- 26 มี.ค. 2569
กฎหมายเพื่อการพัฒนา : ไทยต้องมียุทธศาสตร์ทางกฎหมายเพื่อรับมือกับระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลง
ระเบียบโลก (World Order) ในปี 2569 เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ประเทศไทยมีทางเลือกสองทาง ทางแรก เลือกที่จะตั้งรับเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น หรือ ทางที่สอง กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส
การสร้างนโยบายและธรรมาภิบาลด้านกฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศจัดการกับความท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศได้อย่างยั่งยืน กล่าวคือ การออกกฎหมายต้องตั้งอยู่บนการวิเคราะห์ต้นทุน ความคุ้มค่า และเลือกใช้มาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมกับปัญหาทางสังคมหรือเศรษฐกิจที่ต้องการแก้ไขและผ่านการพิจารณาจากการรับฟังความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง และเมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้วการนำกฎหมายไปบังคับใช้หน่วยงานต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ของการออกกฎหมายโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์เป็นตัวชี้วัด ในขณะเดียวกันเมื่อกฎหมายหมดความจำเป็นไม่สอดคล้องกับบริบททางสังคม หรือแก้ไขปัญหาของสังคมได้สำเร็จแล้ว ก็มีกระบวนการแก้ไขหรือยกเลิก เพื่อลดจำนวนกฎหมาย และนำไปสู่สังคมที่ไม่สร้างต้นทุนที่ไม่จำเป็นให้แก่ประชาชน อันจะเป็นการส่งเสริมการเพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก
ในช่วงสามปีที่ผ่านมา (2566-2568) รัฐบาลผลักดันให้หน่วยงานของรัฐเริ่มคุ้นชินกับ “กระบวนการ” ของการมีกฎหมายที่ดี ข้อมูลสถิติการใช้งานระบบกลางทางกฎหมาย (law.go.th) พบว่า หน่วยงานนำร่างกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา และกฎกระทรวงขึ้นรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยเฉลี่ยมากกว่า 1,000 โครงการต่อปี สูงขึ้นกว่าปี 2565 ที่มีเพียง 407 โครงการนอกจากนั้น สถิติการใช้งานระบบกลางทางกฎหมายยังเผยอีกว่า คนไทยให้ความสนใจแสดงความเห็นต่อร่างกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง เช่น ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. .... (2568) ได้รับความเห็นจากประชาชนกว่า 77,000 ครั้งนอกจากนั้น มีประชาชนสนใจให้ความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน พ.ศ. .... (2568) เกือบ 30,000 ครั้ง
ในการนี้หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบบังคับใช้กฎหมายได้ดำเนินการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบตามรอบการประเมินทุกห้าปี ซึ่งเป็นหน้าที่ตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ.2562 โดยในปี 2566 มีกฎหมายที่ผ่านการประเมินผลสัมฤทธิ์จำนวน 248 ฉบับ ปี 2567 จำนวน 217 ฉบับ และปี 2568 จำนวน 170 ฉบับ (รวมเป็นจำนวน 635 ฉบับหรือร้อยละ 65 ของจำนวนกฎหมายแม่บททั้งหมดของประเทศ)
แม้ว่าได้ดำเนินการตามกระบวนการครบถ้วน แต่คำถามต่อไปคือ แล้วประชาชนได้ประโยชน์อะไรจากการดำเนินนโยบายกฎหมายเหล่านี้
หากต้องการให้นโยบายด้านกฎหมายส่งผลให้เกิดการสร้างธรรมาภิบาลภาครัฐที่ส่งผลเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเพิ่มขีดความสามารถของประเทศอย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม รัฐบาลใหม่ควรพิจารณาผลักดันให้มีการนำบทวิเคราะห์ผลกระทบและความจำเป็นของร่างกฎหมาย รวมทั้งความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาอย่างจริงจังมากกว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเอกสารประกอบการประชุมของคณะรัฐมนตรี นอกจากนั้น ในระหว่างที่กฎหมายมีผลใช้บังคับต้องเปลี่ยนทัศนคติของหน่วยงานให้เลิกบังคับใช้กฎหมายเพื่อเอาผิดผู้กระทำผิดเป็นหลักมามุ่งเน้นให้ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมายให้ถูกต้อง มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนที่รับบริการของรัฐ และเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้องตลอดระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายเพื่อประกอบการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่อาจดำเนินการได้ทันทีตามสถานการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจ
หากทุกฝ่ายดำเนินการเช่นนี้ได้ ระบบกฎหมายไทยจะมีประสิทธิภาพมีความยืดหยุ่นและคล่องตัว (Agile Regulatory System) มีกลไกการชำระล้างกฎหมายกฎ ระเบียบ และแนวปฏิบัติต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งจะทำให้ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสในยุคแห่งพลวัตการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโครงสร้างโลก
ด้วยเหตุนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงผลักดันการพัฒนาคุณภาพบทวิเคราะห์ผลกระทบของกฎหมายและสรุปผลการรับฟังความเห็นเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีนอกจากนั้น สำนักงานฯ มีแผนเร่งผลักดันการลด ตัด และเลิกกระบวนการ เอกสาร และแนวปฏิบัติที่ไม่จำเป็นหรือไม่ได้กำหนดไว้ในกฎหมาย (Eliminate Regulatory Slush) เพื่อให้การออกใบอนุญาต การรับจดทะเบียน หรือการให้บริการอื่นของรัฐเป็นไปอย่างรวดเร็ว สนับสนุนการประกอบอาชีพและการดำรงชีพของประชาชน
สุดท้ายที่สำคัญอย่างยิ่ง สำนักงานฯ ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาปรับใช้ในการดำเนินรัฐกิจ (Adopt Technology to Improve Administrative Efficiency) เพื่อปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและการกำหนดแผนการพัฒนาที่ต่อเนื่องเพื่อผลลัพธ์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว






