- 03 ก.ย. 2560
ติดตามรายละเอียด : www.tnews.co.th
จากกรณีที่ครม.มีมติอนุมติย้ายให้พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เหตุผลว่าไม่ใช่การถูกลงโทษหรือการถูกเด้ง เพราะตนเองพอใจการทำงานของ พ.ต.ท.พงศ์พร เห็นได้จากการแต่งตั้งครั้งนี้ ที่ได้เลื่อนมาดำรงตำแหน่งในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นการพิจารณาเห็นชอบตามความเหมาะสม ตามที่ได้มีการหารือและต้นสังกัดได้ส่งเรื่องขึ้นมา เพราะที่ผ่านมาพ.ต.ท.พงศ์พร ถือว่าได้ทำงานสำเร็จไปแล้วในบางเรื่อง และเป็นคนดีที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งหลังจากนี้เมื่อมาทำงานที่สำนักนายกรัฐมนตรี ก็จะได้ช่วยงานของตนเองในด้านการปฏิรูปนั้น
ต่อมาทางด้านหลวงปู่พระพุทธอิสระก็ได้ตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดพ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ถึงได้ทำงานร่วมกับมหาเถรไม่ได้ ซึ่งได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara) ระบุว่า ทำไม พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ถึงได้ทำงานร่วมกับมหาเถรไม่ได้ ๓ กันยายน ๒๕๖๐ เพราะตั้งแต่มีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขึ้นมา ไม่เคยมีผอ.สำนักพุทธคนใด ในฐานะเลขาธิการกรรมการของกรรมการมหาเถร จะชงเรื่องปัญหาการปกครองคณะสงฆ์ ปัญหาความประพฤติเหลวแหลกของผู้ปกครองคณะสงฆ์
ปัญหามีผู้ร้องเรียนเรื่องอลัชชีละเมิดพระธรรมวินัย ปัญหาการปกครองที่ไม่ชอบด้วยธรรมของเจ้าคณะปกครองบางจังหวัด บางวัด และบางภาค ปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่ง ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในวงการสงฆ์ และอีกหลายร้อยประเด็นปัญหา ที่มีผู้ร้องเรียนเข้ามายังสำนักงานพระพุทธศาสนา ปัญหาเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นมาเนิ่นนาน แต่ผู้ทำหน้าที่ ผอ.สำนักพุทธที่ผ่านมา กลับไม่นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรในฐานะเลขาธิการ จะด้วยเหตุผลอะไรก็สุดจะคาดเดา แต่พอมาถึงยุคสมัย ผอ.สำนักพุทธ พ.ต.ท.พงศ์พร กลับนำเรื่องร้องเรียนและปัญหาเหล่านั้นเข้าสู่ที่ประชุมมหาเถร จึงเป็นที่ไม่พอใจของพวกกรรมการมหาเถร
โดยจะถูกกล่าวหาว่าข้ามขั้นตอน ไม่บังควร เรื่องเล็กน้อยควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าคณะปกครองตามลำดับชั้น ฉะนั้นมหาเถรจึงเป็นกลุ่มชนชั้นปกครองที่พยายามทำตนเป็นพวกอยู่เหนือปัญหามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของเฮียเกษม ที่ย่ำยีพระพุทธรูป ละเมิดพระธรรมวินัย ปัญหาสมีเณรคำ ที่แหกตาชาวบ้านว่าเป็นอรหันต์ แม้แต่พระระดับกรรมการมหาเถรยังไปร่วมงานรับเงิน รับรถของมันมา หรือแม้แต่ปัญหาคำสอนย่ำยีพระธรรมวินัยของเผ่าพันธุ์ธรรมกาย ปัญหาความอหังการ แสดงอำนาจบาตรใหญ่ของเผ่าพันธุ์ธรรมกาย ปัญหาการเข้าไปมีส่วนร่วมทุจริตเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นของเจ้าลัทธิธรรมกาย สังคมจะไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยินว่ากรรมการมหาเถรได้ประชุมและมีมติอะไรออกมาแก้ปัญหา ผิดจากการเปิดประชุมอย่างเร่งด่วนในสมัยที่ไม่ใช่กำหนดประชุม แถมยังประชุมกันในวันหยุดราชการอีกตะหาก
