- 07 ต.ค. 2560
ติดตามรายละเอียด : http://www.tnews.co.th
รายงานงานข่าวด่วนจากหน้าเว็บไซด์ของ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ไอเคโอ ซึ่งเป็น องค์กรที่กำกับดูแลมาตรฐานความปลอดภัยของระบบการบินในประเทศต่างๆ ระบุว่าล่าสุดได้มีการปลดธงแดง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ข้อบ่งชี้มาตรฐานการระบบการบินพลเรือนออกจากหน้าชื่อประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจาก เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2558 องค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization :ICAO) “ติดธงแดง” ประเทศไทยบนเว็บไซต์ของ ICAO หลังจากกรมการบินพลเรือนไม่สามารถแก้ไขปัญหา “ข้อบกพร่องที่มีนัยยะสำคัญต่อความปลอดภัย” (Significant Safety Concerns : SSC) (คลิกอ่านข่าวก่อนหน้า : ด่วนสุดๆ..ข่าวดี!!ผลงานชิ้นโบว์แดง บิ๊กตู่ กล้าตัดสินใจผ่าระบบการบิน ICAO ปลดธงแดงหน้าชื่อประเทศไทยแล้ว หลังเผชิญปัญหาหมักหมมมาหลายรัฐบาล?)
ก่อนหน้านั้น พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก ระบุว่า ทางตัวแทนองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ได้ส่งคณะกรรมมาตรวจสอบการแก้ปัญหาของไทย เมื่อ 20-27 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือนของไทย ได้ชี้แจงความคืบหน้าการออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่(เอโอซี)ว่า มีสายการบินที่ผ่านการรับรอง จำนวน 10สายการบิน และได้ตรวจสอบสถานีหลักและการตรวจสอบภาคอากาศ เสร็จแล้ว 5 สายการบิน และอยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสารหลักฐาน 6 สายการบิน การแก้ปัญหาทั้งหมดยังทำอยู่อย่างต่อเนื่องตามขั้นตอน เพื่อเตรียมความพร้อมในการยื่นขอปลดธงแดงของไทย
ส่วนผลการตรวจสอบการแก้ไขข้อบกพร่องที่เป็นนัยสำคัญต่อความปลอดภัยทางด้านการบินพลเรือนของประเทศไทย อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการของไอเคโอ ที่จะแจ้งผลภายในเวลา 30 วัน คาดว่าจะทราบผลภายในเดือนต.ค.นี้ ว่าไทยจะได้รับการปลดธงแดงหรือผ่านมาตรฐานการบินของไอเคโอหรือไม่??
ทั้งนี้ กว่า 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องพยายามอย่างหนักในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการที่ประเทศไทยถูก องค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization :ICAO) ขึ้นธงแดงประกาศปัญหาที่เกิดขึ้นกับมาตรฐานการบินของประเทศไทย ถึงขั้นต้องออกเป็นคำสั่ง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๗/๒๕๕๘ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการกำกับดูแลและพัฒนาการบินพลเรือนของประเทศไทย จัดตั้ง “ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน” (Command Center for Resolving Civil Aviation Issues) เรียกโดยย่อว่า ศบปพ. (CRCA) เป็นศูนย์เฉพาะกิจขึ้นตรงกับ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยมีผู้บัญชาการทหารอากาศเป็นผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการ แก้ไขปัญหาการบินพลเรือน เรียกโดยย่อว่า ผบ.ศบปพ.
จากนั้นจึงมีความเปลี่ยนแปลงในระดับสำคัญของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน่วยงานควบคุมดูแลระบบการบินของไทย แยกเป็น
1.สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) มีฐานะเป็นองค์กรของรัฐที่ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ มีสภาพเป็นนิติบุคคล และมีกฎหมายเฉพาะรองรับการทำงาน ทำหน้าที่กำกับดูแล (Regulator) มาตรฐานการบินและการออกใบอนุญาต จะอยู่ภายใต้กระทรวงคมนาคม
2.กรมท่าอากาศยาน จะเป็นหน่วยงานปฏิบัติ (Operator) อยู่ภายใต้กระทรวงคมนาคม มีฐานะเป็นหน่วยงานราชการ รับผิดชอบบริหารท่าอากาศยานภูมิภาคทั้ง 28 แห่ง อยู่ในความดูแลของกรมการบินพลเรือนเดิม หรือที่จะมีเพิ่มเติมในอนาคต
3.สำนักงานคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ของเรือและอากาศยานที่ประสบภัย
4.สำนักงานคณะกรรมการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย หรือผู้รอดชีวิต มีบุคลากรประมาณ 70 คน
สำหรับปัญหาระบบการบินของไทยถูกระบุว่าเป็นวิกฤตที่ถูกทิ้งคาราคาซังมาตั้งแต่ปี 2548 หรือ ตั้งแต่ยุครัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร และทำให้ภาพลักษณ์ธุรกิจการบินของประเทศเสียหายอย่างร้ายแรง เนื่องจากหลายประเทศมีคำสั่งห้ามสายการบินประเภทเหมาลำของไทยเข้าประเทศในช่วงที่ผ่านมา
โดยกรณีดังกล่าว กัปตันโยธิน ภมรมนตรี อดีตกัปตันสายการบินไทย เคยนำเสนอข้อมูลผ่านคอลัมน์ “เปลว สีเงิน” ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 2 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา ระบุถึงปัญหาที่ ICAO (ไอเคโอ) เข้ามาเข้มงวดกับมาตรฐานการตรวจสอบสายการบินของไทย ว่าส่วนหนึ่งของเหตุที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบาย “Open Sky Policy" สนับสนุนให้เกิดสายการบินของเอกชนรายย่อยๆ โดยเฉพาะสายการบินต้นทุนตํ่า Low Cost Airlines ขึ้นมาใหม่อย่างมากกมายนับตั้งแต่ช่วงปี 2548
ประเด็นสำคัญ คือ นโยบาย "Open Sky Policy" หรือการเปิดน่านฟ้าเสรีดังกล่าว ได้เริ่มขึ้นในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่นำเอาเรื่อง "Open Sky Policy" ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อการลงทุนกับสายการบิน AirAsia ในขณะนั้น โดยรัฐบาลนายทักษิณได้เปลี่ยนกฎหมายการร่วมทุนการจัดตั้งสายการบินของประเทศไทยจากสัดส่วนเดิม 70/30 สมัย TG/SAS มาเป็น 51/49 เพื่อรองรับการลงทุนใน AirAsia และมี "บริษัท กุหลาบแก้ว" ที่มี คุณพงศ์ สารสิน เป็นประธานอยู่ไม่กี่วัน เป็นผู้ถือส่วนต่าง 2% นอกเหนือจากสัดส่วน 49/49 ระหว่างทักษิณและ AirAsia
ต่อมา “คุณพงศ์ สารสิน" ได้ลาออก เพราะคงเห็นแล้วว่า "อาจผิดกฎหมาย" และอาจเห็นประเด็นการขายชาติ จากการใช้เครื่องบิน B737 ธงชาติมาเลเซีย และนักบินสัญชาติมาเลเซียมาบินภายในประเทศไทย ที่สำคัญทุกรัฐบาลในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ได้ให้การสนับสนุนการเกิดของสายการบินต้นทุนตํ่าของเอกชน ทําให้ "กรมการบินพลเรือนไทย" ขาดประสิทธิภาพในการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยตามหลักสากล ICAO
