- 02 พ.ค. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
"บ้านป่าแหว่งเกิดพร้อมทุนสามานย์ และระบอบทักษิณนั่นไง"?! น่ารับฟังอย่างยิ่ง เมื่อ "อ.สุวินัย ภรณวลัย" เปลือยต้นตอบ้านพักศาลดอยสุเทพ ที่กำลังเป็นเผือกร้อนของรัฐบาล คสช.อยู่ในขณะนี้ ซึ่งถึงตอนนี้ทุกฝ่ายคงทราบดีแล้วว่า ต้นกำเนิดโครงการเจ้าปัญหานี้อนุมัติในยุค "นายใหญ่แห่งสันกำแพง" และบริวารแบบเบ็ดเสร็จ
โดยในข้อเขียนของ อ.สุวินัย ชิ้นนี้ มองลึกไปถึงการก่อเกิด "ทุนนิยมสามานย์ในประเทศไทย" เมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับ "ระบอบทักษิณ" และนั่นเองที่ "บ้านป่าแหว่ง" ถูกทำคลอดขึ้นมา (และลือกันให้แซ่ดตั้งแต่ช่วงทักษิณไฟเขียวโครงการว่า...บ้านพักแห่งนี้คือสิ่งที่ "ระบอบทักษิณ" พยายามซื้อใจ "ฝ่ายตุลาการ" หลังส่งนายจารุพงษ์ และนายสมชาย ไปนั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงยุติธรรม และผ่ายทักษิณกินรวบโครงสร้างหลักของระบอบประชาธิปไตยทั้งฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติมาไว้ในมือได้แล้วในช่วงนั้น เหลือก็แต่ "ฝ่ายตุลาการ" นี่แหล่ะที่ตีป้อมค่ายไม่ได้-ผู้เขียน)
อย่างไรก็ตาม อ.สุวินัยมองว่า แต่ คสช. ก็ยึดติดกับระบบราชการมากเกินไป ซึ่งโดยตัวระบบราชการเอง ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของ "ทุนนิยมสามานย์" อยู่ด้วย และเป็นตัวปัญหาเสียเอง ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงไปได้ไม่ถึงไหน เพราะมีข้อจำกัดอยู่มาก แต่ถึงอย่างไร หากได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ใช่ว่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เพราะทุนนิยมสามานย์นี่แหล่ะที่อยู่เบื้องหลัง และสร้างความบาดหมางทางความคิดอย่างล้ำลึกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
โดยรายละเอียดทั้งหมดที่ อ.สุวินัย ระบุไว้ คือ
บทเรียนเรื่องป่าแหว่ง / สุวินัย ภรณวลัย
ยิ่งสาว Timeline ย้อนไปถึงจุดกำเนิดของปัญหาป่าแหว่งมากเท่าใด ผมอดนึกไม่ได้ว่า ต้นตอจริงๆ คือ พัฒนาการทุนนิยมสามานย์ในประเทศไทยตั้งแต่ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว พร้อมๆกับกำเนิด "ระบอบทักษิณ" นั่นแหละ
รัฐบาล คสช.ไม่ได้เป็นตัวการทำให้ป่าแหว่งนะ ตรงนี้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์และข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อย่างชัดเจน แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาล คสช.ก็ยึดติดกับระบบราชการมากเกินไปในการแก้ไขปัญหาป่าแหว่ง ทั้งๆ ที่ตัวระบบราชการไทยเองก็เป็นส่วนหนึ่งของ "ทุนนิยมสามานย์"ไปแล้ว และเป็นตัวปัญหาเสียเองโดยเฉพาะในเรื่องคอรัปชั่นที่บานปลายตั้งแต่ยุคระบอบทักษิณ
รัฐบาล คสช.ก็ไม่ได้เป็นตัวการที่ทำให้ปัญหาคอรับชั่นบานปลายนะ แต่รัฐบาล คสช.ไม่สามารถจัดการปัญหาคอรับชั่นได้อย่างเด็ดขาดและมีประสิทธิภาพต่างหาก ต่อให้ คสช.ลงจากอำนาจแล้วได้รัฐบาล "ประชาธิปไตย" ที่มาจากการเลือกตั้งมาแทนที่ ผมก็ยังมองไม่ออกเลยว่าปัญหาคอรัปชั่น -ปัญหาทำลายสิ่งแวดล้อมที่เป็นแต่ละแง่มุมของ "ทุนนิยมสามานย์" ในประเทศไทยจะได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นได้อย่างไร
สุดท้าย เราก็ต้องมามอง "ความเป็นจริงของเกมแห่งอำนาจของชนชั้นนำไทย" ผมคิดว่าไม่ว่าชนชั้นนำฝ่ายไหนขึ้นมากุมอำนาจรัฐ คงทำอย่างมากก็แค่ที่ คสช.ทำอยู่ตอนนี้แหละ คือ ทุ่มลงทุนทางด้านเครือข่าย Infrastructure อย่างมโหฬารโดยเฉพาะเครือข่ายราง / พึ่งพาทุนใหญ่กับทุนต่างชาติในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบให้เป็นหัวหอก / ก่อหนี้สาธารณะจนเต็มเพดาน / กินบุญเก่าจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ / พึ่งพาเทคโนแครตและระบบราชการในการผลักดันยุทธศาสตร์ประเทศ 20 ปี / แก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่สังคมไม่พอใจแบบ "วัวหายล้อมคอก" ไปวันๆ
ผมไม่สามารถคาดหวังอะไรจากรัฐไทยได้มากไปกว่านี้เลย เกินกว่านี้เราต้องยืนหยัดพึ่งตนเองอย่างเดียวเท่านั้น เรื่อง "ป่าแหว่ง" มันมีบริบทที่เป็นข้อจำกัดของรัฐไทยและระบบราชการไทย รวมทั้งความเป็นทุนนิยมสามานย์อยู่เบื้องหลัง ที่สร้าง Mindset ในเชิงลบในหมู่ผู้คน และความบาดหมางทางความคิดอย่างล้ำลึกในช่วงเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมานี้
มีพวกเราบางคนบอกกับผมหลังไมค์ว่า "เรื่องป่าแหว่ง คนเชียงใหม่อนุมัติ คนเชียงใหม่สร้าง คนเชียงใหม่ต้าน " ผมอยากเสริมว่า คนในพื้นที่ต้องปกป้องธรรมชาติที่พวกตนอยู่อาศัยอย่างหวงแหน อย่างแลไปข้างหน้า ตราบใดที่ยังมีความรู้สึกและจิตสำนึกสาธารณะนี้ร่วมกัน ดินแดนนั้นยังมีความหวัง แต่ปัจเจกแต่ละคนต้องลุกขึ้นมา ลงมือทำ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ฟื้นฟูป่า ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นองค์รวม ในกระบวนนี้แหละ และมีแต่กระบวนการบูรณาการมนุษย์กับธรรมชาติให้อยู่ร่วมกันได้นี้เท่านั้น ที่ ปัญหา "ป่าแหว่ง" มันจะเลือนหายไปได้เอง
ลำพังรัฐและระบบราชการไทยทำอะไรได้ไม่มากนักหรอกในเรื่องสิ่งแวดล้อม
ขอบคุณข้อเขียน : "อ.สุวินัย ภรณวลัย"
