คนเดียวในประเทศไทยจากสูงสุด"นายกรัฐมนตรี"สู่"รองนายกฯ"ระบอบทักษิณ "พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ"ในวัยไม้ใกล้ฝั่ง??

คนเดียวในประเทศไทยจากสูงสุด"นายกรัฐมนตรี"สู่"รองนายกฯ"ระบอบทักษิณ "พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ"ในวัยไม้ใกล้ฝั่ง??

หายหน้าหายตาไปนานพอสมควร สำหรับอดีตนายกฯ บิ๊กจิ๋ว  พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในวัยอายุ 85 ปี เปิดบ้านพอให้เห็นหน้าคราตากันมั่ง เนื่องในโอกาสเปิดบ้านให้ข้าราชการ กลุ่มรัฐวิสาหกิจ พ่อค้า พี่-น้องประชาชนได้เข้าอวยพรปีใหม่ และพูดถึงสถานการณ์ทางการเมืองอีกครั้ง 

 

หลังจากผ่านสถานการณ์เลวร้าย จากล้มในช่วงเวลากลางคืน  จนเส้นเลือดแตกในสมอง 2 เส้น ซึ่งขณะนั้นทางแพทย์ทำการรักษาด้วยการฉีดยาละลายลิ่มเลือดที่คั่งอยู่ในสมองที่ได้รับการกระทบกระเทือน เล็กน้อยทำให้ปลายประสาทขาด้านซ้ายอ่อนแรง ตั้งแต่ปลายปีก่อน ต้องนอนรักษาพยาบาลอยู่หลายเดือน  แล้วสามารถฟื้นคืนทุกสิ่งทุกอย่าง ให้กลับมาได้ถึงขั้นนี้ 

 

สถานการณ์เลวร้ายต่อมา จากกรณี นายสมชาย  วงสวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งถูกฟ้องร้องในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากการสลายชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อ 7 ตุลาคม 2551   ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษายกฟ้อง ไปเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา  ไม่อย่างนั้นคงมีโอกาสไปใช้บั้นปลายชีวิต ในคุกสูง

 

ล่าสุด จากการเปิดบ้าน เป็นทำเนียม ต้องใช้โอกาสนี้ พูดวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองว่า ประชาธิปไตยคืออะไร การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเขามีหลักการ 4 ข้อ 

1.อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศประชาธิปไตยเป็นของปวงชน 

2.ระหว่างที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนนั้น เสรีภาพของบุคคลต้องบริบูรณ์ 

3.ต้องปกครองด้วยหลักกฎหมาย หลักกฎหมายกำหนดว่าอย่างไรต้องเป็นไปตามนั้น 

4.การปกครองที่มาจากการเลือกตั้ง 

 

พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า พวกเรามักเอาเรื่องข้อสุดท้ายมาเป็นข้อแรก เวลาเขาว่า ประเทศไทยไม่ได้ปกครองในระบอบประชาธิปไตย พยายามทำให้เป็นประชาธิปไตยเสียด้วยการมีการเลือกตั้ง จึงจะถูกต้อง ทั้งหมดทั้งมวลจุดสุดท้ายในการปกครองเพื่ออะไร ก็เพื่อประชาชน จะเลือกตั้งแบบแบ่งเขต แบบโหวตเบอร์เดียว หลายเบอร์ ให้ยุ่งเหยิงกันไปหมด ก็ให้ทำเพื่อประชาชนเป็นหลัก 

ในเวลานี้เศรษฐกิจถือว่า แย่ เงินในระบบของประเทศไทยที่จะใช้เพื่อการก่อสร้าง การผลิตและใช้จ่ายต่างๆ มีไม่เพียงพอ ต้องยอมรับว่า มีบุคคลสำคัญและตัวแทนพรรคการเมืองมาติดต่อให้เล่นการเมือง แต่ส่วนตัวยืนยันว่า "วางมือไม่ขอเล่นการเมืองอีกต่อไป" 

 

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรี ควรมาจาก ทหาร หรือนักการเมือง พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ตนตอบไม่ได้ใครเล่าที่มีความสามารถออกมาเเสดงซิ พูดนิดเดียวคนเขาก็รู้แล้ว 

 

เมื่อถามว่า ทหารออกมาตั้งพรรคการเมือง แล้วลงเลือกตั้งสู้กับพรรคการเมืองต่างๆที่มีอยู่แล้วนั้น พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า จะตั้งหรือไม่ตั้งไม่สำคัญ เท่าออกมาตั้งแล้วทำงานได้ไหม แก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้ไหมนั่นคือ หัวใจ 

 

พล.อ.ชวลิตยังกล่าวแสดงความเห็นการเลือกตั้งที่เกิดในปี 61ว่า  การเลือกตั้งไม่ใช่ทางออกของประชาธิปไตยทั้งหมด โดยที่ผ่านมาทุกคนไปมุ่งเน้นที่ระบบการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ซึ่งสิ่งสำคัญอยู่ที่ต้องทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ส่วนแนวคิดเรื่องที่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ  ส่วนตัวไม่สามารถตอบได้ แต่ได้แนะนำให้เปลี่ยนหลักการ โดยให้ทำงานมากขึ้น และอย่าบ่นให้มาก ขอให้ใช้ความสุขุมเยือกเย็นเป็นหลัก ก็ขอให้ประชาชนให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วย

หากพลิกดูประวัติการทำงานของพล.อ.ชวลิต ถือว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ  จนเรียกได้ว่าไม่ธรรมดาเลยจริงๆ สำหรับการเปลี่ยนบทบาทครั้งใหญ่ ที่ไม่เคยมีผู้นำคนไหนกล้าทำ จาก“นาย” จนกระทั่งถดถอยกลายมาเป็น “ลูกน้อง”