ทั้งนี้เนื้อหาสาระเกี่ยวกับปัญหาของกรมการบินพลเรือน ที่ กัปตันโยธิน ภมรมนตรี นำเสนอ ยังระบุด้วยว่า ใน 10 ปีของการสนับสนุนนโยบาย "Open Sky Policy" เปิดน่านฟ้าเสรี กรมการบินพลเรือนได้เร่งออกใบอนุญาตให้สายการบินสัญชาติไทยมากมายถึง 46 สาย ใครมีทุนหน่อยก็สามารถจัดตั้งสายการบินใหม่ได้ไม่ยาก ชวนต่างประเทศมาหุ้นหาประโยชน์ในประเทศไทยก็ยังทําได้ เช่น "นกสกู๊ต" ของนกแอร์ ที่มีต่างชาติสิงคโปร์ถือหุ้นอยู่ 49% และมีไลเซนพร้อมนักบินสัญชาติสิงคโปร์และเครื่องบินเก่าใช้แล้ว 14 ปี จากสิงคโปร์แอร์ไลน์ เป็นต้น
โดยเฉพาะ "กลุ่มทุนนักการเมือง" และ "ทุนสีเทา" ที่มีอิทธิพล จนกรมการบินพลเรือนต้อง "หลับหูหลับตา" ออกใบอนุญาตให้แถวดอนเมือง เพราะอิทธิพลกดดันในนาม "นโยบายสนับสนุนเอกชน" ของทุกรัฐบาลตามนโยบาย "Open Sky Policy" "กรมการบินพลเรือน" จึงละเลยการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยสากลของ ICAO เพราะขาดงบประมาณและขาดกำลังคน ไม่สามารถตรวจสอบสายการบินต้นทุนตํ่าใหม่ๆ ที่มาขอใบอนุญาตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นที่มาและผลกระทบของปัญหา ICAO ในปัจจุบัน
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนจากความเห็นของ กัปตันโยธิน ภมรมนตรี อดีตกัปตันการบินไทย ซึ่งพยายามชี้ให้เห็นต้นเหตุของปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จากแนวนโยบายภาครัฐ ในยุครัฐบาลทักษิณที่เดินหน้าเปิดเสรีการบิน จนเกินขีดความสามารถในการตรวจสอบของกรมการบินพลเรือน ขณะเดียวกันรัฐบาลต่อ ๆ มาก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น ก่อนท้ายสุด ICAO (ไอเคโอ) จะตัดสินใจใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อระงับยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ที่สำคัญข้อมูลดังกล่าวก็เป็นประเด็นที่สนข.ทีนิวส์เคยนำเสนอมาก่อนหน้านี้แล้วว่า ปัญหาทั้งหมดเป็นผลจากการละเลยในความรับผิดชอบของรัฐบาลแต่ละยุคสมัยที่ผ่านมา เพราะจากข้อมูลมีการยืนยันว่า ICAO (ไอเคโอ) เคยมีการทำหนังสือเตือนกรมการบินพลเรือนมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้งในปี 2552 และ ปี 2554 แต่กลับไม่มีสัญญาณในเชิงตอบรับเพื่อดำเนินการแก้ไข ขณะที่การละเลยปัญหาตั้งแต่ต้นจึงยิ่งทำให้วิกฤตการณ์บานปลาย เนื่องจากช่วงปี 2548 ประเทศไทยเคยมีสายการบินทุกประเภทเพียง 12 สายการบิน แต่ปัจจุบันมีสายการบินเกิดใหม่มากถึง 41 สายการบิน โดยมีการดำเนินบินจริงประมาณ 28 สายการบิน
และการที่ประเทศไทยมีการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจการบินแบบก้าวกระโดด ก็นำมาซึ่งปัญหาการตรวจสอบที่ไร้คุณภาพของกรมการบินพลเรือน เพราะมีการเปิดเผยว่ากรมการบินพลเรือนมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบและออกใบอนุญาตการบินเพียง 12 คนเท่านั้น ท่ามกลางความหวั่นวิตกของ ICAO (ไอเคโอ) มาโดยตลอดเช่นกัน ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของกรมการบินพลเรือนในการตรวจสอบและออกใบอนุญาตให้กับแต่ละสายการบิน จะมีคุณภาพหรือมีมาตรฐานมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่าง พ.ร.บ.เดินอากาศไทย พ.ศ.2497 ก็เป็นกฎหมายที่ใช้มานานถึง 61 ปี โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนแก้ไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
