- 04 ต.ค. 2560
ติดตามรายละเอียด : http://www.tnews.co.th
เหลือเวลาอีกน้อยจริง ๆ สำหรับโอกาสสำหรับของคนไทยที่จะได้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทั้งในฐานะพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ และเป็นพ่อหลวงผู้ทรงพระมหากรุณาธิคุณสูงสุดต่อปวงชนชาวไทย ในโอกาสนี้ในเพจเฟซบุ๊กของพล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหนัาศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) ได้โพสต์ข้อความแสดงความรู้สึกถึงวันเวลาอันสำคัญยิ่งที่กำลังใกล้เข้าถึงทุกขณะในฐานะคนไทยคนหนึ่ง...
ข้อเขียนเมื่อต้นเมษา ๖๐ (วันที่ฝนเริ่มตกลงมา) หลังจากกราบสักการะพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ ๙ แล้ว ผมก็เดินวนอยู่รอบสนามหลวง จากหอประชุมธรรมศาสตร์วนไปทางสะพานพระปิ่นเกล้า กลับมาที่ศาลหลักเมือง ฝนก็เริ่มตกลงมาอีกหนักกว่าเดิม ยกมือไหว้วัดพระแก้ว ศาลหลักเมือง และในหลวงรัชกาลที่ ๙ แล้วน้ำตาพาลจะไหลออกมา พร้อมกับ นึกในใจว่า “มิน่าฝนปีนี้ถึงมาเร็วผิดปกติ” มาตั้งแต่ต้นเมษายนแล้ว เหมือนกับฟ้าก็ยังร้องไห้
การลาจากเป็นวงจรหนึ่งของชีวิตมนุษย์ ที่ทุกคนรู้กันอยู่ในใจรักแค่ไหนก็ต้องพรากจากกันไปในที่สุด ทุกคนจึงทำใจได้สำหรับการจากไปของคนที่เรารัก แต่สำหรับพระองค์แล้ว ดูเสมือนว่าความโศกเศร้าจากราษฎรของพระองค์จะไม่มีวันคลายทุกข์ลงไปได้ หรือพระองค์จะเป็นเทพจริงๆไม่ใช่สมมุติเทพตามที่หนังสือบอกไว้“เสด็จสู่สวรรคาลัย ผองพสกนิกรชาวไทยน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์”
ข้อเขียนเมื่อปลายกันยา ๖๐
ฝนปีนี้ “ดุ” หรือ “เศร้า” กันแน่ เพราะมันทยอยตกต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนเมษายน จนปัจจุบันย่างเข้าเดือนตุลาคม ตกมาได้เกือบ ๖ เดือนแล้วก็ยังไม่ยอมหยุด “ฝนตก เช้า-กลางวัน-บ่าย ตกคล้ายจะหลั่งน้ำตาให้หล้าโลก”คนไทยสูญเสียในหลวงรัชกาลที่ ๙ ไปครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อ ๑๓ ตุลาคม ๕๙ น้ำตาประชาชนแทบจะกลายเป็นสายเลือด ตอนนี้ก็ใกล้จะถึงเวลาที่จะต้องลา จากพระองค์อีกเป็นครั้งที่สองใน ๒๖ ตุลาคมนี้ ประชาชนพากันเดินทางมาเพื่อส่งเสด็จเป็นครั้งสุดท้ายอย่างมากมาย ตลอดช่วงเวลากลางวันจนถึงกลางคืน จนดูเหมือนจะไม่จบสิ้น ไม่ว่าแดดจะร้อนแค่ไหน หรือฝนที่ตกจะหนาวและเปียกมากเท่าใด จำนวนประชาชนของพระองค์ที่รอกราบถวายบังคมพระบรมศพฯกลับไม่ได้ลดน้อยลง มีแต่เพิ่มขึ้นมาอย่างไม่ขาดสายตลอด ๒๔ ชั่วโมง “ฝนที่พร่ำตกลงเอย่างบาบาง ดูอ้างว้างจนแทบจะขาดใจ”
คนไทยทุกคนได้เรียนรู้จากพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ไม่มากก็น้อย พระองค์ทรงรู้เท่าทันโลกาภิวัตน์ที่จะมาพร้อมกับระบบการค้าเสรี ซึ่งมีลักษณะส่งเสริมเอื้อประโยชน์ต่อคนที่มีเงินมากให้มีเงินมากกว่าเดิม พระองค์จึงพระราชทานแนวคิดในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงให้คนไทยนำไปใช้ เพื่อป้องกันผลกระทบในทางลบของระบบโลกาภิวัฒน์มาเป็นเวลาเกือบ ๓๐ ปีแล้ว แม้พวกเราจะทำตามน้อยบ้างมากบ้าง แต่ความรู้ที่พระองค์พระราชทานให้คนไทยในรูปแบบต่างๆ (พระบรมราโชวาท และการทรงงาน) ก็สามารถนำพาให้ประเทศไทยอยู่รอดได้อย่างสง่างามมาจนถึงปัจจุบันนี้
