ต้องอ่าน.ที่นี่ที่เดียว! เผยเบื้องลึก"น้ำท่วมใหญ่ปี 54" ภัยธรรมชาติหรือภัยการเมือง ที่อ้าง"เอาอยู่-เอาอยู่" สุดท้ายเมืองไทยก็ราพณาสูร..จมมิด

ติดตามข่าวสารที่ www.tnews.co.th

 

อารมณ์ เคนหล้า สำนักข่าว Tnews


....ดูเหมือนความวิตกกังวลเรื่องน้ำท่วมใหญ่จะกลับมาหลอกหลอนคนไทย...โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ อีกครั้ง หลังเมื่อ 2-3 วันก่อนฝนห่าใหญ่ได้กระหน่ำลงมา และทำให้เมืองหลวงหลายท้องที่จมอยู่ใต้บาดาล การจราจรหลายสายเข้าขั้นอัมพาต จนหลายคนหวั่นว่ามันจะเป็นเหมือนน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์หรือไม่...เพื่อค้นหาคำตอบเรื่องนี้ Tnews จะย้อนนำไปสู่ความจริงกรณีนี้เมื่อ 6 ปีก่อน

 

“สถานการณ์สร้างวีรบุรุษฉันใด ก็คว่ำคนที่ถูกอุปโลกน์ให้เป็นวีรบุรุษและ/หรือวีรสตรีจอมปลอมฉันนั้น” ประโยคอมตะนี้พิสูจน์ความจริงอีกครั้ง กรณีน้ำท่วมใหญ่เมืองไทย 2554 เพราะวีรบุรุษและ/หรือวีรสตรี-นารีขี่ม้าขาว (ตามความเชื่อของคนบางกลุ่ม-ซึ่งก็คือคนเสื้อแดง) ถูกน้ำเปลื้องเปลือยตัวตนจนหมดสิ้นในช่วงนั้น ทั้งยังเผยให้เห็นความมักมากทางการเมืองของบางฝ่าย...ที่ทำให้...คนไทย...คือผู้รับชะตากรรมในการทนอยู่กับน้ำท่วมนานานับเดือน...


                
กล่าวเฉพาะฝ่ายหลัง เพราะเธอเป็นผู้นำสูงสุดของฝ่ายบริหาร น้ำท่วมใหญ่หนนั้น ทำเอาเธอแทบจะหมดสภาพความเป็นผู้นำ (อุปโลกน์) ไปในทันที และถึงกับต้องโบ้ยความผิดไปให้รัฐบาลก่อน ซึ่งก็คือรัฐบาลของ "นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เป็นพัลวัน...ทำนองเก็บน้ำไว้เยอะ...จนมาท่วมในยุคของเธอ...ทำนองนั้น 
                

หลายคนคงจำได้...น้ำท่วมหนนั้น...เธอพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ เรือดันน้ำ หญ้าแพรก  โยนหินลงทะเลที่บางโฉมศรีสิงห์บุรี กระทั่งยังหลุดได้แม้แต่คำว่า "พฤศจิกาคม" ซึ่งทำให้คนที่ได้ยินถึงกับอึ้ง และเกิดคำถามขึ้นมาในใจ
                

ความไม่รู้หรืออาจไม่เคยคิดที่จะรับรู้เรื่องราวของเมืองไทยในมิติต่าง ๆ อย่างรอบด้าน...ดังที่ชาวเน็ตวิจารณ์กันอย่างอื้ออึงในช่วงนั้น ทำให้เธอไม่อาจจัดการอะไรได้ภายใต้สภาวะล่อแหลมที่น้ำจ่อจะท่วมประเทศไทยอยู่รอมร่อเช่นนี้ ทุกอย่างยังถูกจัดการไปตามบทที่ถูกบอกมาจากแดนไกลเช่นปกติ ผลคือ น้ำเหนือไหลบ่าท่วมท้นประเทศไทย จนที่ราบลุ่มภาคกลางรวมทั้งภาคเหนือตอนล่างรวมกว่า 20 จังหวัดจมหายกลายเป็นเมืองบาดาลไปเพียงแค่เดือนเศษ
                

และนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ภาพนารีขี่ม้าขาว และการยกยอปอปั้นแบบเกินจริงที่คนอื่นอวยให้แก่เธอมิดหายไปกับสายน้ำด้วยเช่นกัน
                

และจะว่าไปก็เหลือพอ ที่คนเป็นผู้นำจะต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง หากเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบเปลือก ๆ แบบของไทย ที่มองว่าแค่การเลือกตั้งคือทั้งหมดของประชาธิปไตย และต่อให้บริหารผิดพลาดแค่ไหนก็นั่งในตำแหน่งนายกฯ ได้ต่อไป...
                

แต่จะพูดไปทำไมมี เพราะบรรดาลิ่วล้อของพี่ชายผู้หนุนส่งให้เธอเป็นเบอร์หนึ่งของฝ่ายบริหาร กำลังควานหาแพะกรณีนี้กันให้ทั่วไปหมด เรื่องนี้สะท้อนผ่านการเคลื่อนไหวของบรรดาท่านผู้ทรงเกียรติพรรครัฐบาล ที่ออกมาเปิดฉากโทษคนอื่นให้มั่วไปหมด ทั้งข้าราชการกรมชลฯ ผู้อำนวยการเขื่อน ชาวบ้านตามคันกั้นน้ำ รัฐบาลชุดเก่า แต่ที่น่าอดสูที่สุดคือการโยนความผิดไปที่เขื่อนใหญ่ทางภาคเหนือทั้ง 2 แห่ง โดยพยายามปัดความผิดให้พ้นตัวอีกเช่นเคย

 

แต่ดูเหมือนคำแก้ตัวเหล่านั้นจะยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของเธอ และคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของเธอตกต่ำลงไปอีก เพราะผู้มีปัญญาย่อมรู้ได้เองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงแค่ความพยายามปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือ
                

 

อย่างว่าแหละ!!! หากแค่ไม่มืดบอด และกล้ามองกลับไปยังเหตุแห่งความวิกฤติอย่างตรงไปตรงมา จะพบว่าไม่มีทางที่พรรคเพื่อไทยจะปฏิเสธความรับผิดชอบจากกรณีนี้ไปได้ เพราะขณะที่มวลน้ำไต่ระดับความสูงขึ้นไปจนเกือบจะเต็มความจุของอ่าง ล้วนอยู่ในช่วงที่นายกหญิงฯ แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้วทั้งสิ้น (เรื่องนี้สื่อหลายสำนักทำปฏิทินให้ดูอย่างชัดเจน)
               

 ...ที่จริงเค้าลางแห่งหายนะก่อตัวขึ้นทันทีที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมาด้วยซ้ำ...เพราะนั่นเท่ากับเป็นการหยุดทุกอย่างของประเทศเอาไว้ เพียงเพื่อสั่งทุกองคาพยพในสังกัดเร่งเดินเครื่องรีบปลดล๊อคให้แก่พี่ชายผู้เร่ร่อนอยู่ต่างแดน ไม่เว้นแม้กระทั่งปัญหาอุทกภัยที่เริ่มสำแดงตนให้เห็นบริเวณภาคเหนือตอนล่างก็ยังถูกละเลย
                

