- 03 ก.พ. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.deepsnews.com
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กล่าวในรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 สถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทยล่าสุดของเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง หลัก ๆ เป็นผลจากการส่งออกสินค้าและ การท่องเที่ยวที่เติบโตดี โดยมูลค่าการส่งออกของไทยในเดือนธันวาคม โตได้ถึงร้อยละ 9.3 จากปีก่อนเป็นการส่งออกที่ดีต่อเนื่อง ในทุกตลาดคู่ค้าสำคัญ ในเกือบทุกประเภทสินค้า ปัจจัยส่งเสริมการขยายตัว ได้แก่ (1) ความต้องการสินค้าไทยของประเทศคู่ค้า เช่น ข้าว ผลิตภัณฑ์ยางพารา อุปกรณ์สื่อสารและโทรคมนาคม ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ (2) ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ทำให้สินค้าส่งออกมีราคาน้ำมันดิบเป็นต้นทุน เช่น ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี สามารถส่งออกไปในราคาที่สูงขึ้น อันนี้ต้องไปดูถึงราคายางด้วย มีความผูกพันกับราคาน้ำมัน ก็ค่อย ๆ ดีขึ้น (3) บางอุตสาหกรรมมีการขยายกำลังการผลิต เพื่อการส่งออกในช่วงที่ผ่านมา ทำให้การผลิตที่เกี่ยวข้องขยายตัวตามไปด้วย เช่น หมวดยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง และปิโตรเคมี
สำหรับการท่องเที่ยวก็คงเติบโตดี ช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศ อย่างต่อเนื่อง มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศในเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น ร้อยละ 15.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจีนและมาเลเซียเป็นหลัก ต้องรักษาไว้ อย่างไรก็ดี การบริโภคภาคเอกชนในประเทศชะลอการขยายตัวลงส่วนหนึ่งมาจากมาตรการส่งเสริมการใช้จ่ายและท่องเที่ยว ในช่วงปลายปี 2559 ทำให้พอมาถึงปี 2560 จึงขยายเพิ่มในระดับปกติที่ไม่มากเท่าช่วงปลายปี ที่มีการกระตุ้นด้วยมาตรการต่าง ๆ แต่สิ่งสำคัญที่รัฐบาลให้ความสนใจติดตามอย่างใกล้ชิด ก็คือ ปัจจัยที่จะมาสนับสนุนกำลังซื้อของประชาชนในระยะต่อๆ ไป ซึ่งยังไม่เข้มแข็งมากนัก ยังมีปัญหาการกระจายตัวของรายได้ ทั้งนี้ การปรับขึ้น “ค่าแรงขั้นต่ำ” ที่กำลังดำเนินการอยู่ ก็จะช่วยเสริมรายได้ของพี่น้องประชาชนได้มากขึ้น
นายกฯกล่าวว่า สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ทางรัฐบาลได้พยายามเร่งบูรณาการมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาภาระที่เพิ่มขึ้น อาทิ ใช้มาตรการทางภาษี ให้ผู้ประกอบการสามารถนำรายจ่ายส่วนที่เป็นค่าจ้างไปลดหย่อนภาษีได้ จากปัจจุบันที่นายจ้างสามารถขอลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่าอยู่แล้ว ก็จะสามารถนำไปหักค่าใช้จ่ายเพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้อีกเป็นจำนวน 1.15 เท่า คิดเป็นร้อยละ 3 ของอัตราค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น หรือ ลดหย่อนได้ประมาณ 9-10 บาท ของค่าจ้าง นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจ ลดค่าใช้จ่าย ชดเชยค่าแรงที่สูงขึ้น และช่วยเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ และบุคลากรได้ โดยรัฐบาลจะเร่งดำเนินการในมาตรการต่าง ๆ และจะหาแนวทางเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการภาษี รวมถึงกลุ่มพี่น้องเกษตรกรด้วย
ด้านการลงทุนภาคเอกชนในภาพรวมยังทรงตัว จากเดือนก่อนโดยแม้ภาคธุรกิจจะนำเข้าสินค้าทุนและซื้อหาเครื่องจักรในประเทศมากขึ้น แต่ยอดซื้อรถยนต์เชิงพาณิชย์ของภาคธุรกิจปรับลดลงบ้าง อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้าของภาคธุรกิจปรับดีขึ้น โดยธุรกิจมองว่า จะมีคำสั่งซื้อเข้ามามากขึ้นซึ่งจะทำให้ผลประกอบการและการลงทุนปรับดีขึ้นได้ นอกจากนี้ในสายตาของนักธุรกิจต่างประเทศ ไทยยังเป็นประเทศที่น่าลงทุน โดยล่าสุดผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของนักธุรกิจญี่ปุ่น ที่ลงทุนในประเทศไทย ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจญี่ปุ่นที่มีการลงทุนในประเทศไทย จากการสำรวจ คาดว่าจะมีการลงทุนจากนักลงทุนญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น ร้อยละ 34 และ จะมีการส่งออก เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 โดยนักลงทุนและนักธุรกิจญี่ปุ่นมีความพึงพอใจกับนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ ความมั่นคงและความสงบสุขของประเทศ การแก้ไขปัญหาด้านศุลกากรและ การอำนวยความสะดวกการให้บริการภาครัฐ หรือ Ease of doing business ของประเทศไทยที่มีความคืบหน้าไปมาก รวมทั้งความชัดเจนในการขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) อย่างต่อเนื่องอีกด้วย ดังนั้น รัฐบาลพยายามอย่างยิ่งที่จะเร่งรัด และติดตามการเบิกจ่ายในโครงการต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด แผนงานใหญ่ ๆ บางทียังออกไม่ได้เพราะติดในเรื่องของการทำ EIA เรื่องความคิดความเห็น รับฟังความคิดเห็นเหล่านี้นะครับ ซึ่งต้องแก้ไขกันยังไง ก็ต้องไปช่วยกัน ถ้าอยากให้เกิด ถ้าอยากมีการใช้จ่าย มีเงินลงมาในระบบเศรษฐกิจ ก็ต้องทำให้ได้ แต่ไม่ไปทำให้ทุกอย่างเสียหาย ต้องมีวิธีการทำได้ ไม่งั้นก็เร่งไปก็ทำไม่ได้อยู่ดี ทุกคนต้องช่วยกัน อาจจะต้องมีการปรับแผนเมื่อจำเป็น เราคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ดีขึ้น ในระยะต่อไป รัฐบาลนี้ไม่เคยปล่อยปละละเลย ในการเร่งในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ
นอกจากนั้น การที่เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัวได้ดีกว่าที่ประเมินไว้เดิม ประกอบกับผลการจัดเก็บรายได้ ในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 (ตุลาคม - พฤศจิกายน 2560) ก็ยังสูงกว่าประมาณการ กว่า 12,000 ล้านบาทหรือ ประมาณร้อยละ 5.1 และเราคาดว่าจะมีรายได้ที่มาจากภาษีและรัฐพาณิชย์ต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอีก ประมาณ 50,000 ล้านบาท ทำให้มีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมอีก 150,000 ล้านบาท ซึ่งเราก็มีแผนจะนำไปใช้จ่ายใน 2 ส่วน ได้แก่ นำไปชดเชยเงินคงคลังที่ได้จ่ายไปแล้ว ซึ่งเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย ในการรักษาวินัยการคลังของประเทศ อีกส่วนเป็นการนำไปใช้จ่ายในโครงการที่มีความพร้อมสามารถดำเนินการได้ ในปี 61 ตามแนวทางที่สำคัญ อันได้แก่ (1)การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก (2) การพัฒนาเชิงพื้นที่ ซึ่งรวมถึงการเข้าถึงแหล่งทุน วิสาหกิจชุมชน การท่องเที่ยวชุมชน และ (3) การปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรทั้งระบบ
“ ผมอยากให้เข้าใจว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมดังกล่าว ไม่ใช่ว่ารัฐจะเร่งรัดกระตุ้นเศรษฐกิจแบบไม่ลืมหูลืมตา โดยไม่คำนึงถึงวินัยทางการคลัง ในรอบ 4 ปีงบประมาณที่ผ่านมา แม้รัฐบาลจะใช้นโยบายงบประมาณขาดดุลมาโดยตลอด แต่รัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบ ก็ได้พยายามรักษาวินัยทางการคลัง อย่างเคร่งครัด จะเห็นได้ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อ GDP ในปี 2557 คิดเป็นร้อยละ 47.18 และ “ลดลง” อย่างต่อเนื่อง จนมาอยู่ที่ร้อยละ 41.67 ในเดือนพฤศจิกายน 2560 ซึ่งสัดส่วนที่เป็นสากลกำหนดไว้ ที่ไม่เกินร้อยละ 60 และหากพิจารณาในภาพรวม ถือเป็นการขาดดุล ประมาณร้อยละ 3.3 ของ GDP เทียบกับช่วงปี 2552 - 2556 ที่การขาดดุลงบประมาณเฉลี่ย อยู่ที่ร้อยละ 3.4 ของ GDP ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกัน แต่เราทำหลายอย่างเพิ่มขึ้นมาได้” นายกฯกล่าว
//////////////////
