- 11 เม.ย. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
งคงเกาะติดบทสรุป โครงการก่อสร้างบ้านพักตุลาการศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่บริเวณดอยสุเทพ ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และใกล้กับเขตอุทยานสุเทพ-ปุย กันอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการด่วนให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมพูดคุยหาทางออกที่เหมาะสมร่วมกับฝ่ายตุลาการและส่งข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล ขณะที่ผลการประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) มีมติว่า สำนักงานศาลยุติธรรมไม่อาจยุติและรื้อถอนโครงการดังกล่าวได้ตามที่มีบุคคลกลุ่มหนึ่งพยายามให้ยุติและรื้อถอนโครงการ เนื่องจากสำนักงานศาลยุติธรรมย่อมจะตกเป็นฝ่ายผิดสัญญา (คลิกอ่านข่าวประกอบ : อยากฟังเสียงคนไทย!!มาแล้วมติที่ประชุมคกก.ศาลยุติธรรมล่าสุด โดนต้านหนักโครงการก่อสร้างอาคาร-บ้านพักตุลาการ เชิงดอยสุเทพ เชียงใหม่ ?? )
ล่าสุดมีสัญญาณสำคัญบางอย่างจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. โดยการออกมากล่าวถึงโครงการก่อสร้างดังกล่าว ว่า จากสอบถามข้อมูลรายละเอียด พบว่ามีพื้นที่ที่ได้รับการอนุมัติมาก่อนหน้าที่รัฐบาลนี้จะเข้ามา 3 ส่วนด้วยกัน โดยส่วนแรกเป็นการจัดตั้งสำนักงานศาลยุติธรรม ส่วนที่สองเป็นการก่อสร้างสถานที่พัก ซึ่งขณะนี้มีปัญหาเนื่องจากประชาชนแสดงความไม่เห็นด้วย และพื้นที่ส่วนที่สาม ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ถึงจะมีการขออนุญาตมาแล้วก็ตาม
“โครงการนี้เกิดก่อนมาก่อนหน้าที่รัฐบาลจะเข้ามา แต่รัฐบาลต้องแก้ไขให้เกิดความชัดเจน ให้เป็นไปตามกฎหมายและตามที่ประชาชนต้องการ ตนก็เสียดายเพราะที่ผ่านมา มีการก่อสร้างเป็นไปตามลำดับ เป็นไปตามขั้นตอนทุกอย่าง มีสัญญาจะไปรื้อทั้งหมดคงลำบาก ซึ่งรัฐบาลได้ให้คสช.และกองทัพภาคที่ 3 กระทรวงมหาดไทยไปทำความเข้าใจกับกลุ่มที่คัดค้านว่าจะทำอย่างไร”
ประเด็นหลักที่ต้องพิจารณาและติดตามกันต่อไป ก็คือการที่ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า ในส่วนของสำนักงานศาลยุติธรรมจากการหารือขั้นต้นคงไม่มีปัญหาอะไร แต่ในส่วนปัญหาของที่พัก ต้องมาดูเพราะมีการอนุมัติงบประมาณของรัฐไปแล้ว และดำเนินการจนใกล้จะเสร็จแล้ว รวมถึงมีสัญญาระหว่างรัฐและเอกชนในฐานะผู้รับเหมา ซึ่งย่อมจะมีโอกาสที่จะฟ้องร้องได้ถ้าตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดไปให้เกิดเป็นประเด็นขัดแย้งเรื่องสัญญา
“มีหลายคนเสนอให้ทุบทิ้ง แต่ต้องดูว่างบประมาณที่ใช้ไปตรงนี้จะทำอย่างไร งบประมาณภาครัฐไม่ใช่ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ จะต้องมีคนรับผิดชอบ เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้วต้องไปดูว่าจะนำไปใช้ในด้านอื่นได้หรือไม่ หรือให้ประชาชนนำไปใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ เพราะศาลคงใช้ไม่ได้แล้ว เนื่องจากประชาชนออกมาประท้วง ส่วนงบของราชการที่อนุมัติงบประมาณโดยรัฐบาลที่ผ่านมา จะผิดจะถูกไปว่ากันอีกครั้ง ต้องมีกระบวนการสอบสวนกันต่อไป ใครเกี่ยวข้องบ้าง”
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังฝากไปถึงฝ่ายต่าง ๆ ที่เคลื่อนไหวประท้วง โดยเรียกร้องขอให้ใจเย็น อย่ามาเดินขบวน แต่ควรใช้เวลาต่อจากนี้มาพูดคุยว่าจะนำสิ่งปลูกสร้างตรงนั้นมาใช้ประโยชน์อย่างไร เพราะถ้าคิดแต่ทุบทิ้งไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องมีคนรับผิดชอบงบประมาณตรงนี้ รัฐบาลก็ไม่ใช่คู่กรณีกับใคร ถูกผู้รับเหมาเรียกค่าเสียหาย แล้วใครเป็นคนทำสัญญากับเขาก็คือข้าราชการ ซึ่งต้องไปดูและหาวิธีแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง และเกิดประโยชน์สูงสุด ตนเห็นจากเวทีพูดคุย อีกคนพูดอย่างอีกคนจะให้ทุบอย่างเดียว อย่างอื่นไม่สนใจก็ไม่ได้ รัฐบาลนี่เข้ามาต้องแก้ปัญหา
ทางด้าน พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. และเลขาธิการคสช. ระบุว่าจากการมอบหมายให้ พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 ไปประชุมเสวนาในพื้นที่เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมากับผู้คัดค้านการก่อสร้างบ้านพักดังกล่าว ได้ข้อสรุปสำคัญคือส่วนใหญ่ต้องการให้รื้อบ้านพัก จำนวน 45 หลังที่อยู่บริเวณด้านบน โดยพื้นที่ทั้งหมดมี 147 ไร่ แบ่งเป็นส่วนด้านบนสุด 40 ไร่ ซึ่งไม่ได้ใช้งาน และยังคงเป็นป่าเหมือนเดิม แต่ในส่วนที่สองจำนวน 47 ไร่ ใช้สร้างพื้นที่บ้านพักจำนวน 45 หลัง และส่วนที่สาม คือพื้นที่ด้านล่างลงมาที่สร้างอาคารสำนักงานศาล และอาคารที่พักที่ประชาชนไม่ได้ติดใจ
“ข้อยุติเมื่อวันที่ 9 เม.ย. นั้นแม่ทัพภาคที่ 3 และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่จะตั้งคณะกรรมการไปตรวจสอบรายละเอียดว่ามีความจำเป็นต้องรื้อในส่วนใดบ้าง และรายงานให้ตนรับทราบในวันที่ 29 เมษายนนี้”
ในตอนท้าย พล.อ.เฉลิมชัย ย้ำว่า การทุบทิ้งเป็นสิ่งที่ง่าย แต่จะมีผลกระทบตามมา เพราะจะทำให้ภูมิประเทศกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ยากและต้องใช้เวลา แต่จะทำอย่างไรไม่ให้ทรัพยากรธรรมชาติเสียหายไป และให้เป็นความรับผิดชอบของคนเชียงใหม่ว่าจะปรับให้พื้นที่เป็นอย่างไร ทางแม่ทัพภาคที่ 3 ต้องไปคุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เพื่อหาข้อสรุปให้ได้ดีที่สุด และตนคิดว่าขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้มาตรา 44 ในการแก้ไขปัญหา
ขอบคุณภาพประกอบ : https://www.facebook.com/Watchdog.ACT/
