- 31 ส.ค. 2560
ยิ่งลักษณ์ จำได้ไหม ให้สัมภาษณ์ สื่อนอก ดิฉันจะไม่หนี แล้วสิ่งที่คุณทำมันคืออะไร????
เมื่อวันที่ 25 ส.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไม่เดินทางไปศาลฎีกาฯ เพื่อเข้าฟังคำพิพากษาคดีโครงการจำนำข้าว โดยอ้างว่าป่วยน้ำในหูไม่เท่ากัน และมีข่าวลือว่าได้เดินทางออกนอกประเทศไปสิงคโปร์เพื่อพบพับนายทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นพี่ชาย ที่มารอรับอยู่ที่สิงคโปร์เพื่อเดินทางไปดูไบต่อ หลังจากนั้นสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ อาจขอสถานะผู้ลี้ภัยในอังกฤษ
หากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2559 นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับ cnn ประจำประเทศไทย ถึงการประท้วงจนเกิดการรัฐประหารว่า ขณะที่เกิดรัฐประหารนั้นตนเองได้อยู่ที่บ้านและได้ถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติ ซึ่งคณะรัฐประหารได้บอกให้ตนนั้นเก็บตัว อย่าเคลื่อนไหวทางการเมือง และขออย่าได้โพสต์ข้อความใดๆลงบนเฟสบุ๊ก ซึ่งตนไม่ได้ขออิสรภาพให้ตัวเองแต่อยากให้ประชาชนได้มีอิสรภาพในการแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ เพื่อที่ผู้มีอำนาจจะได้รับฟังเสียงของประชาชน ช่วงท้ายนักข่าวได้ถามว่ามีความเป็นไปได้ที่นางสาวยิ่งลักษณ์ จะหนีตามพี่ชายหรือไม่ ซึ่งนางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ตอบว่า ตนนั้นไม่คิดหนีแน่นอน
เนื้อหาการให้สัมภาษณ์ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับผู้สื่อข่าว สำนักข่าว CNN
CNN: เกิดอะไรขึ้นในวันรัฐประหาร? รู้ตัวตอนไหน คุณพอจะเล่าให้เราฟังได้หรือไม่?
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร: ขณะนั้นดิฉันอยู่ที่บ้านหลายคนโทรศัพท์มาบอกดิฉันว่าเกิดรัฐประหาร ตอนแรกดิฉันก็ไม่เชื่อ จึงโทรศัพท์ตรวจสอบไปและพบว่ารัฐมนตรีในรัฐบาลของดิฉันรวมทั้งผู้นำฝ่ายค้านที่กำลังประชุมกันเพื่อหาทางออกให้กับประเทศถูกทหารจับกุมตัวหมดทุกคน
CNN: คุณเองก็ถูกทหารเรียกตัวไปเพื่อ“ปรับทัศนคติ” วันนั้นมีการพูดคุยอะไรกัน พอจะเล่าได้ไหม?
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร: คณะรัฐประหารบอกให้ดิฉันอยู่อย่างสงบและอย่าเคลื่อนไหวทางการเมือง และทหารขอให้อย่าลงพื้นที่พบปะกับประชาชนสักระยะหนึ่ง และยังขออย่าโพสต์ข้อความใดๆลงเฟสบุ๊กอีกด้วย
CNN: คุณรู้สึกหรือไม่ว่า คุณควรมีสิทธิในการพูดหรือแสดงความคิดเห็นใดๆเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน?
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร: ดิฉันไม่ได้ขออิสรภาพให้ตัวเอง ดิฉันขอให้ประชาชนได้มีอิสรภาพในการแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ เพื่อให้ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองได้ยินเสียงประชาชน ดิฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลกเพราะนโยบายมุ่งช่วยเหลือประชาชน ดิฉันคิดว่ามันประหลาด นโยบายมุ่งช่วยเหลือประชาชน ปัญหาที่เกิดหากมีก็อยู่ในระดับปฏิบัติ แต่กลับให้ดิฉันซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญา
CNN: มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่คุณจะลี้ภัยทางการเมือง เหมือนพี่ชาย อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร?
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร: วันนี้ดิฉันยืนหยัด มีหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องสู้ ตอนนี้ทุกต่างจับจ้องดิฉัน และดิฉันจะแสดงให้เห็นว่า ดิฉันจะไม่หนี
ซึ่งจากการสัมภาษณ์ในครั้งนั้นกับปัจจุบันสวนทางกันเป็นอย่างมากเพราะตอนนี้นางสาวยิ่งลักษณ์ได้หนีออกจากประเทศไปแล้ว แสดงให้เห็นว่านางสาวยิ่งลักษณ์ไม่รักษาสัจจะวาจาต่อคำพูดที่พูดออกไป ซึ่งเหมือนกับนายทักษิณผู้เป็นพี่ชายที่ได้เดินทางไปประเทศทาจิกิสถานเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2549 ต่อมาเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้เกิดรัฐประหารนำโดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะคณะปฏิรูปการปกครองในระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัติย์ ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ปี 2549 ซึ่งหลังจากนั้นนายทักษิณก็ไม่เดินทางกลับมายังประเทศไทย เป็นเวลากว่า 1 ปี 5 เดือนที่นายทักษิณใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ หลังศาลสั่งจำคุก 2 ปี คดีประมูลที่ดินรัชดาฯ กระทั่งเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ปี 2551 ปรากฏเหตุการณ์อันโด่งดังที่คนไทยทั่วทั้งประเทศ จำได้ไม่ลืม คือ นายทักษิณ "ก้มลงกราบผืนแผ่นดิน" ที่ "สนามบินสุวรรณภูมิ" ทันทีเมื่อเท้าสัมผัสแผ่นดินแม่ จนมาถึงวันที่ นายทักษิณ ต้องขออนุญาต "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" หลังจากที่กลับมานายทักษิณ ได้ทำหนังสือขออนุญาตศาลฎีกาฯ เดินทางออกนอกประเทศไปเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2551 โดยระบุว่า จะเดินทางไปชม มหกรรมแข่งขันกีฬาของมวลมนุษยชาติ "โอลิมปิกเกมส์" ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนแล้วจะเดินทางกลับมาประเทศไทยในวันที่ 11 ส.ค. ในปีเดียวกัน แต่แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่ได้เดินทางกลับมาสู่ผืนแผ่นดินแม่อีกเลย รวมระยะ 9 ปี คือช่วงเวลาที่นายทักษิณ ชินวัตร ต้องระเห็จออกนอกประเทศ