ขณะทุกอย่างดำเนินไปแบบไม่มีสะดุดจนใครก็ไม่อาจขัดขวาง พร้อม ๆ กับนโยบายประชานิยมรอบใหม่ก็เดินหน้าเต็มสูบ ธรรมชาติที่ร้องเตือนมาตั้งแต่ต้นก็ส่งสัญญาณรุนแรงมากขึ้นทุกที เรื่องนี้ถูกแจ้งเตือนอยู่บ้างในระดับปฏิบัติคือกรมอุตุฯ แต่ถูกเพิกเฉยอย่างสิ้นเชิงจากระดับบริหาร (เพราะมันไม่สนองความต้องการของนายใหญ่ในห้วงนั้น) ซ้ำร้ายยังดูเบาสถานการณ์-แก้ปัญหาน้ำท่วมด้วยการตลาดอย่างที่ตนถนัด คือ ประกาศให้อำเภอบางระกำเป็น "บางระกำโมเดล" และ จ. อุดรธานีเป็น "อุดรฯ โมเดล" โดยชาวบ้านที่ลอยคออยู่ในน้ำแทบนึกไม่ออกเลยว่า สิ่งที่รัฐบาลทำคืออะไรกันแน่
                

 

การเพิกเฉยต่อสิ่งที่ธรรมชาติร้องเตือน ประกอบกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมแบบลวก ๆ อันเป็นต้นเหตุแห่งหายนะใหญ่หลวงนั้น ไม่อาจตีความเป็นอื่นได้เลยนอกจากความเห็นแก่ตัวทางการเมืองของคนบางกลุ่ม เพราะการร้องเตือนของกรมอุตุฯ ระบุชัดว่า หากไม่รีบพร่องน้ำ และกักเอาไว้จนเกินระดับจะส่งผลร้ายต่อคนทางตอนล่างมากแค่ไหน แต่น่าเสียดายนักการเมืองคือนักการเมือง พวกเขาเลือกที่จะไม่ทำอะไรหากไม่ได้คะแนนเสียง และไม่พูดถึงมวลน้ำก้อนมหึมาที่จ่อคอหอยประเทศไทย


ฯพณฯ ท่านเลือกที่จะเก็บน้ำเอาไว้ และร่วมกันหวังไปไกลถึงขั้น หากการเก็บน้ำนั้นไม่เกิดการพลิกล็อคใดจะส่งผลดีถึง 2 ชั้น หนึ่งคือ คะแนนจากการที่น้ำไม่ท่วมผืนนาที่รอเก็บเกี่ยวเข้าโครงการรับจำนำข้าวในล็อตแรก และสองความพอใจจากการมีน้ำที่จะปักดำข้าวกล้าในรุ่นถัดไปย่อมนำคะแนนมาให้ในชั้นสอง...


แต่อย่างว่า...คนคำนวณอาจไม่สู้ฟ้าลิขิต เมื่อหลักคิดไม่ดีฟ้าฝนย่อมไม่เป็นใจ และดูเหมือนจะดับฝันทุกอย่างของนักการเมืองลงไปอย่างสิ้นเชิงด้วย กล่าวคือ หลังจากที่พายุ "นกเตน" ผ่านไปได้ไม่นาน พร้อมกับน้ำเหนือเขื่อนที่เริ่มขยับสูงขึ้น ปรากฏการณ์ลานิญญ่าบริเวณชายฝั่งทะเลจีนใต้ก็ส่งพายุ "ไห่ถาง เนสาด และนาลแก" เข้ามาเยือนเมืองไทยอีก 3 ลูกซ้อนในเวลาไล่เลี่ยกัน ไม่ต้องปราดเปรื่องก็คงพอจะเดาได้ว่า การไม่ยอมพร่องน้ำเตรียมตัวไว้แต่เนิ่น ๆ (นับแต่ที่กรมอุตุฯ กรมชลฯ ร้องเตือน) กอปรกับการแก้ปัญหาอุทกภัยแบบการตลาดตามโมเดล 2P2R ย่อมส่งผลให้ประเทศไทยไม่อาจหลีกเลี่ยงหายนะครั้งนี้ได้เสียแล้ว เมื่อปริมาณน้ำเหนือเขื่อนค่อย ๆ ไต่ระดับจนเต็มความจุอ่าง และทำท่าว่าจะล้นเกินในเวลาไม่นาน...
                
