโจทก์ก็ได้โต้แย้งคำค้านของจำเลย แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่า คำฟ้องอัยการโจทก์คดีนี้ ที่ระบุว่าจำเลยได้ปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารปลอม ตัดทอนเพื่อไม่ให้ บ.ไร่ส้มฯ จำเลยที่ 1 เสียค่าโฆษณาส่วนเกินหรือเสียน้อยกว่าความเป็นจริงให้แก่ผู้เสียหายนั้น พฤติกรรมของนางพิชชาภา จำเลยที่ 4 ที่ใช้เอกสารปลอมถือเป็นเจตนาเดียวกันเพื่อปกปิดข้อเท็จจริง ดังนั้นการกระทำของจำเลยที่ 1-4 ในคดีนี้ จึงเป็นความผิดตามที่ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.313/2558 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทแล้ว และเมื่อศาลอาญาได้มีคำพิพากษาเด็ดขาดแล้ว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องของอัยการโจทก์ จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 (4) อัยการโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีซ้ำอีก ดังนั้นศาลให้งดตรวจหลักฐาน โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 28 พ.ย.59 ให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสาระบบความ ต่อมาอัยการโจทก์ ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น ต่อศาลอุทธรณ์
ทั้งนี้ศาลอุทธรณ์ พิจารณาแล้ว มีประเด็นวินิจฉัยว่า ฟ้องอัยการโจทก์ เป็นการฟ้องซ้ำจำเลยทั้งสี่ในคดีที่ศาลอาญาเคยมีคำพิพากษาแล้วหรือไม่ เห็นว่า อัยการโจทก์ ฟ้องคดีนี้ว่าจำเลยได้ปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารปลอม เพื่อจุดประสงค์ไม่ให้ บ.ไร่ส้มฯ จำเลยที่ 1 เสียค่าโฆษณาส่วนเกินหรือเสียน้อยกว่าความเป็นจริงให้แก่ผู้เสียหาย ซึ่งพฤติการณ์จำเลยที่ใช้เอกสารปลอมนั้นถือเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน เจตนาเดียวกันอันเป็นการทุจริตที่ศาลอาญาได้เคยมีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.313/2558 เป็นคดีหมายเลขแดง อ.595/2559 แล้วเมื่อวันที่ 29 ก.ค.59 ซึ่งศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสี่ ดังนั้นเมื่อศาลอาญาได้มีคำพิพากษาแล้ว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องของอัยการโจทก์ จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 (4) พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
สำหรับคดีหลักหมายเลขดำ อ.313/2558 ที่ศาลอาญามีคำพิพากษาลงโทษนายสรยุทธ และนางพิชชาภา อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของ บมจ.อสมท นั้น พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 ได้เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนางพิชชาภา อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของ บมจ.อสมท , บ.ไร่ส้มฯ โดยน.ส.อังคนา วัฒนมงคลศิลป์และน.ส.สุกัญญา แซ่ลิ่ม ในฐานะ กก.ผจก.บจก.ไร่ส้ม , นายสรยุทธ อดีตผู้ดำเนินรายการเล่าข่าวชื่อดังฯ และน.ส.มณฑา เจ้าหน้าที่ บ.ไร่ส้มฯ เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานเรียก รับทรัพย์สินฯโดยมิชอบ, ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์กร , เป็นพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และสนับสนุนพนักงานกระทำผิด อันเป็นความผิด พ.ร.บ.ว่า ด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม.6 , 8 และ 11 จากกรณีเดียวกันที่ไม่ชำระค่าโฆษณาส่วนเกินนั้น
ซึ่งศาลอาญา ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ก.พ.59 ให้จำคุกนางพิชชาภา อดีต เจ้าหน้าที่ อสมท. จำเลยที่ 1 รวม 6 กระทงๆ ละ 5 ปี จำคุกทั้งสิ้น 30 ปี แต่ทางนำสืบเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา เห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกเป็นเวลา 20 ปี โดยปรับ บ.ไร่ส้มฯ จำเลยที่ 2 รวม 6 กระทงๆละ 20,000 บาท จึงปรับเป็นเงิน 120,000 บาท ขณะที่ลดโทษให้ 1 ใน 3 แล้วจึงปรับเป็นเงิน 80,000 บาท ส่วนนายสรยุทธ อดีตผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดัง จำเลยที่ 3 และน.ส.มณฑา เจ้าหน้าที่ บ.ไร่ส้มฯ จำเลยที่ 4 จำคุก 6 กระทงๆ ละ 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุกทั้งสองคนละ 20 ปีขณะที่ลดโทษให้ 1 ใน 3 แล้วจึงจำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน โดยจำเลยทั้งหมด ได้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์สู้คดีคนละ 2 ล้านบาท อย่างไรก็ตามสำหรับคดีหลักซึ่งศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันนี้ (29 ส.ค.)เวลา 09.00 น.ซึ่งปรากฏว่าศาลได้อ่านคำพิพากษาอุทธรณ์ยืนจำคุกนายสรยุทธตามศาลชั้นต้น ขณะที่นายสรยุทธ บอกว่าจะยื่นฎีกาต่อไป พร้อมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายพร้อมเพิ่มหลักทรัพย์ในการประกันตัว