 

พลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก นายกองใหญ่ ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย คนที่ 22  ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 – 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 ซึ่งขณะนั้นปรากฏชื่อ นายทักษิณ ชินวัตรดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกฯด้วย  และต่อมาพล.อ.ชวลิตก็กลายมาเป็นลูกน้องของนายทักษิณ

 

    อีกทั้งพล.อ.ชวลิตยังเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  และอีกมากมาย

    เป็นเจ้าของสมญา "ขงเบ้งแห่งกองทัพบก" เคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็น สมาชิกวุฒิสภา ขณะดำรงตำแหน่งทางทหาร เป็นผู้ก่อตั้ง และหัวหน้า พรรคความหวังใหม่ คนแรก และเป็นอดีต ส.ส.หลายสมัย มีคะแนนเสียงหนาแน่นในจังหวัดนครพนม

 

การเข้าสู่เส้นทางการเมืองภายหลังจาก พล.อ.ชวลิต ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารสูงสุด แล้วเข้าสู่การเมือง ก่อตั้งพรรคความหวังใหม่ ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี พ.ศ. 2535 พล.อ.ชวลิต เป็นหนึ่งในผู้ที่ปราศรัยขับไล่ พลเอกสุจินดา คราประยูร ที่สนามหลวง เป็นคนแรกด้วย การเมืองหลังจากนั้น พรรคความหวังใหม่กลายเป็นพรรคที่มีผู้สนับสนุนมากที่สุดในภาคอีสาน

 

ต่อมาเมื่อพรรคความหวังใหม่ชนะในการเลือกตั้งเมื่อปลายปี พ.ศ. 2539 พล.อ.ชวลิต ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคจึงขึ้นดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี แต่ต่อมาได้ลาออกเนื่องจากเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 ก่อนที่จะย้ายพรรคมาสังกัดพรรคไทยรักไทย ในปี พ.ศ. 2544 และ พลเอก ดร.ชวลิต ก็รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรสมัยแรกด้วย พล.อ.ชวลิตได้กลายเป็นลูกน้องของนายทักษิณอย่างสมบรูณ์แบบ

 

หลังเหตุการณ์รัฐประหารในปี พ.ศ. 2549 พล.อ.ชวลิต พยายามจะเป็นผู้เสนอตัวไกล่เกลี่ยทำความเข้าใจระหว่างกลุ่มผู้ที่ขับไล่ทักษิณ และกลุ่มผู้ที่สนับสนุนทักษิณ ให้ "สมานฉันท์" กัน โดยเรียกบทบาทตัวเองว่า "โซ่ข้อกลาง" รวมทั้งมีการข่าวว่าอาจจะเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชน แต่แล้วตำแหน่งนี้ในที่สุดก็ตกเป็นของสมัคร สุนทรเวช 

ในรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พล.อ.ชวลิตได้เข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่เจรจากับฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโดยเฉพาะ แต่หลังจากรับตำแหน่งเพียงไม่กี่วัน ก็เกิดเหตุการณ์นองเลือดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่หน้าอาคารรัฐสภา พล.อ.ชวลิตก็ขอลาออกทันที   

 

ในกลางปี พ.ศ. 2552 หลังจากถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดในกรณีเหตุการณ์นองเลือดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม แล้วนั้น พลเอกชวลิตก็ได้สมัครเข้าสู่พรรคเพื่อไทย โดยให้เหตุผลว่าต้องการเข้ามาเพื่อสมานฉันท์ โดยไม่ต้องการเป็นคู่ขัดแย้งกับใคร และหลังจากนั้นทางพรรคเพื่อไทยก็ได้มีมติให้เขาดำรงตำแหน่งประธานพรรค

 

ในวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2553 พล.อ.ชวลิตขึ้นเวทีของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ โดยประกาศตอนหนึ่งว่า ว่า นายวีระ นายแน่มาก และไม่เคยเห็นมหาชนที่ประกอบภารกิจที่ศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดิน และทำสำเร็จแล้ววันนี้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะทำอะไรอย่าไปสนใจ

 

ต่อมาในวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554 ท่ามกลางข่าวลือที่มีมาช่วงระยะหนึ่ง พล.อ.ชวลิตก็ได้ลาออกจากทุกตำแหน่งในพรรคเพื่อไทย ทั้งนี้ คนใกล้ชิดของ พล.อ.ชวลิตอ้างว่า พล.อ.ชวลิตไม่พอใจที่มีสมาชิกพรรคเพื่อไทยบางคนที่เข้าทำกิจกรรมร่วมกับทางแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง และมีพฤติกรรมจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ก่อนหน้านั้นไม่นาน

 

ภายหลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2557 เขากล่าวให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระวังเกิดปฏิวัติซ้ำต่อมาในวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 เขากล่าวตอนนึงว่า การบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ทำให้เศรษฐกิจดีหรือไม่นั้นต้องไปถามประชาชนว่ากินอิ่ม นอนหลับหรือไม่ ถ้าหากประชาชนยังไม่มีกินก็ต้องไปแก้ปัญหาตรงนี้   ซึ่งนับเป็นปัญหาของทุกรัฐบาล 

 

 

ในวัยไม้ใกล้ฝั่งของพล.อ.ชวลิต มาถึงจุดที่อาจจะเรียกว่า “สิ้นสภาพ” แล้วก็เป็นได้! อีกทั้งการที่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ต้องการ ยุติบทบาท "วางมือไม่ขอเล่นการเมืองอีกต่อไป" ถือเป็นเรื่องที่ดีกับตัวพล.อ.ชวลิต อายุปูนนี้ เวลาออกมาพูดอะไร ก็อาจจะเลอะๆเลือนๆบางของคนวัยชรา