เปิดแผนแก้วิฤกตราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ “ลักษณ์” เผยแผนยั้งยืน ยกแผน “ข้าวโมเดล” ทำsupply ให้สอดคล้องกับ demand !!!

เปิดแผนแก้วิฤกตราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ “ลักษณ์” เผยแผนยั้งยืน ยกแผน “ข้าวโมเดล” ทำsupply ให้สอดคล้องกับ demand !!!

    จากกรณีที่ พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงมาตราการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรชาวนาว่า 
“ครม.ได้มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ปีการผลิต 2560/2561 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 19 ก.ย.60 ประกอบด้วย 3 โครงการ คือ

1) โครงการสินเชื่อชะลอขายข้าว มอบสินเชื่อแก่ชาวนาสัดส่วนร้อยละ 90 ของราคาตลาด ผ่าน ธ.ก.ส. ระยะเวลาดำเนินการ 1 พ.ย.60 - 30 ธ.ค.61 และยังจ่ายค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว 1,200 บาทต่อไร่ ไม่เกิน 10 ไร่ และค่าเก็บรักษาข้าวเปลือกในยุ้งฉาง 1,500 บาทต่อตัน

2) โครงการให้สินเชื่อกลุ่มสหกรณ์ กลุ่มสถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน เพื่อทำหน้าที่รวบรวมข้าวจากชาวนาและนำไปแปรรูป ในอัตรา 12,000 บาทต่อตัน และรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ส่วนหนึ่ง ระยะเวลาดำเนินการ 1 ต.ค.60 - 30 ก.ย.61 3) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้กับโรงสีข้าวในอัตราร้อยละ 3 เพื่อรวบรวมข้าวจากเกษตรกรเก็บไว้ในสต็อก 2 - 6 เดือน”

   ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นห่วงการให้ข่าวที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่า รัฐบาลนิ่งเฉย หรือไม่ได้ดำเนินการใด ๆ โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานติดตามข่าวที่เกี่ยวข้องกับงานของตน และชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนให้ทันต่อสถานการณ์

 

    พร้อมกับย้ำว่า การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวและยางพารานั้น รัฐบาลไม่ต้องการทำแค่ระยะสั้นเท่านั้น โดยจะต้องมองไปถึงการแก้ไขทั้งระบบเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว เช่น ปฏิรูปข้อมูลที่ดินเพื่อการเกษตร ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมแปรรูปผลผลิต ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตด้วยเกษตรกรแปลงใหญ่ ดูแลสวัสดิการชาวนา ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุน พัฒนาช่องทางตลาดอย่างทั่วถึง ฯลฯ

    สำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าวดังกล่าวข้างต้น รัฐบาลได้เห็นชอบวงเงินช่วยเหลือทั้งสิ้น 87,216.17 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคาข้าวและดูดซับข้าวออกจากระบบได้ราว 12.5 ล้านตัน จากปริมาณข้าวที่จะออกสู่ตลาด 26 – 27 ล้านตัน
ล่าสุดนายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดเผยว่า..จากการที่นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แบ่งงานให้รัฐมนตรีช่วยว่าการทั้งสองท่าน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว. ส่วนตนดูแลทางด้านการผลิตทั้งหมด. ไม่ว่าจะเป็นด้านข้าว ปศุสัตว์ ด้านยาง  ยกตัวอย่างในเรื่องข้าว คิดว่าพืชอื่นๆจะใช้หลักการแนวนี้ ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์  ก็ทำงานกันอย่างใกล้ชิดภายใต้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ซึ่งมีพณฯท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน ได้มีการดูข้อมูลทางด้านปริมาณข้าวเปลือก ปริมาณข้าวสาร ทางด้านความต้องการและนำมาวางแผนเป็นการดูครบทั้งวงจรยกตัวอย่างเช่นในปี 2560 ปีการผลิตได้มีการวางแผนกันว่าจะมีการปลูกข้าวนาปีทั้งหมด 58.6 8ล้านไร่คาดการณ์เราจะมีข้าว ออกมา 24.34ล้านตัน เป็นข้อมูลเบื้องต้นตอนที่เราทำแผน ประมาณการกันแล้วเราก็มีการประเมินสถานการณ์ในทุกระยะซึ่งขณะนี้ข้าวก็ถึงช่วงของการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้วก็มีการประเมินกันว่าหลังจากที่มีการเกิดอุทกภัยในบางพื้นที่ปริมาณข้าวก็จะไม่ถึง 24.3 4 ล้านตัน อยู่ที่ประมาณ 22 - 23ล้านตัน  (ข้าวเปลือก) เป็นข้อมูลจะมาดูกันว่าจะนำเทียบกับข้อมูลที่ต้องการใช้ได้อย่างไร ซึ่งปรากฏว่าข้อมูลข้าวเปลือกนาปี22 - 23ล้านตัน ออกมาเป็นข้าวสารประมาณ12ล้านตัน ซึ่งเราใช้บริโภคภายในประเทศ 8 ล้านตัน เพราะฉะนั้นจะเหลือข้าวส่งออกเป็นข้าวสารประมาณ 4 ล้านตัน

    ซึ่งตรงนี้ได้หารือกับทางกระทรวงพาณิชย์อย่างชัดเจนว่า ขีดความสามารถในการส่งออกของประเทศเราอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ ซึ่งก็น่าจะอยู่9-10ล้านตันข้าวสาร ดังนั้นจะมาเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการข้าวรอบต่อไป คือข้าวนาปรัง ว่าเราควรจะปลูกข้าวนาปรังอยู่ในระดับกี่ล้านไร่ ถึงจะทำให้อุปสงค์ demand ความต้องการที่จะบริโภคทั้งภายในภายนอกประเทศ กับอุปทาน supply มันสมดุลกัน อยู่พอดี ไม่มีปัญหากดดันในเรื่องของราคาต่ำเกินไป เราอาจจะต้องปลูกข้าว นาปรังอยู่ที่ประมาณ9-10 ล้านไร่ ซึ่งตรงนี้ก็จะกลับมาเป็นหน้าที่ของตน นั่นก็คือกระทรวงเกษตร ว่าถ้าเป็น9-10 ล้านไร่พื้นที่ที่มีความเหมาะสมกับการปลูกข้าวนาปรังนั้นอยู่ที่ไหนบ้าง สนับสนุนให้มีการใช้พันธุ์ดี สนับสนุนให้ทำเกษตรแปลงใหญ่เพื่อที่จะลดต้นทุนในการผลิต และเพิ่มผลผลิต สนับสนุนให้บ้างส่วนไปเป็นข้าวอินทรีย์ ซึ่งมีแนวโน้มทางด้านตลาดดีกว่า อันนี้ก็จะเป็นส่วนที่สนับสนุนเต็มที่มีแผนลองรับชัดเจน

    ส่วนที่ถ้าพี่น้องไปปลูกในพื้นที่ที่เกินกว่านี้ มันก็จะเกิดปัญหาการล้นตลาด ราคาก็อาจจะตก เราก็จะใช้กลไกของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรท่านที่แล้ว พล.อ ฉัตรชัย สาริกัลยะ ได้ทำไว้ ที่ดีมาก เราก็จะใช้ข้อมูลแผนที่ทางด้านการเกษตร ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินได้พัฒนาขึ้น นำมาทาบดูว่า พื้นที่ไหนที่พี่น้องเกษตรกรชาวนาเคยปลุกข้าวนาปรัง แล้วมันไม่เหมาะสมที่จะปลูก เราควรจะมีแผนงานหรือโครงการเข้าไปรองรับเพื่อที่จะให้เขาได้ไปปลูกพืชอย่างอื่นที่มีความหลากหลายกว่า หรือไปปลุกพืชบำรุดิน เช่นพืชปุ๋ยสด พืชพวกตระกูลถั่ว หรือว่าอาจจะส่งเสริมให้ไปทำการเกษตรอย่างอื่น  เช่นการเปลี่ยนพื้นที่เหล่านั้นเป็นแปลงหญ้า เพื่อที่จะไปเลี้ยงปศุสัตว์หรือเชื่อมโยง กัยสหกรณ์ ซึ่งมีการสงเสริมการเลี้ยงโคนมกัน  นี่เป็นแผ่นอีกประเภทหนึ่ง เพื่อจะปรับพื้นที่ลดปริมาณของการของการขายข้าวนาปรังลง เพราะฉะนั้นเป็นการตั้งหลักเอาไว้ก่อน แล้วมีกาติดตั้งประเมินผลเป็นระยะๆ ซึ่งมีการปรับแผนเพื่อที่จะทำให้อุปสงค์ อุปทาน สมดุลกันให้มากที่สุดเท่าทีจะมากได้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรที่ดูแลอยู่ และคิดว่าจะใช้แผนแบบนี้กับพืชทุกพืช เพื่อที่จะดูทั้งหมด ให้ครบวงจร

