- 11 เม.ย. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
ความคิดในเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาตินั้น เป็นสิ่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กำหนดเป็นวาระเบื้องต้นตั้งแต่เข้าสู่อำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 ที่ผ่านมา จะถือว่าเป็นหัวใจของสิ่งที่เรียกว่าโรดแม็พ หรือขั้นตอนการทำงานขั้นที่ 1 ก็ว่าได้
ตลอดระยะการบริหารประเทศกว่า4 ปี ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั้นมีจุดแข็งก็คือการปราบปรามเรื่องทุจริต การคอร์รัปชั่นในประเทศไทยซึ่งนับตั้งแต่เข้ามาเป็นรัฐบาล คสช. ได้ดำเนินการปราบโกงอย่างจริงจัง จนกลายเป็นเรื่อง ที่ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนอย่างล้นหลาม
วันที่ 18 ม.ค.58 "สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศหลังจากที่ คสช. ทำงานมาเป็นเวลากว่า 8 เดือน และรัฐบาลทำงานมาได้ประมาณ 4 เดือนนั้น ประชาชนชื่นชอบผลงานใดมากที่สุด
โดยพบว่าประชาชนร้อยละ 89.11 พอใจการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน และการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
ร้อยละ 80.85 ประชาชนชื่นชอบการช่วยเหลือเกษตรกร ชาวนา ชาวสวนยาง และการจ่ายเงินจำนำข้าว
และร้อยละ 76.81 พอใจนโยบายการช่วยเหลือค่าครองชีพ ขึ้นเงินเดือนและลดราคาน้ำมัน
อีกทั้งเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการให้เร่งดำเนินการโดยด่วน คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ แก้ปัญหาค่าครองชีพแพง มากสุดถึง ร้อยละ 91.53 รองลงมาคือ การช่วยเหลือเกษตรกร การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม การปฏิรูปการศึกษา และการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันตามลำดับ
มาวันนี้ จากจุดแข็งได้กลายเป็นจุดอ่อน และตกเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายตรงข้าม คือ การทุจริต คอร์รัปชั่นที่ฝั่งรากลึกในวงวานราชการ ได้ถูกขุดคุ้ยขึ้น ในยุคคสช. ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตกินเงินทอนวัด โกงเงินช่วยเหลือผู้ยากไร้ อมเงินทุนการศึกษาเด็กด้อยโอกาส ล้วนแต่เป็นฝีมือของข้าราชการชั่ว แต่กลับถูกบรรดาลูกหาบ ฝ่ายจ้องล้มรัฐบาล กระพือข่าวปราบโกงอย่างไร ถึงได้โกงทั้งแผ่นดิน ได้บันทอนความเชื่อใจ ไว้ใจของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก
เมื่อวันที่ 18 มี.ค. “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจ "ประชาชนคิดอย่างไร? กับข่าวการทุจริต ณ วันนี้" สืบเนื่องจากข่าวทุจริตคอรัปชั่นในระบบราชการ ในคำถามที่ว่า..ข่าวการทุจริต ณ วันนี้ มีผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มากน้อยเพียงใด?
อันดับ 1 มีผลมาก40.97% เพราะ กระทบต่อภาพลักษณ์ ขาดความน่าเชื่อถือ ถูกมองว่าเป็นการปกป้องพวกพ้อง รู้สึกผิดหวัง เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ฯลฯ
อันดับ 2 ค่อนข้างมีผล 22.13% เพราะ แสดงให้เห็นถึงการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ยังมีปัญหาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฯลฯ
อันดับ 3 ไม่ค่อยมีผล 21.26% เพราะ การทุจริตเป็นปัญหาที่ฝังรากลึก มีมานาน ทุกรัฐบาลประสบปัญหา ไม่คาดหวังกับการแก้ปัญหาการทุจริตอยู่แล้ว ฯลฯ
อันดับ 4ไม่มีผล 15.64% เพราะ เชื่อมั่นในการทำงานของรัฐบาล นายกฯ มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ เชื่อว่าจะแก้ปัญหาได้ ฯลฯ
ดังนั้นแทนที่จะให้การโกงเงินแผ่นดินของข้าราชการ ฉุดลั้งครอบงำความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล นี่จึงเป็นสัญญาณ ว่าบัดนี้ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลและคสช. จะต้องเร่งปราบโกงอย่างจริงจังและมีประสิทธิผล และวันนี้ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า รัฐบาลเดินหน้าปราบทุจริตอย่างจริงจัง
ความคืบหน้าสำหรับคดีทุจริตโกงเงินช่วยเหลือผู้ยากไร้ ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (10 ) มีมติให้ นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ออกจากราชการไว้ก่อน ภายหลังจากก่อนหน้านี้มีคำสั่งให้มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ในตำแหน่งที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายกรัฐมนตรี จากกรณีปัญหาทุจริตงบประมาณช่วยเหลือคนไร้ที่พึ่งของกระทรวงพม.
