- 18 เม.ย. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
เดินหน้า“เชือด” คนโกงปมทุจริต เงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรมในพื้นที่ กทม.จำนวน 3 แห่ง 4 คดี ต่อกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมาของมหาเถระหรือพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ ของพ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้สร้างผลงานอันลือลั่น เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ปปป. โดย มีพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูปเกี่ยวข้อง ที่น่าอับอายก็ คือ มีกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.)ถึง3 รูปด้วยกัน
1.พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยาวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร
2.พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค ๔-๗
3.พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค ๑๐
4.พระเมธีสุทธิกร (สังคม ญาณวฑฺฒโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ
5.พระวิจิตรธรรมาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ
ทั้งหมดกระทำความผิดอาญาคดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติ แผนกสามัญศึกษา แผนกธรรม และแผนกบาลี และงบเผยแผ่ศาสนา มีความเสียหายทั้งสิ้น 70 ล้านบาท
ความคืบหน้าล่าสุดพล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ(ผบก.ปปป.) เปิดเผยว่า พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(ผอ.พศ.) ได้ประสานมาพบ พ.ต.อ.ปัญญา กล้าประเสริฐ ผกก.(สอบสวน) กก.1 บก.ปปป. เวลา 10.00 น.วันที่ 19 เม.ย.นี้ เพื่อมาร้องทุกข์กล่าวโทษ คดีเงินทอนวัดล็อต 3 ที่เหลืออีก 7 วัด
ด้าน พ.ต.อ.ปัญญา กล่าวว่า ในส่วนพยานหลักฐานต่างๆในคดีเงินทอนวัดล็อต 3 ทาง พศ.และ บก.ปปป. รวบรวมพยานหลักฐาน และทำงานร่วมกันมานานแล้ว ขณะนี้ พ.ต.ท.พงศ์พร ยังไม่ได้ประสานเลื่อนนัด คาดว่าจะมาตามที่เวลา 10.00 น.ที่เคยประสานไว้ โดย ผอ.พศ.จะมาร้องทุกข์กล่าวโทษ ดำเนินคดี 7 วัดเหลือตามขั้นตอนกฎหมาย
แน่นอนว่าในขั้นตอนการดำเนินคดี เป็นไปตามกรอบกฏหมายโดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงคือพศ. โดยดำเนินการตามหลักฐานต่างๆที่ปรากฎ ซึ่งเรื่องนี้พล.องประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี ได้ออกปากรับคำ ขอยืนยันว่า จะดำเนินการไปตามหลักฐานทั้งวัตถุพยาน และพยานบุคคลที่ปรากฎแต่ที่สังคมให้ความหนักใจอยู่ ขณะนี้ นั่นคือวามแคลงใจในตัวมหาเถระ แต่ละรูปกับคำติฉิน “ แค่ศีล5 รักษาไม่ได้ นับประสาอะไรกับศีล 227 ข้อ” ดังนั้นการกระทำดังกล่าวขาดจากความเป็นพระแล้วหรือไม่ อีกทั้งการกระทําดังกล่าวนั้นผิดทางอาญายังเข้าข่ายปราชิกตามพระธรรมวินัยไม่สมควร ครองสมณศักดิ์ ชั้นยศใดๆเลย การครองสมณเพศ ครองผ้ากาสาวพัสตร์ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด
นายสมบัติ พิมพ์สอน โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผย ว่าการที่พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ระดับกรรมการมหาเถรสมาคม ถูกกล่าวโทษเกี่ยวข้องกับการทุจริต จะทำให้ถูกปลดหรือไม่นั้น อยู่ที่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะมีพระบัญชาออกมา
“เป็นพระอำนาจ พระองค์เดียวเท่านั้น ความผิดของพระทั้ง 5 รูป ที่ถูกกล่าวโทษเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรมตนยังไม่ทราบรายละเอียด และยังไม่มีการพูดคุยในสำนักพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น”
จากปฏิกิริยาดังกล่าวของนายสมบัติ มีการอ้างถึงพระอำนาจสมเด็จพระสังฆราชพระองค์เดียว ทำให้ นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี(พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ) ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol ช่วงหนึ่งระบุว่า “ไม่ผิดแต่นี่คือการโบ้ย เพราะตามกฎหมายจะต้องมีผู้มีหน้าที่นำความกราบทูลสมเด็จพระสังฆราชเพื่อทรงมีพระบัญชาปลดออกจากตำแหน่งคนมีหน้าที่เสนอเรื่องและกราบทูลต้องทำหน้าที่ก่อน นี่ไงครับอาการเกียร์ว่างและบิดเบือนอำนาจเพื่อปกป้องการโกง!!”
แต่หากดูที่ข้อกฏหมายแล้วการออกจากตำแหน่ง กรรมการมส.นั้น ไม่ได้มีแค่ พระอำนาจสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งตามพรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ มาตราที่ ๑๕ ระบุไว้ว่า กรรมการมหาเถรสมาคมจักพ้นจากตำแหน่งได้ต่อเมื่อ
๑. มรณภาพ
๒. ลาสิกขา
๓. ลาออก
๔. พระสังฆราชทรงมีบัญชาให้ออก
ที่น่าสนใจคือวีธี การลาออก โดยตัวเอง เพราะหากฝืนยังนั่งตำแหน่ง กรรมการมส.ต่อไป ถึงแม้ในทางคดีอาจยังต้องใช้เวลาไต่สวนอีกพักใหญ่ แต่ใครจะกล้ายืนยันว่า การแปดเปื้อน มัวหมอง และเหวอะหวะในครั้งนี้นั้น...จะไม่ส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมของคณะมหาเถระสมาคมต่อความเชื่อถือของคนในสังคม และที่สำคัญจะเป็นการผลักให้เกิดวิกฤตศรัทธาที่มีต่อวงการผ้าเหลือง อย่าให้มลทินต่างๆต้องระคายเคืองสมเด็จพระสังฆราช
หากจะรอให้ถึงวันนั้นคณะมหาเถระสมาคม ดังนั้นทั้งสามรูปไม่ว่าจะเป็น พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมโม) .พระพรหมเมธี(จำนงค์ ธมมจารี) และพระพรหมสิทธิ(ธงชัย สุขญาโณ) ควรพิจารณาไต่ตรองให้ดี อย่ามั่วแต่ห่วงหวง ลาภ ยศ สรรเสริญ ล้วนแล้วเป็นสิ่งจอมปลอม วงการสงฆ์ซึ่งควรจะใสสะอาดบริสุทธิ์และเป็นแบบอย่างอันดีงาม ที่สำคัญต้องไม่มีขบวนการอลัชชีที่แฝงตัวเข้ามาอาศัยผ้าเหลืองสร้างอำนาจและแสวงหาผลประโยชน์
