#จบกัน !!! ตำรวจพายิ่งลักษณ์หนีไม่ผิด...!!! เพราะเป็นการหนีก่อนหมายจับ! และไม่ได้พาออกนอกประเทศ...!

ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ อดีต ส.ส.สงขลา และ หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่มีเหตุการณ์ที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมีส่วนเกี่ยวข้องในการพา น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลบหนีการฟังคำพิพากษาในคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปล่อยปละเลยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ของศาลอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมาว่า การที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับพันตำรวจเอก พันตำรวจโท มีข่าวโยงว่ามีส่วนร่วมในการพา น.ส. ยิ่งลักษณ์ ออกจากกรุงเทพฯ ไปส่งที่สถานีรถไฟอรัญประเทศ จ.สระแก้ว นั้น  ซึ่งทาง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ไม่ผิดเพราะเป็นการกระทำก่อนออกหมายจับ ต่อมามีรายงานว่าเป็นแหล่งข่าวจากผู้พิพากษาระบุว่า ไม่ผิดเช่นเดียวกัน ทำให้เกิดความกังวลว่า เมื่อใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายทักษิณไม่ว่าจะเป็น น.ส. ยิ่งลักษณ์ หรือนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็จะมีการออกมาบอกว่าไม่ผิด 

ทั้งนี้ การที่อ้างแหล่งข่าวจากผู้พิพากษานั้นไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะมาตรา 189 ของประมวลกฎหมายอาญา ระบุว่า ผู้ใดช่วยผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดไม่ให้ต้องรับโทษ ถือว่ามีความผิด ซึ่ง น.ส. ยิ่งลักษณ์ ถือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด ป.ป.ช.ชี้มูล อัยการสูงสุดสั่งฟ้อง และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับคำฟ้อง ก็ถือว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นผู้ต้องหากระทำความผิด อีกทั้งไม่ใช่ความผิดลหุโทษ เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจต้องโทษจำคุก 5 ปีหรือ 7 ปี ดังนั้นจึงไม่เกี่ยวว่าจะออกหมายจับหรือไม่ จึงเห็นว่าเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองปั่นเรื่องให้สังคมสับสน เพราะการพาหนีครั้งนี้เป็นการทำผิดแล้ว การอ้างว่ายังไม่มีการออกหมายจับเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง เพราะมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4922/2539 ซึ่งเป็นคดีที่ตำรวจสั่งรถบรรทุกไม้ให้หยุด แต่ตำรวจอีกคนพาหนี ศาลฎีกาตัดสินว่ามีความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 189 ในขณะที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราววงเงิน 30 ล้านบาท มีเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพาคนที่ศาลสั่งห้ามออกนอกประเทศและเป็นคนที่ศาลฎีกาฯกำลังจะอ่านคำพิพากษา ไม่ว่าอย่างไรก็มีความผิด

ขณะที่เเหล่งข่าวซึ่งเป็นผู้พิพากษาศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่มีนายตำรวจขับรถพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงเย็นวันที่ 23 ส.ค.ขณะนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีสถานะเป็นจำเลย ซึ่งตามรัฐธรรนูญบัญญัติไว้ว่า ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษา ให้ถือว่าจำเลยผู้นั้นยังไม่มีความผิด โดยคดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้นัดให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ในวันที่ 25 ส.ค.แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนีไปตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค.ดังนั้น ศาลฎีกาฯ จึงออกหมายจับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปรับนายประกันเต็มตามจำนวน 30 ล้านบาท ในวันที่ 25 ส.ค.และนัดฟังคำพากษาศาลฎีกาฯ อีกครั้งในวันที่ 27 ก.ย.นี้ เวลา 09.30 น.แม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษา ศาลฎีกาฯ ก็จะอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ความหมายคำว่า "หมายจับ" กรณีนี้ คือ การติดตามจับตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ในวันที่ 27 ก.ย.ซึ่งก็ยังไม่มีใครรู้ว่าศาลฎีกาฯ จะพิพากษา น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างไร อาจจะยกฟ้อง ลงโทษจำคุก หรือลงโทษปรับก็ได้

ดังนั้น ตำรวจที่พา น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนี จึงยังไม่มีความผิดในเวลานี้ เพราะแค่พาหลบหนีไม่ไปฟังคำพิพากษา ซึ่งหากวันที่ 27 ก.ย.นี้ ศาลฎีกาฯ พิพากษาลงโทษจำคุกกี่ปีกี่เดือนก็ตาม หรือพิพากษายกฟ้อง หมายจับฉบับเก่าจะสิ้นสุดลงทันที หากศาลฎีกาฯ พิพากษาลงโทษ ศาลก็จะออกหมายจับฉบับใหม่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดตามจับกุม น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาลงโทษตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ส่วนเงินประกันศาลจะยึดเต็มตามจำนวน เพราะถือว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผิดเงื่อนไขการประกันตัว

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า สำหรับนายตำรวจที่พา น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางหลบหนีไปยังจังหวัดชายเเดนนั้น ไม่มีความผิดอาญา เพราะก่อนที่ศาลจะออกหมายจับ ใครหรือบุคคลใดก็ได้ย่อมสามารถพาจำเลยไปที่ไหนก็ได้ภายในประเทศ โดยไม่ได้พาออกนอกประเทศ จึงไม่ถือว่าเป็นความผิด

ส่วนการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแล้วมาประพฤติปฎิบัติตนเช่นนี้ แม้จะไม่ผิดกฎหมาย แต่อาจมีความผิดกฎระเบียบขององค์กรได้ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องภายในองค์กรที่จะมีการดำเนินการจัดการอย่างไร