- 16 ก.ย. 2560
ติดตามข่าวสารที่ www.tnews.co.th
แค่หลอกเสื้อแดงไปวันๆ!!! "วิรัตน์ กัลยาศิริ" มือกฎหมาย ปชป. ถลก "เต้น-นปช." รื้อ 99 ศพปี 53 หวังฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ต้องการสร้างประเด็น เพื่อหวังผลทางการเมือง เพราะศาลอาญายืนยันว่าไม่เป็นความผิด ถ้าศาลพิจารณาถึงที่สุดแล้ว จะไม่หยิบยกมาพิจารณาซ้ำกฎหมายห้ามฟ้องซ้ำ ขณะที่ผู้สันทัดกรณีทางการเมืองอย่าง พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ออกมาท้าเลยว่า กล้าจริงหรือ แค่เรื่อง "ชายชุดดำ"ก็ตายแล้ว โดย พล.ท.นันทเดช บอกด้วยว่า "มีชายชุดดำอีกชุดหนึ่ง ฮึกเฮิมถึงขั้นใช้อาวุธสงครามนาๆชนิดลอบสังหารนายทหารระดับผู้การกรมจนเสียชีวิต และบาดเจ็บสาหัสไปถึง 4คน รวมถึงการฆ่าประชาชนอีกจำนวนหนึ่ง อย่างหนัาตัวเมีย มีทหารบาดเจ็บมากมาย กล่าวกันว่า ทหารที่ตายและบาดเจ็บ มีจำนวนพอๆกับทหารไทยที่ไปรบในสงครามเวียดนามเลยทีเดียว ขณะที่ อัยการสูงสุดออกมากล่าวถึงเรื่องนี้ล่าสุดวานนี้ว่า “แกนนำแดง” ร้องอัยการสูงสุดสั่ง “ป.ป.ช.” ไต่สวนคดี 99 ศพไม่ได้ เพราะไม่มีอำนาจ
นับเป็นการเรียกแขกแบบขนานแท้ เมื่อนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแดงทั้งแผ่นดิน หรือ นปช. พร้อมพวกตั้งโต๊ะอ้างแถลงติดตามทวงคืนความยุติธรรมคดีสลายแดง 99 ศพ ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี สั่งสลายการชุมนุมใหญ่ของชาวเสื้อแดงเมื่อปี 2553 โดยเขาอ้างว่า เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 99 ศพ และบาดเจ็บนับพัน โดยเขาระบุ จะให้ผู้เสียหายในคดีนี้ ยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดในสัปดาห์หน้า เพื่อให้ส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช. เพื่อไต่สวนความผิดของจำเลยทั้ง 2 อีกครั้งวานนี้นั้น
ล่าสุดต่อกรณีนี้ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายประชาธิปัตย์ ได้ออกมาให้ความเห็นกรณีดังกล่าวว่า นปช.และระบอบทักษิณยืนยันมาตลอดว่า เคารพในกระบวนการยุติธรรม แต่จะเคารพในสิ่งที่ได้ประโยชน์ กรณีนี้ศาลอาญายืนยันว่า ไม่เป็นความผิด เพราะเป็นการปกป้องรักษาบ้านเมือง และกองกำลังผู้ชุมนุมมีอาวุธ เหตุเกิดเพราะผู้ชุมนุมมีการใช้อาวุธปืน และมีด รวมทั้งใช้ไม้ตีเจ้าหน้าที่ ทำให้เจ้าหน้าที่จึงต้องป้องกันตัว ซึ่งศาลพิพากษาครบถ้วน