     ทั้งนี้นายลักษณ์ได้กล่าวอีกด้วยว่า นโยบายของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ก็จะมีการดูแลเพิ่มเติม ในส่วนที่เป็นการตลาด ก็จะมีหลายโครงการเช่นเรื่องของการเสริมสภาพคล้องเข้าไปในระบบของสหกรณ์การเกษตร เพื่อจะทำหน้าที่ในการซื้อข้าวเปลือก นำมาเก็บ และแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ตั้งเป้าหมายไว้ประมาณ 2ล้านตันข้าวเปลือก และเสริมสภาพคล้องเข้าไปที่ผู้ประกอบการค้าข้าว ซึ่งก็คือพวกโรงสีต่างๆ ให้มีสภาพคล้องเพียงพอที่จะดึงดูดข้าวเข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นฤดูกาลเก็บเกี่ยว อีกประมาณ8ล้านตัน ซึ่งจะช่วยทำให้ประมาณข้าวในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวไม่ทะลักออกมาในตลาด ซึ่งจะทำให้ราคาไม่ถูกกดดันเกินไป รัฐบาลก็ดูแลเพียงในเรื่องของชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้บางส่วนเท่านั้นเอง 

   และอีกโครงการหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นที่นิยมของพี่น้องเกษตรกรที่ปลูกข้าวคุณภาพดี คือเรื่องของการเก็บข้าวไว้รอราคา หมายความว่า พอเก็บเกี่ยวเสร็จ ก็ทำการตากลดความชื่น ลงมาเหลืออยู่ที่ประมาณ14.5%ความชื้น นำมาทำความสะอาดแล้วนำเอาไปเก็บขึ้นไปในยุ้งฉางของตัวเอง เพื่อรอราคา ในช่วงนี้ถ้าพี่น้องเกษตรกร มีีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายในครัวเรือนก็มาขอสินเชื่อเพื่อชะลอการขายจะธกส.สาขา  นี่เป็นอีกรูปแบบหนึ่งในการเชิญชวนให้พี่น้องเกษตรกร มาช่วยภาครัฐในการบริหารจัดการข้าวในช่วงต้นฤดูการเก็บเกี่ยว รัฐบาลก็จะให้แรงจูงใจในรูปของการเก็บรักษาให้ดีอีกตันละ1500บาท และอีกโครงการที่ดูแลพี่น้องเกษตรกรชาวนาทั้งระบบ การที่รัฐบาลได้เข้าไปช่วยค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว เป็นการจ่ายเงินช่วยพี่น้องเกษตรกรชาวนาไร่ละ 1,000บาท  จ่ายตามจำนวนไร่จริงที่ทำ แต่รายหนึ่งไม่เกิน10ไร่ เพราะฉะนั้นก็จะมีจากการจ่ายเม็ดเงินให้กับเกษตรกรชาวนา รายหนึ่งสูงสุดก็ไม่เกิน12,000บาท ซึ่งได้เตรียมเงินไว้ 48,000ล้านบาท ก็เป็นการดำเนินการในกระทรวงเกษตรกับทางการเงิน ธกส.จะดูแลให้ นี่จะเป็นโครงการหรือแผนงานที่จะเข้ามาเสริมช่วงท้าย ที่จะทำให้พี่น้องเกษตรกร ได้รับการดูแลอย่างครบวงจร น่าจะเป็นประโยชน์แก่พี่น้องชาวนา ซึ่งช่วงนนี้ราคาของข้าวก็อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