- 05 ก.ย. 2560
ติดตามรายละเอียด : http://www.tnews.co.th
คลิกเพื่อชมคลิป...
ถือเป็นคดีอาชญากรรมระดับชาติอีกหนึ่งคดี ทำให้ดีเอสไอต้องลงพื้นที่เชียงใหม่เพื่อเก็บหลักฐานขยายผลคดีแชร์ลูกโซ่ดัง บ.เดอะซิสเต็มปลั๊ก แอนด์ เพลย์ หลังจากทำให้เกิดผลกระทบสร้างความเสียหายให้กับประชาชนทั่วประเทศเกือบ 5,000 ราย คิดมูลค่าเสียหายกว่า 3.5 พันล้าน
ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร รอง ผอ.กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ ดีเอสไอ พร้อมพนักงานสอบสวน กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ลงพื้นที่เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำผู้เสียหายจากธุรกิจแชร์ลูกโซ่ บ.เดอะซิสเต็มปลั๊ก แอนด์ เพลย์ จำกัด ก่อนเปิดเผยว่า คดีนี้มีผู้เสียหายทั่วประเทศเกือบ 5,000 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 3,500 ล้านบาท โดยเฉพาะที่เชียงใหม่มีผู้เสียหายมากสุดในภาคเหนือมีไม่น้อยกว่าพันราย
โดยก่อนหน้านี้ทางดีเอสไอ ได้ดำเนินการสอบสวนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาคนสำคัญแล้ว 1 รายและอยู่ระหว่างการขยายผล ซึ่งคาดว่าน่าจะมีผู้ร่วมขบวนการหรือเกี่ยวข้องไม่ต่ำกว่า 10 ราย
ทั้งนี้รูปแบบพฤติการณ์ของบริษัทแชร์ลูกโซ่ดังกล่าว จะมีการจัดอบรมสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับการลงทุน ก่อนที่จะชักชวนให้ทำธุรกิจที่ไม่มีอยู่จริง โดยอ้างถึงผลตอบแทนสูงทำให้มีผู้หลงเชื่อเป็นจำนวนมาก จึงขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลก่อน
รวมทั้งขอให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายเร่งมาให้ข้อมูลกับดีเอสไอ โดยในกลุ่มผู้เสียหายภาคเหนือตอนบน สามารถประสานให้ข้อมูลได้ในระหว่าง 5-8 ก.ย.ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ จ.ขอนแก่น ภาคใต้ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ส่วนสัปดาห์ต่อไปเป็นพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างที่ จ.นครสวรรค์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ จ.นครราชสีมา ภาคตะวันออกที่ จ.ชลบุรีและภาคใต้ที่ จ.สงขลา ระหว่าง 11-14 ก.ย.นี้
“ยอมรับว่าคดีลักษณะดังกล่าวเริ่มมีมากขึ้นเพราะประชาชนมักหลงเชื่อในผลตอบแทนที่จูงใจ ทำให้เกิดความเสียหายมหาศาล แม้จะดำเนินคดีไปหลายกรณีแล้วแต่ก็พบพฤติกรรมเปลี่ยนไปมา เช่นคดีนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุม นายภูดิศ กิตติธราดิลก อายุ 34 ปี กรรมการผู้มีอำนาจบริษัท เดอะ ซิสเต็ม ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ จำกัด และบริษัท อินโนวิชั่น โฮลดิ้ง จำกัด ผู้ต้องหาฉ้อโกงประชาชน ได้ที่สนามบินดอนเมือง เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 60 ระหว่างหลบหนี ซึ่งเป็นคดีที่ดีเอสไอ ได้อนุมัติให้รับกรณีดังกล่าวไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษ ที่ 112/2560 เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 60 หลังมีร้องเรียนจากประชาชนผู้เสียหายจำนวนมากว่า ถูกนายภูดิศหลอกลวงโดยการประกาศโฆษณาชักชวนผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดียทั้งแอปพลิเคชันไลน์ และเฟซบุ๊ก ให้ร่วมลงทุนซื้อแพกเกจคอร์สสัมมนาหลักสูตรความรู้ทางการเงินกับ 2 บริษัทดังกล่าว”
สำหรับรายละเอียดพฤติการณ์ของแก๊ง 18 มงกุฎนี้ รอง ผอ.กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ ดีเอสไอ ระบุว่า บริษัทดังกล่าวมีนายภูดิศเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ โดยอ้างว่าบริษัทมีเป้าหมายทางธุรกิจในการนำเงินลงทุนของผู้เสียหายไปลงทุนในตลาดการซื้อขายเงินตรา โดยตกลงจะจ่ายผลตอบแทนการลงทุนในอัตราร้อยละ 7 ต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 52 สัปดาห์ หรือ 1 ปี
ต่อมาในช่วงระหว่างเดือน ส.ค. 58 - ก.ย. 59 นายภูดิศได้ชักชวนผู้เสียหายให้ร่วมลงทุนใน 5 แพกเกจ คือ 1. Package VIP ลงทุน 108,000 บาท 2. Package Premier ลงทุน 36,000 บาท 3. Package Standard ลงทุน 18,000 บาท 4. Package Mini ลงทุน 9,000 บาท และ 5. Package Micro ลงทุน 4,500 บาท
และหากผู้ลงทุนคนใดสามารถแนะนำบุคคลอื่นให้มาร่วมลงทุนด้วยก็จะได้รับเงินตอบแทนค่าแนะนำตามลำดับชั้น ปรากฏว่าได้มีผู้เสียหายจำนวนมาก ขณะนี้พบว่ามีผู้เสียหายไม่ต่ำกว่า 4,000 ราย หลงเชื่อและโอนเงินร่วมลงทุน ซึ่งในช่วงแรกๆ ผู้เสียหายส่วนใหญ่จะได้รับผลตอบแทนตามที่กำหนด แต่ภายหลังพบว่าเริ่มไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่ตกลง จนท้ายสุดบริษัทดังกล่าวได้ปิดกิจการลง
