ความพยายามดึง"ป๋าเปรม" ลงมา..หวังผลกรุงไทย "พานทองแท้" แต่..เครดิตความโปร่งใสต่างกันราวฟ้ากับเหว!!??

ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th

ความพยายามยื้อชีวิต ของนายพานทองแท้ ชินวัตร  อันเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ให้กับกลุ่มบริษัทกฤษดามหานคร ซึ่งสร้างความเสียหายแก่รัฐมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท  ซึ่งจะผิดถูกชั่วดีอย่างไรหากบริสุทธิ์ใจและมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเองขอให้ไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรมโดยศาลจะเป็นผู้พิพากษาชี้ขาดตามความเป็นจริง 

 

แต่พฤติกรรมที่ผ่านมาของนายพานทองแท้กลับไม่ใช่ มีความพยายามประวิงเวลา ล่าสุดกับการออกมาประกาศถ้ารบ ชักโยงเรื่องราวโดยได้โพสต์ภาพเช็ค 2 ฉบับและใบนำฝากของธนาคารว่าเป็นชื่อของ พล.อ.เปรม จำนวนเงิน 250,000 บาท มีลายเซ็น พล.อ.เปรม เซ็นชื่อกำชับว่า ให้นำเงินก้อนนี้ไปฝากเข้าบัญชีมูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ส่วนเช็คอีกใบสั่งจ่ายเงินสดเข้าบัญชี พล.ร.ท.พระจุณณ์ ตามประทีป นายทหารคนสนิทของ พล.อ.เปรม

 

ล่าสุดพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ออกมาชี้แจงกรณีดังกล่าวหาว่า มีเช็คชุดเดียวกันสั่งที่จ่ายในชื่อของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ และ พล.ร.ท.พระจุณณ์ ตามประทีป คนสนิทของ พล.อ.เปรม แต่ทั้ง 2 คนกลับไม่ถูกดำเนินคดีจากดีเอสไอว่า ในชั้นสอบสวน ดีเอสไอได้ตรวจสอบเงินที่ นายวิชัย กฤษดาธานนท์ ผู้บริหารเครือกฤษดามหานคร สั่งจ่ายไปยังบุคคลต่างๆ รวมถึงสอบสวนกรณีที่หลายฝ่ายเข้ายื่นหนังสือให้ดีเอสไอตรวจสอบบุคคลที่มีชื่อรับเช็ค ในส่วนที่มีมูลหนี้ต่อกันจริงๆ เช่น ชำระค่าที่ดิน ดีเอสไอก็ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหากับผู้รับเช็ค ทั้งนี้ยืนยันว่า ดีเอสไอได้ตรวจสอบครบถ้วนทุกราย แต่ไม่สามารถเปิดเผยผลการตรวจสอบได้ เพราะเป็นรายละเอียดในสำนวน

 

 หากพิจารณาจากรายละเอียดบริบทที่ปรากฏอยู่ ชัดเจนว่าเจตนารมณ์ของพล.อ.เปรม ต้องการนำเงินก้อนนี้ไปใช้เพื่อประโยชน์ของสาธารณะ ไม่ได้หวังเพื่อผลโยชน์ส่วนตัวจึงได้เขียนกำกับไว้ และนี่จึงเป็นเหตุให้อนุมานได้ว่ามีความพยายามของฝ่ายการเมืองที่จะดึง พล.อ.เปรม ลงมาเกิดขึ้นจริง?

 

พลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี   และนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 16 ดำรงตำแหน่ง 3 สมัย ระหว่างปี พ.ศ. 2523 ถึง พ.ศ. 2531บุคลิกส่วนตัวพลเอกเปรมเป็นคนพูดน้อย ในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย จะให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนน้อยมาก จนถูกหนังสือพิมพ์ในขณะนั้นเรียกขานว่า เตมีย์ใบ้ และได้รับอีกฉายาหนึ่งว่า นักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากเหตุการณ์กบฏเมษาฮาวายและกบฏ 9 กันยา หลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2531 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พลเอกเปรม เป็นองคมนตรี ในวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2531 จากนั้นในวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2531 ได้รับโปรดเกล้าฯ ยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษ และในวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2541 มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นประธานองคมนตรี

 

 

นับเป็นแบบอย่างทางคุณธรรม ผู้ยึดมั่นในการประกอบคุณงามความดี ทำงานเพื่อแผ่นดิน คำนึงถึงบ้านเมืองเป็นหลัก ไม่แสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเอง ดูแลบ้านเมืองต่างพระเนตรพระกรรณ จนได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้เป็นองคมนตรีและประธานองคมนตรี ในรัชกาลถึง2 พระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร อีกทั้งได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยอย่างสูง ได้ไปดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ 

 

เมื่อวันที่ 7 ธันวามคม 2559 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พล.อ.เปรม  นำคณะองคมนตรีชุดใหม่ เข้าเฝ้าฯ กราบพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณ ในโอกาสที่ได้รับพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งเป็นองคมนตรี ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

โอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชดำรัสกับคณะองคมนตรีที่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณว่า