เมื่อจวนตัวจนไม่อาจควบคุมปริมาณน้ำได้อีกต่อไป ฯพณฯ ท่านทั้งหลายจึงสั่งให้เร่งระบายน้ำจากเขื่อนทุกเขื่อนพร้อมกัน ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมไม่ได้ศึกษาผลกระทบที่จะเกิดกับคนทางตอนล่างอย่างรอบคอบอีกเช่นเคย
                

...ผลคือ น้ำเหนือจำนวนมหาศาลไหลบ่าท่วมท้นประเทศไทยจนกลายเป็นเมืองบาดาลกินอาณาบริเวณกว้างขวางไร้ขอบเขต ความเชี่ยวกรากของสายน้ำยังทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เดินทางไปถึง ความพยายามที่จะต้านทานตามแนวจุดสกัดต่าง ๆ ดูจะไร้ผลทุกแนวทาง เมื่อไม่อาจต้านทานมวลน้ำที่รุกคืบเข้ามาได้ก็ประกาศตั้งกรรมการฯ ชุดใหม่ซ้ำซ้อนกับที่มีอยู่เดิม จนชาวบ้านพากันงงว่า แล้วชุดเก่าไม่ได้ทำอะไรเลยหรือ...
                

 

น่าเศร้ายิ่งมวลน้ำแสดงพลานุภาพ การทำงานของรัฐบาลกลับยิ่งสับสนสะเปะสะปะ แทบจะขาดไร้ซึ่งยุทธศาสตร์หลักในการจัดการ ที่สำคัญวางคนผิดฝาผิดตัวกับเนื้องานมาตั้งแต่ต้นทำให้ทุกอย่างดูไร้ทิศทาง ที่สุดสถานการณ์ก็ยิ่งเลวร้าย ถึงขั้นแม้แต่ศูนย์บัญชาการใหญ่ที่ "ดอนเมือง" ก็ยังรักษาไว้ไม่ได้ ต้องระเห็จหนีน้ำไปอยู่ตึกใหม่แถวลาดพร้าว ทั้งที่ย้ำแล้วย้ำอีกว่าจะไม่ย้ายไม่ย้าย-ไม่ย้าย ปล่อยให้ของบริจาคสู้ภัยน้ำท่วมลอยเกลื่อนจนเต็มพื้นที่ ประจานความว่างเปล่าทางปัญญาด้านการจัดการในภาวะวิกฤติอย่างหมดเปลือก
                
อย่าว่าแต่ก่อนที่ทัพน้ำจะมาประชิดเมืองหลวงจนต้องอพยพผู้คนโกลาหลกันไปทั้งเมือง ทุกจุดที่มวลน้ำเคลื่อนผ่านล้วนได้รับคำโป้ปดไปวัน ๆ ว่า "เอาอยู่-เอาอยู่" ที่สุดก็ราพณาสูรไปด้วยกันทั้งหมด
                

ทั้งนี้ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการหาประโยชน์บนคราบน้ำตาประชาชน ด้วยการเบียดบังเอาของบริจาคไปแปะชื่อหาเสียงอย่างไม่ละอายตั้งแต่ช่วงแรก ๆ จนผู้คนต่างพากันเบือนหน้าหนีเมื่อทราบข่าว แต่ผู้นำรัฐบาลกลับเงียบเป็นใบ้กิน ปล่อยให้สมุนออกมาแก้ตัวแบบข้าง ๆ คู ๆ ขัดกับภาพที่ชาวบ้านรู้เห็นผ่านสื่อ
                

