- 05 มิ.ย. 2561
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
นับเป็นของคู่กันจนเกือบกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในรัฐบาลภายใต้การนำของ นายทักษิณ ชินวัตร ในห้วงเวลาเกือบ 4 ปีที่เข้ามาบริหารประเทศ สำหรับตัวของ นายทักษิณ แล้ว ส่วนใหญ่ที่มักตกเป็นเป้าการวิพากษ์วิจารณ์เสมอก็คือ การมีผลประโยชน์ทับซ้อนในโครงการโทรคมนาคมหลายโครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศ
.
ซึ่งในรายการ เนชั่น เจาะข่าวร้อน 05 มิถุนายน 2561 ได้นำเสนอกรณีที่เกิดเรื่องอื้อฉาวจากการบีบบังคับให้ธนาคารส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ (ธสน.) หรือ เอ็กซิมแบงก์) ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำจำนวน 4,000 ล้านบาทให้กับประเทศพม่าถือเป็นอีกการคอรัปชั่นเชิงนโยบาย หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศ .......(มีคลิปรายการ) .......
เรื่องดังกล่าวถูก นายพิชัย นริทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน พูดถึงอีกครั้งเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 61 โดยระบุว่า ตามที่ นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการธนาคารเอ็กซิมแบงค์ได้แจ้งว่า ประเทศพม่าได้คืนเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยของเงินกู้ 4,000 ล้านบาทที่ยืมสมัยรัฐบาลทักษิณคืนเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่ปี 2559 แสดงว่าไม่มีความเสียหายใดๆเกิดขึ้น อีกทั้งเอ็กซิมแบงค์ยังบอกด้วยว่า เงินกู้ดังกล่าว เอ็กซิมไม่ได้สั่งซื้อสินค้าของเอกชนเจ้าใด ทางพม่า เลือกเอง และ จากข้อมูลที่ได้รับทราบว่าในขณะนั้นพม่าสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทชินแซท เป็นจำนวนเงินประมาณ 100 กว่าล้านบาทเท่านั้น ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก แค่ 2-3% ของเงินกู้เท่านั้น และเป็นความต้องการของพม่าเองที่จะซื้อสินค้าและบริการเฉพาะทาง ดังนั้น หากความเสียหายไม่มี และพม่าต้องการซื้อเอง การดำเนินคดีกับอดีตนายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล
.
.
เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น ทางรายการเนชั่น เจาะข่าวร้อน จึงได้ลำดับเหตุการณ์ปล่อยกู้พม่า4,000ล้านบาท ... (มีคลิปรายการ) ...
.
.
.
.
.
.
.
.
.
30 กรกฎาคม ปี 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งรับฟ้องคดีนี้ไว้ โดยวันนั้นระบุว่า ที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตัวเองหรือผู้อื่น เนื่องด้วยกิจการนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 ทและฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่เห็นชอบให้เอ็กซิมแบงก์อนุมัติปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับรัฐบาลพม่าวงเงิน 4,000 ล้านบาท ในโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมของพม่า เพื่อหวังประโยชน์ในธุรกิจดาวเทียมที่มีการสั่งซื้ออุปกรณ์ จากบริษัท ชินแซทเทอร์ไลท์ บริษัทในเครือชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของตระกูลชินวัตร
26 ก.พ. 2553 ก็เป็นที่ชัดเจน คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามที่อัยการสูงสุดยื่นคำร้องให้ยึดทรัพย์สินจำนวน 76,261.6 ล้านบาท ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตกเป็นของแผ่นดิน
โดยคำพิพากษาศาลฎีกาฯในวันนั้นมีการบันทึกโดยสรุปเป็นใจความสำคัญได้ ดังนี้ ประเด็นวินิจฉัยผู้ถูกกล่าวหาปกปิดอำพรางหุ้นหรือไม่ วินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 วาระ ยังถือหุ้นไว้ แต่ปี 2549 รวบรวมหุ้นทั้งหมดขายให้เทมาเส็ก โดยมีการโอนหุ้นให้กับผู้คัดค้านหลายคนจริง ผู้ถูกกล่าวหาแม้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2544 แล้ว ผู้ถูกกล่าวหามีอำนาจดำเนินนโยบายและแต่งตั้งกรรมการในบริษัทชินคอร์ปจริง การควบคุมนโยบายของผู้ถูกกล่าวหาผ่านทางคณะกรรมการบริษัทชินคอร์ปจริง มีมติเป็นเอกฉันท์ ผู้ถูกกล่าวหา และผู้คัดค้านที่ 1 มีหุ้นในเทมาเส็กจริง
การขายหุ้นให้พี่น้องมีพิรุธ ไม่มีใครจ่ายเป็นเงิน ทั้งที่จริงๆ มีเงินจ่ายได้ แต่กลับจ่ายเป็นตั๋วสัญญา อีกทั้งยังเป็นผู้รับเงินปันผลตามบัญชีบริษัทแอมเพิลริช ที่มีเงินปันผลเข้าบัญชีระหว่างปี2546-2548 จำนวน 1,000 ล้านบาท ศาลจึงมีมติเอกฉันท์ว่าผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ถือหุ้นใหญ่กว่า 1,400 ล้านหุ้นของบริษัทชินคอร์ป ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งทั้งสองสมัย
ดังนั้นเรื่องดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องที่ทางด้าน นายพิชัย นริทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน จะมาตัดสินว่า ควรต้องทำอย่างไร เพราะหน้าที่ดังกล่าวนั้นเป็นหน้าที่ของศาล ที่จะชี้ขาดเพียงผู้เดียวเท่านั้น
