- 19 ต.ค. 2560
ติดตามข่าวสารที่ www.tnews.co.th
นับว่าเรียกสายตาคอการเมืองทุกคู่กลับมาจับจ้องที่ตัวเองทันที หลังเงียบหายไปพักใหญ่ สำหรับ "ลูกโอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร" บุตรชายหัวแก้วหัวแหวน "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกฯ ผู้อื้อฉาว เมื่อเจ้าตัว-พร้อมพวก ย่องเงียบเข้าพบพนักงานสอบสวน DSI รับทราบข้อหา "คดีฟอกเงินแบงค์กรุงไทยฯ" พร้อมรับสภาพ "ผู้ต้องหาเต็มตัว" หลัง DSI แจ้งข้อหาให้ทราบแม้เจ้าตัว รวมทั้งคนอื่น ๆ จะให้การปฏิเสธทุกอย่าง และขอพิสูจน์ตัวผ่านกระบวนการยุติธรรม เรื่องนี้นับว่าน่าจับตาอย่างยิ่ง เพราะคดีของ "ลูกโอ๊ค" นั้นถูกแช่แข็ง และยื้อยุดฉุดกระชากมานานนับ 10 ปี จนจะหมดอายุความอยู่รอมร่อในกลางปี 2561...และต่อจากนี้...เมื่อลูกชายของนายใหญ่เดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม...จึงน่าจับตาว่า... ปลายทางของคดีจะเป็นเช่นไร...จะรอดหรือร่อแร่...หรือจะซ้ำรอยที่ "พ่อและอาสาว" ประพฤติไว้คือ เผ่นแน่บไป และทิ้งไว้แต่คำถามให้คนไทยเถียงกันไม่รู้จบ
วานนี้ มีข่าวน่าสนใจยิ่งชิ้นหนึ่ง นั่นคือ การเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน DSIเพื่อรับทราบข้อหาของ "นายพานทองแท้ ชินวัตร" บุตรชาย "นายทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกฯ ผู้อื้อฉาว รวมทั้งคนใกล้ชิดตระกูลชินวัตรอีก 3 คนทั้ง นางเกศินี จิปิภพ นางกาญจนาภา หงษ์เหิน และนายวันชัย หงษ์เหิน ในข้อหาฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย ให้กับกลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร และถือว่ามาก่อนเวลานัดในวันที่ 24 ต.ค.เสียด้วย
พักหลัง "นายพานทองแท้" แทบจะไม่ส่งเสียงใด ๆ เลย หลังจาก ป.ป.ง. มีมติส่งไม้ต่อให้ DSI ดำเนินคดีกับเขาในข้อหา "ฟอกเงิน" ดังกล่าว แม้ช่วงเดือนที่ผ่านมา "ทักษิณ" ผู้พ่อส่อจะโดนข้อหาหมิ่นเบื้องสูงตามมาตรา 112 ซึ่งปกติเขาคงเคลื่อนไหวแล้ว...แต่ก็เปล่า...มีเพียงน้องสาวเท่านั้นที่ขยับในเรื่องนี้...หลายคนคิดด้วยซ้ำว่า...เขาคงเผ่นหนีไปแล้ว ดังนั้น การที่จู่ ๆ โผล่มาที่ DSI วานนี้...จึงน่าสนใจยิ่ง
การมารอบนี้ หลังถูกแจ้งข้อหา และต้องยอมรับสภาพ "ผู้ต้องหาไปแบบเต็มตัว" และเจ้าตัวให้การปฏิเสธทุกอย่าง ทั้งยังหนีบ นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรมยุคยิ่งลักษณ์ มาในฐานะหัวหน้าทีมกฎหมายเพื่อแก้ต่าง ก็ยิ่งทำให้หนทางข้างหน้าของลูกชายนายใหญ่น่าจับตาไม่แพ้ พ่อ และ อาสาวยิ่งลักษณ์ทีเดียว โดยวานนี้ฝั่งทนายความของนายพานทองแท้ระบุด้วยว่า ขอเวลา 30 วัน ไปรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อใช้ต่อสู้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ หากหลักฐานมีจำนวนมาก อาจขอขยายเวลาเพิ่มอีกสักเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม แม้ฝั่งพานทองแท้จะยืนยันถึงความบริสุทธิ์ และพร้อมจะต่อสู้คดี ในอีกด้านหนึ่ง ทาง DSI ก็มั่นใจในพยานหลักฐานว่าสามารถเอาผิด และส่งฟ้องได้ก่อนหมดอายุความกลางปี 2561 แน่ โดย พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดี DSI เคยระบุถึงเรื่องนี้ว่า พนักงานสอบสวนมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหา และจะเร่งดำเนินการส่งสำนวนต่ออัยการ ให้ยื่นฟ้องศาลทันในอายุความที่จะหมดในช่วงปลายปี 61 อย่างแน่นอน
ว่าไปแล้ว...ดูเหมือนต่างฝ่ายต่างมั่นใจในหลักฐานของตนเอง ซึ่งนั่นยิ่งทำให้คดีนี้น่าสนใจเป็นเท่าทวีคูณ ส่วนปลายทางของคดีจะลงเอยเช่นไร คงยังไม่มีใครสามารถไปล่วงรู้ได้ เพราะยังเหลือเวลาต่อสู้ในชั้นศาลอีกยาวนาน (หากคดีขึ้นสู่ศาล) หรือในอีกแง่มุมหนึ่ง...คดีอาจตกไปในชั้น DSI นี้เลย...ด้วยหลักฐานการแก้ข้อกล่าวหาของ "นายพานทองแท้" ฟังขึ้น...เหนืออื่นใดก็คือ อย่าลืมว่า คดีนี้ถูกแช่แข็ง และยื้อยุดฉุดกระชากมานานนับ 10 ปี และหากยอมรับกันแบบตรงไปตรงมา ก็ต้องบอกว่า อิทธิพลของ "ระบอบทักษิณ" นั้นยังแน่นหนาในสังคมไทย เหตุนี้จึงต้องช่วยกันจับตาคดีนี้อย่างใกล้ชิด
หรือไม่หากมองในแง่ร้ายที่สุด...เมื่อประเมินดูแล้ว ทั้งในข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายคงไปต่อไม่ไหว...นายพานทองแท้...อาจล่องหนหายตัวไป เช่นกับที่ “พ่อ” และ “อาสาว” เคยกระทำเป็นแบบอย่างมาแล้ว...นั่นก็สามารถเป็นไปได้ทั้งนั้น ..เพราะก็เคยมีผู้สันทัดทางการเมือง วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่า "เส้นทางนายพานทองแท้นั้น ออกได้ทุกหน้า และหากต้องหลบหนีจริง ๆ ก็ใช่ว่า...จะเป็นไปไม่ได้ เพราะลูกน้องคนอื่นอาจเสี่ยงได้ แต่ลูกชายตนเองทักษิณคงไม่เสี่ยง" ดังนั้น นับจากนี้ก็ต้องรอดูท่าทีของ "นายพานทองแท้" แบบห้ามกะพริบตา