ดูเหมือนนาทีนี้ทุกฝ่ายยกเว้นสาวกเสื้อแดงผู้มืดบอดจะเห็นตรงกันแล้วว่า นารีขี่ม้าขาวที่พยายามอุปโลกน์นั้นเป็นเพียงแค่เรื่องโกหกจากผู้เขียนบทที่อยู่แดนไกลเท่านั้น...ไม่ว่าใครก็ไม่อาจโต้แย้งความจริงข้อนี้ได้อีกแล้ว แม้แต่กองทัพผู้ก้มหน้าก้มตาทำงานตามรัฐบาลสั่งยังไม่อาจนิ่งเงียบได้ ออกมาชี้ให้เห็นความล้มเหลวงของผู้นำฯ ด้วยข้อสรุปที่ตรงใจคนถึง 12 ข้อใหญ่ (เรื่องนี้คงต้องให้ผู้อ่านค้นข่าวเก่าเอาเอง...เพราะยาวมาก)
                

แต่ยังก่อน...แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึงขนาดไหน และมหากาพย์วิกฤติน้ำท่วมใหญ่ยังเดินทางมาไม่ถึงฉากสุดท้าย เพราะมวลน้ำทั้งหมดยังไม่ไหลลงสู่ทะเล ความเดือดร้อนยังแผ่ซ่านไปทุกหย่อมหญ้า ผู้ประสบภัยบางกลุ่มยังคงต้องเขียมอาหารการกิน เพราะเกรงว่าจะอยู่ไม่รอดจนกว่าน้ำจะลด แต่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ หญิงกลับข้ามไปพูดถึงการใช้เงินจำนวนมหาศาลถึง 9 แสนล้านบาท เพื่อทำประเทศให้เป็น NEW THAILAND ...ทั้งที่มีเรื่องเฉพาะหน้าให้ทำอีกตั้งมากมาย
                
น่าเศร้า...ท่ามกลางซากปรักหักพังของบ้านเมืองจากภัยน้ำท่วม รัฐบาลภายใต้การนำของเธอยังพยายามแก้ตัว และโกหกประชาชนด้วยวิธีการตลาดอย่างที่ถนัดเช่นที่เคยทำมาเช่นทุกครั้ง และทำให้หลายคนที่ประสบภัยต้องเอ่ยปากออกมาอย่างเหลืออดว่า น้ำท่วมใหญ่เมืองไทยหนนั้น เกิดจากความอ่อนด้อยของคนบางคน และจากน้ำมือของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "นักการเมือง" เกือบทั้งสิ้น
                

อนึ่ง แม้ข้อครหานี้จะถูกตีตกไปแล้ว เพราะเมื่อช่วงกลางปี 2557 หรือหลังเหตุการณ์ผ่านพ้นมาได้ 3 ปี ศาลปกครองกลางจะยกฟ้อง กรณี  "น.ส.ยิ่่งลักษณ์" บริหารจัดการน้ำผิดพลาดจนท่วมใหญ่ ปี 54 ดังกล่าว อีกทั้งต่อมาช่วงเดือนกันยายน 2560 ที่ผ่านมา "ป.ป.ช." จะมีมติ "ตีตก" คดีนี้ รวมทั้งยกประโยชน์ให้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" และคนอื่น ๆ อีก 2-3 คน ในกรณีเดียวกันนี้อีกครั้ง หลัง ป.ป.ช. มีมติแต่งตั้งอนุกรรมการไต่สวนคดีดังกล่าวอีกครั้งเมื่อช่วงกลางปี 2559 เพราะมองว่า...เป็นเรื่องของภัยธรรมชาติก็ตาม 


แต่หากพูดกันอย่างตรงไปตรงมา ท่ามกลางภัยธรรมชาติที่ถาโถมคุกคามชีวิตคนไทยช่วงนั้น...ใครจะกล้าปฏิเสธว่า....ไม่มีการแฝงฝังผลประโยชน์ทางการเมืองของบางพรรคฯ บนความทุกข์ยากของคนไทยในช่วงนั้น...ซึ่งหากไม่โกหกตัวเอง...ทุกคนที่ประสบภัยก็คงได้ประจักษ์กับสายตาตนเองแล้ว

 

ปรับปรุงแก้ไขจาก : การเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2554 ผ่าน BLOG OK NATION