ถ้าถามว่าแล้วเรื่องที่พวกเขาประชุมกันล่ะเรื่องอะไร ตอบโดยไม่ต้องคิดว่า ก็เรื่องการแต่งตั้งพระสังฆราชรถเถื่อนยังไงล่ะ ถามว่าแล้วเวลาประชุมมหาเถรประชุมกันในเรื่องอะไรเป็นส่วนใหญ่ ตอบว่า ส่วนใหญ่จากคำแถลงการณ์ของโฆษกมหาเถรในแต่ละครั้ง ก็มีแต่เรื่องเลื่อนขั้น เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง ซึ่งก็ใช้เวลาประชุมกันเพียงไม่ถึงชั่วโมงเสียส่วนใหญ่ เพราะทุกเรื่องกรรมการมหาเถรจะทำหน้าที่เพียงแค่รับทราบจากที่มีผู้นำเสนอและลงมติรับรอง หาได้มีการถกเถียง ทบทวน สอบถาม ในรายละเอียดใดๆ ไม่ เหล่านี้คือข้อปฏิบัติของพวกกรรมการมหาเถรที่มีมาเนิ่นนานจนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรไปแล้ว
แต่พอคุณพงศ์พรเข้ามา ทำให้มหาเถรต้องปวดหัว เรื่องเยอะ ปัญหามาก ทำงานลำบาก ตัดสินใจยุ่งยาก เพราะตัดสินใจทำอะไรลงไป ผู้ที่มีความเห็นต่างก็ต้องชำเลืองดูสีหน้าแววตาของผู้ที่เป็นต้นเรื่อง ที่สั่งให้เลขามหาเถรชงเรื่องเข้าที่ประชุม เมื่อมหาเถรทำงานอยู่บนพื้นฐานเรื่องของใครเรื่องของมัน หนของใครหนของมัน ภาคของใครภาคของมัน จังหวัดของใครจังหวัดของมัน มีเรื่องมีปัญหาก็ไปจัดการกันเอาเอง อย่านำเรื่องมาให้มหาเถรรกสมอง เช่นนี้แหละคุณพงศ์พรจึงทำงานไม่ได้ นี่ก็ได้ยินข่าวมาว่า สมเด็จสนิทแห่งวัดไตรมิตร ผู้มั่งคั่ง โด่งดัง ยิ่งใหญ่ มีบารมีคับฟ้า เพราะมีลูกศิษย์ลูกหาเป็นถึงรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้อยู่หลายคน ทั้งยังมีนายพลทั้ง ๔ เหล่าทัพเป็นลูกศิษย์ลูกหาอีกเพียบ
สมเด็จสนิทได้เสนอไอเดียกระฉูดเพื่อแก้เกี้ยวเรียกเรตติ้งภาพลักษณ์ของมหาเถร ด้วยการเสนอเรื่องให้มหาเถรมีมติรับรองเรื่องจัดตั้งคณะอนุกรรมการ รวบรวมข้อมูลข่าวสารทั้งของบรรพชิตและคฤหัสถ์ถึง ๑๓ คน แต่ที่น่าสงสัย ฉงนฉงายของสังคมอย่างยิ่งก็คือ หนึ่งในคณะอนุกรรมการมีชื่อของนายสมศักดิ์ โตรักษา ผู้โด่งดังจากการทำหน้าที่ว่าความคดีรถหรูของสมเด็จช่วง และเป็นตัวแทนของธรรมกายเข้าเจรจากับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ต่อมาก็มาเป็นทนายแก้ต่างให้วัดพนัญเชิงในคดีเงินทอน
ส่วนนายจำนงค์ สวมประคำ ก็เป็นทนายให้กับวัดพนัญเชิงคดีเงินทอนเช่นกัน งานนี้มหาเถรทำเซอร์ไพร์สจนนิติกรประจำสำนักพุทธตกงานกันเป็นทิวแถว เพราะมหาเถรไม่ใช้งาน เห็นชื่อคณะอนุกรรมการวบรวมข้อมูลข่าวสารของพระและฆราวาสแล้วช่างเท่ห์เสียไม่มีล่ะ แถมท้ายด้วยชื่อนายพิสิฐชัย สว่างวัฒนากร คู่เจรจาของดีเอสไอกรณีธรรมกายมาเป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ คนนี้ที่มีข่าววงในมาว่าได้รับแรงเชียร์ให้เป็น ผอ.สำนักพุทธจากกลุ่มกรรมการมหาเถรสายธรรมกายอย่างล้นหลาม ทั้งยังเป็นบุคคลที่พวกสาวกลัทธิธรรมกายชื่นชอบยิ่งนัก งานนี้ฝ่ายรัฐบาลมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเข้าไปนั่งเป็นอนุกรรมการกับเขาด้วยนะจ๊ะ
ก็เอาที่ท่านสบายใจก็แล้วกัน แต่ก็อย่าลืมคำว่า ความไว้วางใจของมหาชนต่อรัฐบาลถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ อย่าเหลิง และระวังรัฐบาลจะโดนวางยาจากผู้ใกล้ชิด เพราะพฤติกรรมที่ปรากฏมันทำให้สังคมมองเห็นว่า ท่านนายกกำลังจะถูกเจาะยางจากคนรอบข้าง พุทธะอิสระ
ซึ่งจากคำกล่าวของพระพุทธอิสระ อาจสะท้อนถึงประเด็นที่ว่า พระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม(มส.) ไม่พอใจการทำงานของ พ.ต.ท.พงศ์พร กระทั่งในระยะหลังๆ ไม่สามารถเข้าหน้าและไม่สามารถเข้าร่วมประชุมมส.ได้ จนล่าสุดก็มีกรณีเรื่องสนามกอล์ฟอัลไพน์ โดยอาจจะเป็นอีกประเด็นที่ทำให้มีการสั่งย้ายพ.ต.ท.พงศ์พร มายังสำนักนายกฯแทน
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ยิ่งสงสัยย้าย“พ.ต.ท.พงศ์พร”ทำไม? อธิบดีกรมที่ดินพูดชัด“สนามกอล์ฟอัลไพน์”เป็นธรณีสงฆ์ตามเจตนากุศล “ยายเนื่อม”สำนักพุทธฯต้องทำให้ปัญหายุติ!!
ขอบคุณเฟซบุ๊ก : หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)