"ขอบใจ และแสดงความยินดี ขอบใจที่มีน้ำใจช่วยงาน ที่ว่าคณะองคมนตรีในยุคนี้ ปัจจุบันนี้ก็จะได้รับการมอบภารกิจ ตลอดจนได้รับโอกาส หรือหน้าที่ ที่จะให้คำแนะนำ ตลอดจนช่วยกันดำรงความมั่นคงสถาบันของประเทศชาติ ตลอดจนแบ่งงานกันให้ละเอียดอีกครั้งว่าใคร ทำอะไร เรื่องทำงานก็จะให้ขอคำแนะนำ ตลอดจนปรับความสำคัญในการทำงานของประเทศให้สอดคล้องกับนโยบายเกี่ยวกับสถาบันและประเทศชาติ เป็นเรื่องของแผ่นดิน มีเรื่องต่างๆ ที่จะมอบให้ก็มาก ดังที่ได้คุยกันนอกรอบแล้ว ขอขอบคุณ และได้ป๋ามาเป็นประธาน ก็อุ่นใจแล้ว ทุกคนก็เคยทำหน้าที่ถวายรัชกาลก่อน หลายคนก็เชื่อมือกัน มีความสุข ตั้งใจทำงานได้ ขอบคุณ" . (ย้อนชมคลิปเหตุการณ์)

 

 

บุคคลเช่นนี้มีไม่มากนักในโลกใบนี้ แต่ก็มีบุคคลบางกลุ่มมองไม่เห็นความดีของท่าน นอกจากมองไม่เห็นคุณงามความดีแล้ว ยังแสดงความก้าวร้าว ยุยงส่งเสริมให้ประชาชนเกลียดชังโดยการโจมตี ใส่ร้ายป้ายสี  หากจะถามว่าคนกลุ่มนั้นเคยทำประโยชน์ หรือ มีคุณงามความดีต่อแผ่นดินอย่างไร

 

ขณะที่นายพานทองแท้ พฤติกรรมในอดีตที่ผ่านมากับความลับที่ถูกเปิดเผยผ่าน หน้าหนังสือพิมพ์ว่าได้นำโพยกระดาษแอบซุกเข้ามาในห้องสอบวิชาการวิเคราะห์ ระบบการเมืองไทย หรือ PS 421 ซึ่งเป็นวิชาสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะรัฐศาสตร์ สาขาการปกครอง มหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.)

 

  แม้โอ๊คจะไม่ได้เข้ามาเป็นผู้บริหารในกิจการของตระกูลชินวัตร โดยแยกออกไปทำงานด้านสื่อและโฆษณาประชาสัมพันธ์ ในนามของบริษัท ฮาวคัม ได้รับงานป้ายประชาสัมพันธ์ในโครงการรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่างบเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นงบเพื่อช่วยเหลือให้บริษัทของโอ๊คอยู่รอดได้

       

       อีกด้านหนึ่งพานทองแท้ยังมีทีวีดาวเทียมอย่าง Voice TV ที่ได้รับเงินโฆษณาจากรัฐวิสาหกิจใหญ่อย่าง ปตท.อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงจากบริษัทในตระกูลชินวัตร ทำให้ Voice TV บริหารงานอยู่ได้ ที่สำคัญ Voice TV ยังกระโดดข้ามไปยังประมูลทีวีดิจิตอล ที่จะกลายเป็นสถานีโทรทัศน์อีกแห่งหนึ่งที่จะช่วยเป็นกระบอกเสียงให้กับพรรคเพื่อไทย

       

       ไม่เพียงแค่การแตกไลน์ไปทำธุรกิจของตัวเอง พานทองแท้จะคงทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงอย่างเต็มที่บนโลกไซเบอร์ ด้วยการใช้สื่ออย่างเฟสบุ๊คเข้ามาทำการตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามที่มาโจมตียิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทย และหลายครั้งยังมุ่งที่จะสกัดแนวทางที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังดำเนินการอยู่

 

ขณะที่นางสาวแพทองธาร ที่ออกมาผสมโรงในครั้งก็มีพฤติกรรมไม่ต่างจากพี่ชายเท่าไหร่ โดยความไม่ชอบมาพากลในการได้มาซึ่งการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของ “อุ๊งอิ๊ง” ลูกสาวนายกฯ ทักษิณในขณะนั้น ก็ยังเป็นเรื่องที่พูดถึงในช่วงเวลาหนึ่ง โดยเฉพาะในประเด็น “ข้อสอบเอ็นทรานซ์รั่ว” ที่ช่วงนั้นถูกพูดถึงกันทั่วบ้านทั่วเมือง

 

ปัญหาข้อสอบรั่วในการสอบเอ็นทรานซ์ที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดใดมาก่อน แต่กลับเกิดในรัฐบาลชุดนี้ในปีที่มี “ลูกสาวของนายกรัฐมนตรี” สอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การใช้อำนาจในทางที่ผิดย่อมส่งผลทำให้ “ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” เป็นที่ปรากฎชัดอย่างยิ่ง

 

และนี่คือพฤติกรรมที่ได้ไล่เลียงกันมาพอสังเขประหว่างฝ่ายที่ทำประโยชน์เพื่อแผ่นดิน กับอีกฝ่ายที่.... ของปรากฏการณ์ “ลูกไม้หล่นใต้ต้น”