- 26 ก.พ. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
ดูเหมือนกิจกรรม “รวมพลคนอยากเลือกตั้ง” ตอน "ปากปราศรัย น้ำใจเชือดเผด็จการ" ของแก๊งนักศึกษาวัยละอ่อนผู้ยึดถือหีบเลือกตั้งเป็นสรณะ และไม่สนใจอื่นใดนอกจากการหย่อนบัตรฯ ตามที่ถูกครูบาอาจารย์สาย "ร่าน" บ่มเพาะ - เป่าหูมานานหลายปี ในนามของ "กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย" ซึ่งเป็นชื่อใหม่ล่าสุดของพวกเขา (โปรดสังเกตทุกชื่อต้องมีคำว่า "ประชาธิปไตย" ด้วยเสมอ) ซึ่งนัดชุมนุมหน้าหอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันเสาร์24 ที่ผ่านมา จะมีความจงใจบิดเบือนประเด็นทางการเมืองบางประเด็นอย่างแจ่มชัด...จากเด็กละอ่อนเหล่านั้น
ทำไม...เรื่องนี้ไม่อาจตีความเป็นอื่น นอกเสียจากว่า พวกเขาจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงแล้วนำข้อมูลเท็จเหล่านั้นส่งต่อกันในกลุ่มชาวแดง ซึ่งก็คือกลุ่มผู้ชุมนุมหลักในวันนั้น และก็เป็นเช่นนี้ม่าหลายครั้ง ทั้งนี้ เพราะในวันชุมนุมดังกล่าว มีสื่อบางสำนักซึ่งจะว่าไปแล้ว...ก็มักถือหางชาวแดงรายงานทำนองว่า "กิจกรรมเริ่มตั้งแต่ช่วงบ่าย ภายในงานมีตลาดนัด "ช้อป ช่วย ทาส" จำหน่ายอาหาร หนังสือ และสินค้าบางส่วนรายได้สมทบทุนช่วยเหลือนักโทษการเมือง ฯลฯ"
เมื่อพวกเขาระบุว่า.."สมทบทุนช่วยเหลือนักโทษการเมือง" คำถามจึงมีอยู่ว่า..."ใคร...คือนักโทษการเมือง" ตามที่แก๊งแดงละอ่อนนี้กล่าวอ้าง เพราะที่ผ่านมาก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า..."ไม่มีชาวเสื้อแดงคนใดถูกคุมขังในฐานะนักโทษการเมือง" หรือแม้แต่เสื้อแดงบางคนที่ประกันตัวออกมา และอยู่ระหว่างการต่อสู้ขณะประกันตัว ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช....ก็ไม่มีใครเข้าข่าย...นักโทษการเมืองสักนิด...และก็ต่อสู้กันไปตามกระบวนการยุติธรรมปกติ และมีอยู่หลายครั้งที่ศาลฯ ไม่รับฝากขัง "แก๊งแดงละอ่อน" เสียด้วยซ้ำ...เพราะเห็นว่า...ยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม...ต้องสืบพยานอีกหลายปาก
ขณะที่หากมองการเคลื่อนไหวของชาวแดงที่ผ่าน ๆ มา...ไม่ต้องบอกก็คงจะนึกออกว่า ส่วนใหญ่ล้วนแต่อยู่ในข่ายคดีอาญาแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะผิดมาตรา 112 หรือ มาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่น แต่หากเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ไม่ว่าจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล วิพากษ์วิจารณ์กฎหมายที่เห็นว่าไม่ชอบธรรม หากเป็นการใช้เสรีภาพการแสดงความคิดเห็นตามสิทธิขึ้นพื้นฐานในรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรา 116) รวมทั้งก่อความรุนแรงถึงขั้นเผาบ้านเผาเมือง และใช้อาวุธสงครามทำร้ายฝ่ายตรงข้าม อาทิ ขอนแก่นโมเดล ล้วนแต่อยู่ในข่ายคดีอาญาทั้งสิ้น...ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองใด ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง (หากจะมีอยู่บ้างก็แค่อยากให้ ทักษิณขึ้นมาครองอำนาจเท่านั้น-ผู้เขียน)
เรื่องนี้ถูกอธิบายจากผู้รู้จริงมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง รวมทั้งจากปากของ "นายวิทยา สุริยะวงศ์" อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ซึ่งถือว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรงในช่วงปี 2557 ที่ได้ระบุว่า ตนได้อนุมัติให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ย้ายผู้ต้องขัง (เสื้อแดง-ผู้เขียน) จากเรือนจำชั่วคราวหลักสี่จำนวน 22 คน เป็นผู้ต้องขังชาย 20 คน ผู้ต้องขังหญิง 2 คน กลับไปคุมยังเรือนจำตามภูมิลำเนาตามที่ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ได้เสนอ เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ต้องขังในเรือนจำดังกล่าว เป็นผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาของศาล และมีกำหนดโทษชัดเจนแล้ว ส่วนใหญ่ต้องโทษจำคุกเป็นเวลานาน เพราะก่อคดีที่มีโทษสูง เช่น วางเพลิงเผาศาลากลางจังหวัด หรือเผาสถานที่ต่าง ๆ ที่ผ่านมากระบวนการยุติธรรมได้พิสูจน์แล้วว่า ผู้ต้องขังกลุ่มนี้ไม่ใช่ผู้ต้องขังคดีการเมือง แต่เป็นผู้ต้องขังคดีอาญาทั่วไป จึงสมควรย้ายกลับคุมขังยังเรือนจำที่มีอำนาจควบคุม นอกจากนี้เรือนจำชั่วคราวหลักสี่ใช้คุมขังผู้ต้องขังจำนวนน้อยมาก แต่มีภาระค่าใช้จ่ายสูง ต้องแบ่งเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติงานร่วมกับตำรวจ โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยปีละกว่า 1 ล้านบาท ตนในฐานะอธิบดีกรมราชทัณฑ์จึงอนุมัติให้ย้ายได้ ส่วนสถานที่ดังกล่าวจะปิดการใช้งานเนื่องจากขณะนี้ไม่มีผู้ต้องขังคดีการเมืองที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในขั้นสอบสวนหรือการพิจารณาคดีในขั้นศาล
คำกล่าวของอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ที่อ้างอิงตามคำพิพากษาของศาลนั้นนับว่าแจ่มชัดจนไม่ต้องตีความใด ๆ อีก เพราะเป็นความจริงเชิงประจักษ์อย่างที่กล่าวว่า...ก้าวย่างของชาวแดงนั้น...ล้วนเต็มไปด้วยความรุนแรง และแตะตรงไหนก็ล้วนแต่เข้าข่ายคดีอาญาเกือบทั้งสิ้น
และอย่าลืมว่า "เรือนจำชั่วคราวหลักสี่" ที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์เอ่ยถึงนั้น ถูกจัดตั้งเมื่อปี 2554 หลังรัฐบาล "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ขึ้นมาครองอำนาจ โดยอ้างว่าเป็นการคืนความเป็นธรรมให้แก่คนเสื้อแดงที่ถูกจับกุมคุมขังในคดีเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับการชุมนุมเผาเมืองเมื่อปี 53
โดยพยายามลากจูงสังคมให้คล้อยตามว่า เป็นคดีทางการเมือง โดยการจัดตั้ง "เรือนจำชั่วคราวหลักสี่ นั้นถึงกับระบุว่า "จัดหาสถานที่ในการควบคุมผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอันมีมูลเหตุจูงใจเพื่อบรรลุเป้าหมายในทางการเมือง"
อย่างไรก็ตาม เมื่อคำพิพากษาของศาลวินิจฉัยออกมา....ตามที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุ และสั่งปิด "เรือนจำชั่วคราวหลักสี่" ดังกล่าว...ละครลวงโลกว่า...คนเสื้อแดงเป็นนักโทษการเมืองก็ปิดฉากไปด้วย...บางคนกลับไปน้ำตาตกนอนคุกในบ้านเกิดตนเองนับ 20 - 30 ปี เพราะเผาศาลากลางจังหวัดตนเอง...โดยถูกยั่วยุจากแกนนำที่กรุงเทพฯ ซึ่งศาลก็ระบุชัดว่า...เป็นคดีอาญา ไม่เกี่ยวกับอุดมการณ์การทางเมือง...ซึ่งแก๊งละอ่อนยังเอาเรื่องนี้มาหลอกชาวแดงด้วยกัน...แต่อย่างใด
อย่าว่าแต่...การโผล่ไปร่วมม็อบของ "นายวัฒนา เมืองสุข" สมาชิกพรรคเพื่อไทย และ อดีต รมว.พาณิชย์ ยุครัฐบาลทักษิณ 1 ที่มีปัญหาคดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร ย้ำ...ทุจริตบ้านเอื้ออาทร และถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดไปแล้วนั้น...นายวัฒนาถือเป็น 1 ในนักโทษทางการเมืองที่ "แก๊งละอ่อน" พยายามนิยาม และบิดเบือนในเรื่องนี้ด้วยหรือไม่??!!
