- 11 ส.ค. 2569
หนองใน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากเชื้อแบคทีเรีย ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ อาจมีอาการปัสสาวะแสบขัด มีหนอง ตกขาวผิดปกติ และควรตรวจรักษาอย่างเหมาะสม
หนองในเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อย และสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย หลายคนอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังมีความเสี่ยงต่อโรคหนองในอยู่ เพราะในระยะแรกอาการหนองในอาจไม่แสดงออกมาชัดเจน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าหนองในเกิดจากอะไรและติดต่อได้อย่างไร นอกจากนี้ ประเด็นอย่างหนองในผู้หญิงเกิดจากอะไร หรืออาการของหนองในผู้ชายก็เป็นสิ่งที่หลายคนค้นหาข้อมูลอยู่บ่อย เนื่องจากหนองในหากไม่ได้รับการตรวจและรักษา อาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะต่อมาได้
หนองในคืออะไร?
หนองใน คือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae โรคหนองในสามารถติดต่อได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนักโดยไม่ป้องกัน เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายและไปเจริญเติบโตบริเวณเยื่อเมือก (Mucous Membrane) ของอวัยวะสืบพันธุ์ ท่อปัสสาวะ ปาก คอ หรือทวารหนัก
นอกจากนี้ หนองในยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ หนองในแท้ และหนองในเทียม ถึงแม้จะมีชื่อคล้ายกันแต่เกิดจากเชื้อก่อโรคที่แตกต่างกัน และมีแนวทางการรักษาที่ไม่เหมือนกัน
หนองในมีกี่ประเภท?
หนองในแบ่งออกเป็น 2 ประเภทที่มีสาเหตุและลักษณะอาการแตกต่างกัน การรู้จักความแตกต่างของแต่ละประเภทจะช่วยให้เข้าใจและรับมือกับโรคหนองในได้ถูกต้องมากขึ้น
หนองในแท้
หนองในแท้ (Gonorrhea) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ซึ่งเป็นเชื้อที่แพร่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน โดยอาการหนองในแท้ผู้ชายที่พบบ่อย ได้แก่ มีหนองขุ่นสีเหลืองหรือเขียวไหลออกจากท่อปัสสาวะ ปัสสาวะแสบขัด และอวัยวะเพศบวมแดง ส่วนในผู้หญิงมักไม่แสดงอาการชัดเจน จึงเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว
นอกจากนี้ยังมีความเข้าใจผิดว่าหนองในแท้เป็นเอดส์ ซึ่งในความเป็นจริงทั้งสองเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อคนละชนิดกัน แต่การติดเชื้อหนองในอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการรับเชื้อ HIV ได้มากขึ้น
หนองในเทียม
หนองในเทียม (Non-gonococcal Urethritis หรือ NGU) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Chlamydia trachomatis เป็นหลัก ซึ่งแม้จะมีชื่อคล้ายกับหนองในแท้ แต่เกิดจากเชื้อคนละตัวและมีแนวทางการรักษาที่ต่างกัน โดยอาการหนองในเทียมมักแสดงออกในช่วง 1–3 สัปดาห์หลังติดเชื้อ สำหรับอาการหนองในเทียมผู้ชาย ได้แก่ มีของเหลวใสหรือขาวขุ่นไหลจากท่อปัสสาวะ รู้สึกแสบหรือคันบริเวณปลายอวัยวะเพศ ส่วนในผู้หญิงอาจมีตกขาวผิดปกติหรือปวดท้องน้อยได้
อาการของหนองในเป็นอย่างไร?
อาการหนองในอาจแตกต่างกันไปตามเพศและประเภทของเชื้อที่ได้รับ โดยบางรายอาจไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว อาการของหนองในที่พบได้มีดังนี้
อาการหนองในผู้ชาย
- มีหนองออกมาจากท่อปัสสาวะชาย โดยมีลักษณะขุ่นสีเหลืองหรือเขียว
- ปัสสาวะแสบขัดหรือรู้สึกเจ็บปวดขณะปัสสาวะ
- อวัยวะเพศบวมแดงหรือมีอาการระคายเคือง
- ปวดหรือบวมบริเวณลูกอัณฑะในบางราย
- หากติดเชื้อทางปากหรือทวารหนัก อาจมีอาการเจ็บคอหรือระคายเคืองบริเวณทวารหนัก
อาการหนองในผู้หญิง
- หนองในผู้หญิงมักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก
- ตกขาวผิดปกติมีสีหรือกลิ่นผิดปกติ
- ปัสสาวะแสบขัดหรือรู้สึกเจ็บขณะปัสสาวะ
- ปวดท้องน้อยหรือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
- มีเลือดออกผิดปกตินอกรอบเดือน
การตรวจวินิจฉัยหนองในทำอย่างไร?
การตรวจวินิจฉัยหนองในอย่างถูกต้องเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเข้าสู่กระบวนการรักษาหนองใน เนื่องจากอาการของหนองในแต่ละประเภทอาจคล้ายกัน โดยวิธีการตรวจวินิจฉัยหนองในมีดังนี้
- การซักประวัติและตรวจร่างกาย : แพทย์จะสอบถามประวัติการมีเพศสัมพันธ์และตรวจสารคัดหลั่งบริเวณอวัยวะเพศหรือท่อปัสสาวะเพื่อประเมินเบื้องต้น
- การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Gram Stain) : นำสารคัดหลั่งมาย้อมสีเพื่อดูลักษณะของเชื้อแบคทีเรียและช่วยแยกประเภทของหนองในเบื้องต้น
- การเพาะเชื้อ (Culture) : นำตัวอย่างสารคัดหลั่งไปเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันชนิดของเชื้อก่อโรคและช่วยในการเลือกยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม
- การตรวจด้วยวิธี NAAT (Nucleic Acid Amplification Test) : เป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูง สามารถตรวจพบเชื้อ Neisseria gonorrhoeae และ Chlamydia trachomatis ได้จากตัวอย่างปัสสาวะหรือสารคัดหลั่ง
วิธีป้องกันการเกิดหนองใน
การป้องกันหนองในตั้งแต่แรกดีกว่าการรอให้เกิดอาการแล้วค่อยหาวิธีรักษาหนองในในภายหลัง เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ วิธีป้องกันที่ควรปฏิบัติมีดังนี้
- สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ : การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงในการรับและแพร่เชื้อหนองใน
- ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย การมีคู่นอนหลายคนเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงโรคหนองในโดยตรง
- ตรวจสุขภาพทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ การตรวจคัดกรองหนองในอย่างสม่ำเสมอช่วยให้รู้สถานะสุขภาพและเข้ารับการรักษาได้ทันที ก่อนที่เชื้อจะแพร่กระจาย
- หากพบว่าติดเชื้อควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที เพื่อรับยารักษาหนองในหรือยาแก้หนองในที่เหมาะสม โดยทั่วไปแพทย์จะพิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ตามชนิดของเชื้อที่ตรวจพบ
- แจ้งคู่นอนเพื่อรับการตรวจด้วย เนื่องจากหนองในสามารถแพร่จากคนสู่คนได้โดยไม่แสดงอาการ การให้คู่นอนเข้ารับการตรวจจึงช่วยตัดวงจรการแพร่เชื้อได้
หนองใน ตรวจวินิจฉัยและดูแลที่โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์
หนองในเป็นโรคที่รักษาได้หากตรวจพบและเข้ารับการดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ การรู้จักอาการ เข้าใจประเภทของโรค และไม่ละเลยการตรวจคัดกรอง คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ห่างไกลจากโรคหนองในและภาวะแทรกซ้อนที่อาจตามมา
สำหรับผู้ที่ต้องการวิธีรักษาหนองในหรือเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ พร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาหนองในโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ พร้อมดูแลอย่างเหมาะสมและเป็นส่วนตัว
สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
- Line : @samitivejchinatown
- Tel: 02-118-7893 (ตลอด 24 ชั่วโมง)