ทฤษฎีว่าด้วย “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้มีพระราชดำริมอบให้แก่ปวงชนชาวไทยไว้ ตั้งแต่ ๓๐ ปีที่แล้ว ไม่เพียงแต่จะกลายเป็นปรัชญาในการดำรงชีวิต การทำงาน และปฏิบัติตน ของประชาชนชาวไทยเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน แนวคิดดังกล่าว ได้รับการสดุดีจากสหประชาชาติ ผ่านการถวายรางวัล”ความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์” (UNDP-Human Development Lifetime Achievement Award)ให้แด่พระมหากษัตริย์ของไทย เป็นการจุดประกาย การใช้ปรัชญา”เศรษฐกิจแบบพอเพียง”ไปสู่อาณาอารยประเทศทั่วโลก เพื่อแก้ไขปัญหาของโลกที่กำลังแออัดด้วยผู้คนซึ่งอาจจะแก้ไขแทบไม่ได้ใน ๑๐ ปีข้างหน้านี้
มนุษย์เราทุกคนต้องรู้จักความผิดหวัง รู้จักความเศร้าโศกเสียใจ แต่ทุกความผิดหวัง ทุกครั้งที่ล้มลง หรือทุกครั้งที่เราร้องไห้ จะช่วยให้เราเข้มแข็งขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ทุกข์ครั้งนี้เป็นทุกข์ที่ใหญ่หลวงนัก เป็นทุกข์ของแผ่นดิน พวกเราคงคิดเหมือนๆ กันว่า พระองค์ท่านคงไม่อยากเห็นพวกเราเป็นทุกข์กันแบบนี้ตลอดไป แต่พระองค์คงอยากเห็น “พวกเราทำตามพระบรมราโชวาทของพระองค์มากกว่า” จำได้ไหมว่าในหลวงรัชกาลที่ ๙ ไม่เคยมีพระราชดำรัสให้พวกเรารักพระองค์ แต่พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสให้พวกเรา ประชาชนของพระองค์ “รักกันเอง” มีสติ และขยันหมั่นเพียร
วันนี้ ห้องพักในโรงแรมทุกชนิดที่อยู่ในรัศมี ๕ – ๖ กิโลเมตรจากสนามหลวง ถูกจองจนเต็มหมดไปนานแล้ว ตั้งแต่เมื่อปลายเดือนเมษายน ๖๐ ตั้งแต่ผมมานั่งทานข้าวกับคุณชบาตานีและผองเพื่อนที่ข้างหอศิลป์ ถนนเจ้าฟ้า วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เวลาที่โศกเศร้าจากเรื่องอื่นๆที่เกิดขึ้นในชีวิตมนุษย์มักจะอ้อยอิ่งเพื่อทรมานเรา จนเสมือนว่าวันเวลาดูช้านาน แต่วันเวลาที่ประชาชนจะได้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ ๙ นั้นรวดเร็วมาก
หลายคนนอนใจว่ายังไงจะต้องได้มีโอกาสมาทันแน่ๆ หลายคนคิดว่ารอให้จำนวนคนน้อยลงไปก่อน หลายคนคิดว่ารอให้ฝนหมดก่อน ฯลฯ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่เป็นอย่างที่คาดเอาไว้ จำนวนคนไม่ได้น้อยลง ฝนก็ยังตกต่อเนื่อง วันเวลาก็ยังคงเคลื่อนที่ต่อไป ดังนั้นจำนวนผู้คนจึงเพิ่มขึ้นมากมายตามลำดับ เพราะเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วที่จะได้เข้าไปกราบพระองค์
แต่ประชาชนอีกหลายแสนคนที่ยังไม่ได้เข้าไปกราบบังคมพระบรมศพฯ ก็ได้รับข่าวดี เสมือนได้รับร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ เมื่อในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ขยายวันในการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ ออกไปอีก ๕ วัน และทรงให้เพิ่มระยะเวลาในการเข้ากราบฯ เป็น ๒๔ ชั่วโมง และยังพระราชทานโอกาสให้ประชาชนสมัครเข้ามาเป็นจิตอาสาช่วยงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนผู้สมัครเกิน ๔ ล้านคนแล้ว แค่นี้ก็พอบอกได้ว่า “คนไทยรักในหลวงขนาดไหน”
อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าในหลวงรัชกาลที่ ๙ จะทรงคอยดูแลประชาชนของพระองค์อยู่ตลอดเวลาบนสรวงสวรรค์ โดยที่บนผืนแผ่นดินไทยนั้นจะมี ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ ทรงดูแลประชาชนแทนพระองค์อยู่คู่กันไปด้วยเช่นเดียวกัน..