โดยลักษณะหรือกรอบปัญหาที่ ICAO (ไอเคโอ) ประเมินประสิทธิผลการดำเนินงานของกรมการบินพลเรือน ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 8 ด้าน คือ
1. ด้านกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ (Legislation and Regulations : LEG)
2. ด้านหน่วยงานและหน้าที่การกำกับดูแลความปลอดภัย (Organization and safety oversight functions : ORG)
3. ด้านการออกใบอนุญาต ผู้ประจำหน้าที่ (Personnel Licensing; PEL)
4. ด้านการปฏิบัติการบินของอากาศยาน (Aircraft operations : OPS)
5. ด้านสมควรเดินอากาศของอากาศยาน (Airworthiness of Aircraft : AIR)
6. ด้านการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ ของอากาศยาน (Aircraft Accident and Incident Investigations : AIG)
7. ด้านการบริการการเดินอากาศ (Air Navigation Services; ANS)
8.ด้านสนามบินและการช่วยเดินอากาศภาคพื้น (Aerodrome and Ground Aids : AGA)
นอกจากนี้ ICAO (ไอเคโอ) ยังแสดงรายงานผลการตรวจสอบกำกับดูแลความปลอดภัยสากลเชิงลึก ด้วยว่า กรมการบินพลเรือนของไทย สอบตกมาตรฐานที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัย (Significant Safety Concerns หรือ SCC) โดยมีค่าคะแนนเกี่ยวกับกฎเกณฑ์การขนส่งสินค้าอันตรายและมาตรฐานใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ หรือ AOC ไม่ถึง 560 ข้อ จากจำจำนวนเต็ม 1,000 คะแนน
ส่วนประเด็นหลัก ๆ ที่ ของ ICAO (ไอเคโอ) ระบุว่าเป็นข้อบกพร่องของกรมการบินพลเรือนทีมีนัยต่อความปลอดภัยทางการเบิน ประกอบด้วย
1.บทบาทหน้าที่ของ บพ.ซึ่งเข้าข่ายมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะต้องทำหน้าที่ทั้งผู้คุมกฎเกณฑ์หรือ Regulator และผู้ให้บริการ (Operator) ท่าอากาศยานในภูมิภาคอีกนับสิบแห่ง ควรจะแยกอำนาจออกจากกัน
2.จำนวนบุคลากรที่ทำหน้าที่ด้านการตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยที่ไม่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมการบินที่มีการเติบโต และที่สำคัญก็คือ การที่ บพ.ไม่มีการจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปอบรมเพื่อเรียนรู้มาตรฐานที่ ICAO กำหนด แต่กลับมีการออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการสายการบินในประเทศเป็นจำนวนมาก
3.กฎระเบียบและ พ.ร.บ.เดินอากาศของไทยล้าหลัง ไม่มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และมาตรฐานความปลอดภัยที่มีการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมตลอดเวลา โดยระบุว่า การออกข้อกำหนดการปฏิบัติการ รวมถึงการรับรองการปฏิบัติการบินแบบพิเศษ การรับรองย่อยต่างๆ และการดำเนินการตามกฎระเบียบ หลักเกณฑ์ขั้นตอนแนวทางปฏิบัติมีไม่ครบถ้วนและเป็นระบบ ขณะที่หลักฐานรับรองการปฏิบัติการบินแบบพิเศษ เช่น ILs. CAT II/III. และการปฏิบัติการบินแบบ ETOPS ไม่ผ่านกระบวนการรับรองอย่างถูกต้อง
4.ไม่มีการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจากภายนอก มาเป็นที่ปรึกษาหรือให้การอบรมเจ้าหน้าที่อย่างเหมาะสม ดังนั้น ICAO จึงต้องการให้กรมการบินพลเรือนระงับการอนุญาตให้ปฏิบัติการบินแบบพิเศษ กลับมาเริ่มกระบวนการพิจารณาตรวจสอบเพื่อออกใบรับรองใหม่ทั้งหมด รวมถึงระงับการอนุญาตให้ขนส่งสินค้าอันตราย และมาตรวจสอบเพื่อทำการรับรองใหม่เช่นกัน
