จี้“พระสังฆาธิการ"!! สนองพระปรารภ“สมเด็จพระสังฆราช”..บันไดขั้นแรกแห่งการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาได้เกิดขึ้นแล้ว!!??

จี้“พระสังฆาธิการ"!! สนองพระปรารภ“สมเด็จพระสังฆราช”..บันไดขั้นแรกแห่งการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาได้เกิดขึ้นแล้ว!!??

ความถดถอยของ”วงการสงฆ์”  ที่ถูกกระทำโดยพระสงฆ์ สามเณรบางกลุ่มมบางรูปที่ผ่านมาแม้จะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ แต่นานวันความถดถอยเหล่านั้นกลับขยายเป็นวงกว้าง อย่างเห็นได้ชัด ความเสื่อมเหล่านี้ปัจจัยสำคัญหลักมาจากพฤติกรรมตัวพระสงฆ์  เรามักได้เห็นข่าวคราวควาเหลวแหลกออกมาเป็นประจำ พระสงฆ์ตั้งวงดื่มเหล้า เคล้านารี หรือแม้แต่พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ “พระตุ๊ดเณรแต๋ว” รวมไปถึงการบิดเบือนพระธรรม คำสั่งสอนต่างๆ เพิ่มพูนกิเลสสร้างวัตถุมงคล  อวดอ้างอุตริ หาวิธีการมาจูงใจคนให้ทำบุญด้วยหวังผลอย่างหนึ่งอย่างใดบางวัดซ้ำร้ายไปกว่านั้นสร้างเทพเจ้าขนาดใหญ่ขึ้นในวัดเพื่อหวังให้คนมาสักการะวัดก็จะได้ผลประโยชน์ติดตามมา ตกต่ำไปตามกัน!! จนหลายเหตุการณ์ทำให้ชาวบ้านสุดทน!  ฮือประท้วงขับไล่พระออกนอกวัดก็เกิดขึ้นมาแล้ว

 

ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่นานนัก สมเด็จพระพุฒาจารย์สนิท ชวนปัญโญ เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม กรรมการมหาเถรสมาคม หรือ มส. ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ได้มีคำสั่งให้พระสังฆาธิการตรวจสอบพฤติกรรมและลงโทษพระภิกษุสามเณรในปกครอง เพื่อแก้วิกฤตสงฆ์ที่มีความเสื่อมเสีย อันก่อให้เกิดความไม่เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา โดยได้มีการออกกฎระเบียบข้อห้าม 9 ข้อ อาทิห้ามแสดงพฤติกรรมไม่สอดคล้องเพศกำเนิด ห้ามวิพากษ์วิจารณ์เรื่องต่าง ๆ อย่างไม่เหมาะสม ส่อยั่วยุ ปลุกปั่น ก้าวร้าว กระทบกระเทือนความมั่นคงต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  หรือ ห้ามติดแผ่นป้ายโฆษณาพระพุทธรูป พระเครื่อง วัตถุมงคล เทวรูป อ้างอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์

ล่าสุดมหาเถรสมาคม หรือมส.ได้รับสนองพระปรารภสมเด็จพระสังฆราช โดยมีมติแจ้งไปยังเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัด พระสังฆาธิการทุกระดับ และพระอุปัชฌาย์ทั่วประเทศ ให้เข้มงวดพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม รวมถึงเรื่องการคัดกรองผู้เข้ามาขออุปสมบทในพระพุทธศาสนา โดยให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และให้มีผลโดยทันที โดยไม่ต้องรอรับรองผลการประชุม  มส.ยังมีมติแต่งตั้งคณะทำงานในการร่างหลักเกณฑ์สำหรับการบวชพระใหม่ โดยจะต้องมีการกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำว่า จะต้องบวชกี่วัน รวมถึงการจัดทำหลักสูตรที่จะต้องให้พระบวชใหม่ได้ศึกษาระหว่างการบวช ที่สำคัญคำสั่งนี้ยังจี้ไปที่ “พระสังฆาธิการทุกระดับ” หากพระสังฆาธิการไม่ปฏิบัติตามให้เจ้าคณะผู้ครองพิจารณาโทษตามจริยาพระสังฆาธิการได้ทันที

หลายคนสงสัยว่าทำไม คำสั่งดีๆแบบนี้ทำไมถึงไม่ออกมาเสียตั้งนาน ปล่อยเวลาให้เลยผ่านทำไม สาเหตุเพราะ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) ทรงปรารภในที่ประชุมว่า สมควรที่กรรมการมส.กำหนดวิธีดำเนินการให้พระภิกษุ สามเณร ประพฤติปฏิบัติตนให้มั่นคงในพระธรรมวินัย สมฐานะผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา ให้คณะสงฆ์เป็นที่นับถือศรัทธาต่อสังคมไทย อีกทั้งที่ผ่านแม้ พระองค์ทรงได้รับสถาปนาเมื่อต้นปีมาแล้ว แต่ในข้อเท็จจริงทีมงาน กรรมการมส. ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นกลุ่มก้อน ขั้วอำนาจเดิมๆอยู่ นั่นเอง ประจวบเหมาะการกลับมาของพ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หลังจากพระเถระชั้นผู้ใหญ่และฆราวาสบางสายเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนตัว ผอ.พศ. มาตลอด เนื่องจากไม่พอใจที่ พ.ต.ท.พงศ์พร เดินหน้าตรวจสอบการทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัด และเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม แต่แน่นอนว่าการกลับมาในครั้งย่อมดีและมั่นคงกว่า  เดินหน้าสู่การปฏิรูปวงการผ้าเหลือง นำพาไปสู่การแก้พ.ร.บ.สงฆ์. เรียกวิกฤตศรัทธา รักษาไว้ซึ่งแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา และนี่คือบันไดขั้นแรกแห่งการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาได้เกิดขึ้นแล้ว