“การที่ นปช.หยิบเรื่องนี้มาจึงเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ต้องการสร้างประเด็นให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง เพื่อหวังผลทางการเมือง อาจจะสร้างสถานการณ์ไว้รองรับเหตุการณ์ที่จะตามมาหลายเหตุการณ์ เช่น กรณี นายพานทองแท้ ชินวัตร ซึ่งหากไม่ทำผิดก็ไม่ควรต้องกังวล แต่เท่าที่ดูคดีนายพานทองแท้ มีผู้มีอำนาจรัฐออกมาเต้นหลายคนซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก หรืออาจเตรียมการก่อความวุ่นวายในบางสถานการณ์ ดังนั้นผู้ที่มีอำนาจในบ้านเมืองจึงต้องดำเนินการ ระงับยับยั้งและชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจความเป็นจริงว่าคืออะไร และสิ่งที่แกนนำนปช.กำลังพูดนั้นจริงหรือเท็จอย่างไร” หัวหน้าทีมกฎหมาย ปชป. ระบุ
นอกจากนี้ นายวิรัตน์ ยังระบุด้วยว่า การที่ นปช.อ้างว่ามีหลักฐานใหม่ที่ศาลอาญาชี้ว่าการเสียชีวิตจากกระสุนปืนฝั่งเจ้าหน้าที่ สามารถฟ้องใหม่ได้นั้น ศาลก็บอกแล้วว่าใครมีอาวุธก็ต้องว่ากันเป็นหลายบุคคล และพยานที่มีต้องไม่เป็นการตัดต่อเสริมแต่งพยานหลักฐาน ซึ่งเคยเกิดมาแล้วหลายกรณี
"หากนปช.ไปยื่นต่อง ป.ป.ช. ก็สามารถยื่นได้ แต่ ป.ช.ป.คงไม่รับ เพราะคดีจบไปแล้ว เพราะถ้าศาลพิจารณาถึงที่สุดแล้ว จะไม่หยิบยกมาพิจารณาซ้ำกฎหมายห้ามฟ้องซ้ำ และห้ามพิจารณาซ้ำ" นายวิรัตน์ ระบุ
ข้อเท็จจริงโดยเฉพาะเรื่อง "กองกำลังผู้ชุมนุมมีอาวุธ" จากปากนายวิรัตน์ สอดคล้องกับข้อเท็จจริงเรื่อง "ชายชุดดำ" ที่ พล.ท.นันทเดช ระบุไว้ในเฟซบุ๊ค โดยเฉพาะประโยคที่ว่า
"การ์ดของกลุ่ม นปช.คนหนึ่งซึ่งกำลังผลักดันกันอยู่กับทหาร การ์ดคนนั้นได้ล้วงปืนพกออกมายิงใส่ทหารที่ผลักดันกันอยู่ซึ่งๆหน้าล้มลง 2คนกลางวันแสกๆ พอตกค่ำก็เริ่มต้นใช้อาวุธสงครามทุกชนิดประเคนยิงเข้าไปที่กลุ่มทหาร และประชาชนอย่างต่อเนื่อง จนประชาชนย่านนั้นต้องนำทหารที่บาดเจ็บไปซ่อน แค่นั้นไม่พอ กลุ่มชายชุดดำอีกชุดหนึ่ง ฮึกเฮิมถึงขั้นใช้อาวุธสงครามนาๆชนิดลอบสังหารนายทหารระดับผู้การกรมจนเสียชีวิต และบาดเจ็บสาหัสไปถึง 4คน รวมถึงการฆ่าประชาชนอีกจำนวนหนึ่ง อย่างหนัาตัวเมีย มีทหารบาดเจ็บมากมาย กล่าวกันว่า ทหารที่ตายและบาดเจ็บ มีจำนวนพอๆกับทหารไทยที่ไปรบในสงครามเวียดนามเลยทีเดียว (แตกต่างกันตรงที่ ที่ราชดำเนินทหารไม่สามารถใช้อาวุธโต้ตอบฝ่ายตรงข้ามซึ่งรวมอยู่ในกลุ่มประชาชนได้ จึงถูกไล่กระทำเพียงฝ่ายเดียว)
"ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คดีแรกๆท่ีจะฟ้องทหาร เป็นพลเรือนที่ถูกกระสุนปืนความเร็วสูงตายหน้า ร.ร.สตรีวิทย์ 2คน ญี่ปุ่นคนหนึ่ง ฝ่ายที่จะเอาผิดทหาร พยายามเชื่อมโยงว่ากระสุนมาจากฝั่งทหาร แต่ก็ไม่ได้ผล เพราะผลการพิสูจน์ทั้งทางการแพทย์ และรูปภาพในคลิ๊ปวิดิโอ กลับยืนยันได้ว่ากระสุนที่ยิงใส่พลเรือน 2คนจนเสียชีวิตนั้นไม่ได้มาจากฝั่งทหาร นอกจากนั้น ประชาชนอีกคนก็ตายจาก"กระสุน"ที่ทางทหารไม่มีใช้ เรื่องการตายของพลเรือนที่หน้า ร.ร.สตรีวิทยา จึงยุติลงไป แต่ไปจับเอาเรื่องของพลเรือนที่ตายย่านราชประสงค์มาเล่นงานทหารแทน ตอนนี้ก็ยุติไปอีก" พล.ท.นันทเดช ระบุไว้ในเฟซบุ๊ค พร้อมกับท้าให้รื้อฟื้นคดี ตามที่กลุ่ม นปช. ต้องการ โดยบอกว่า "เอากันจริงๆ สักที ไม่งั้นพูดกันไม่รู้จักจบ"
อย่างไรก็ดี นอกจากความเห็นของ 2 ท่านดังกล่าวแล้ว ด้านอัยการสูงสุด (อสส.) ที่ถูกลากเข้ามาเกี่ยวพันกับเรื่องนี้โดยตรง ยังออกมาโต้แบบจะจะวานนี้ว่า อัยการสูงสุดสั่ง “ป.ป.ช.” ไต่สวนคดี 99 ศพไม่ได้ เพราะไม่มีอำนาจ
โดยเเหล่งข่าวจากสำนักงานอัยการสูงสุด ระบุต่อกรณีนี้ว่า เมื่อมีการไต่สวนเเล้วไม่มีพยานหลักฐานใหม่ อันเป็นสาระสำคัญก็ไม่สามารถไต่สวนได้ ส่วนกรณีที่อัยการจะสามารถส่งเรื่องให้ ป.ปช.ไต่สวนได้ จะต้องเป็นกรณีที่มีการส่งสำนวนมาดำเนินคดีบางคน เเละบางคนไม่ดำเนินคดี เเละป.ป.ช.มีการเเจ้งให้อัยการดำเนินคดี ซึ่งหากปรากฎว่ามีคนที่ ป.ป.ช.ไต่สวนเเล้วไม่มีมูล เเต่ อสส.เห็นว่าน่าจะมีหลักฐานใหม่ อสส.ก็สามารถเเจ้งไปที่ ป.ป.ช.ให้หยิบยกขึ้นมาพิจารณาได้ ซึ่งการจะเข้ากรณีเเบบนั้นได้ จะต้องเป็นกรณีที่ ป.ป.ช.ไต่สวนเเล้วส่งให้อัยการพิจารณา แต่ถ้าไม่เคยส่งอัยการเลยเเบบคดีนี้ที่ป.ป.ช.เคยไต่สวนเเล้วคดีไม่มีมูล ให้ตีตกไป
"ผู้เสียหายจะต้องทำเรื่องไปยัง ป.ป.ช.โดยตรง เเละหากคดีนี้ ป.ป.ช.มีพยานหลักฐานใหม่ก็สามารถหยิบยกขึ้นมาได้ ฉะนั้น การที่จะใช้วิธีส่งเรื่องผ่าน อสส.ก็จะต้องพิจารณาด้วยว่า อสส.จะมีอำนาจที่จะส่งป.ป.ช.หรือไม่" เหล่งข่าวจาก อสส. ให้เหตุผล
อย่างที่กล่าวไว้แต่ต้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น ทำให้ตีความเป็นอื่นได้ยาก นอกเสียจากความเคลื่อนไหวของแกนนำ นปช. ในครั้งนี้ ไม่หวังผลทางการเมืองตามที่นายวิรัตน์ ตั้งข้อสังเกต อีกทั้งพวกเขาอาจรู้ทั้งรู้ว่า...การขยับในเรื่องดังกล่าวก็แค่หล่อเลี้ยงมวลชนคนเสื้อแดงไปวันๆ แค่นั้น และหากรื้อฟื้นคดีจริง อาจจะ "เข้าตัว. อย่างมาก ดังที่ พล.ท.นันทเดช ได้เอ่ยปากท้าไว้ว่า "ก็ดีเหมือนกัน หลักฐานหลังจากการสลายตัวของกลุ่ม นปช.ยังมีอีกเพียบเลย จะได้จบ ๆ กันไปเสียที" เอาแค่เรื่อง "ชายชุดดำ" ที่แฝงตัวในผู้ชุมนุม แก๊งแดงก็ตายยกแก๊งแล้ว
ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก : เฟซบุ๊ก "พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์"