วันเดียวกันที่ประชุมครม. ยังมีมติมติย้ายนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ไปนั่งเลขาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แทนนายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สศช. โดยโยกนายปรเมธี ไปดำรงตำแหล่งปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แทนนายพุฒิพัฒน์ ที่ถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อน
พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีโยกย้ายดังกล่าวว่าสืบเนื่องจากการประพฤติทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ ยากจน รมว.พม.ได้มีคำสั่งให้ข้าราชการ 3 คน คือปลัดกระทรวง พม. รองปลัดกระทรวง พม. และผู้ตรวจราชการ พม. ออกจากราชการไว้ก่อน ทำให้ตำแหน่งว่างลง จึงมีการแต่งตั้งผู้ทำหน้าที่แทน โดย ครม.ให้ความเห็นชอบที่กระทรวงพม.รับโอนนายปรเมธี ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นปลัด พม. และรับโอนนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นเลขาธิการสศช. ส่วนนายพุฒิพัฒน์ให้ออกจากราชการไว้ก่อน ถ้าวันข้างหน้าตรวจสอบแล้วไม่มีมูลก็สามารถกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งที่เหมาะสมได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุผลที่ให้นายปรเมธี มาเป็นปลัดพม.คืออะไร พล.ท.สรรเสริญตอบว่า ไม่ได้มีการอธิบายรายละเอียดเรื่องนี้ แต่คงเป็นผู้มีความรู้ความสามารถทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด ทั้งนายปรเมธีและนายสมชัย ซึ่งตรงนี้เป็นของเสนอของกระทรวง พม. ส่วนตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังที่ว่างอยู่ ทางกระทรวงการคลังคงพิจารณาอีกครั้ง วันนี้ยังไม่มีการเสนอเข้า ครม.
พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า รมว.พม.ได้รายงานเรื่องการทุจริตในที่ประชุมครม.ว่าจากที่มีข้อมูลข่าวสารในเบื้องต้นทางกระทรวงพม.ก็ตรวจสอบและได้ประสานงานกับ ป.ป.ท. สตง. เพื่อตรวจสอบข้อมูล ซึ่ง ณ เวลานี้ทราบข้อมูลจาก ป.ป.ท.พบผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 95 คน ส่วนพม.พบมีผู้เกี่ยวข้อง 171 คน ซึ่งข้อมูลยังไม่ตรงกัน แต่จะเอาข้อมูลจาก ป.ป.ท.เป็นหลักก่อน ซึ่งจากการตรวจสอบของทั้งสองหน่วยงานพบว่ามีทั้งข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง และบุคคลภายนอกที่ไม่ได้อยู่ในสังกัดของกระทรวงพม.มาเกี่ยวข้อง
“เวลานี้ให้ออกจากราชการแล้ว 3 คน ส่วนที่เหลืออยู่ในกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงและทางวินัย และอะไรที่ดำเนินคดีอาญาได้ก็จะดำเนินคดีทางอาญา ส่วนเหตุผลที่นายพุฒิพัฒน์ไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตนั้น ทางนั้น รมว.พม.ไม่ได้อธิบายเรื่องนี้ในที่ประชุม"
เขากล่าวว่านายกฯ ได้สั่งทุกกระทรวงให้อธิบายกับประชาชนว่า เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่มารัฐบาลนี้แล้วโกง แต่เรื่องราวทั้งหลายเกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลนี้จะมา จะมีคนร้องเรียนก็ดี หรือเราตรวจสอบพบเองก็ดี เป็นสิ่งที่ทำให้สังคมต้องฉุกคิด ฉะนั้นประชาชนถ้ามีข้อมูลเรื่องนี้ต้องช่วยกัน ไม่ใช่แค่เพียงว่าวันนี้เราไม่โกง แต่เราต้องไม่ยอมให้คนอื่นโกงด้วย ซึ่งใครมีข้อมูลข่าวสารเรื่องการทุจริตสามารถส่งเรื่องมาที่สายด่วนของนายกฯ ได้.
ยิ่งไปกว่านั้นคสช. รัฐบาล และพล.อ.ประยุททธ์ ต้องกล้าที่จะใช้มาตรา 44 เพื่อเร่งรัดขั้นตอนการล้างบางการทุจริต ให้เห็นผลในเชิงประจักษ์ เป็นตัวอย่างของข้าราชกาลขี้ฉ้อ รวบไปถึงการปราบปรามกับนักการเมืองโกงแผ่นให้เป็นตำนานแห่งการปราบโกงบนผืนแผ่นดินไทย
