ระบบใบอนุญาตหลัก (SuperLicense) ตามพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ.2569

ระบบใบอนุญาตหลัก (SuperLicense) ตามพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ.2569

      การใช้ระบบอนุญาตเป็นปัญหาหลักที่สำคัญประการหนึ่งในโครงสร้างและระบบกฎหมายของประเทศไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นปัญหาและอุปสรรคแก่การประกอบธุรกิจและการประกอบอาชีพของประชาชน ซึ่งพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 มีบทบัญญัติที่จะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมีมาตรการที่น่าสนใจประการหนึ่ง คือ ระบบใบอนุญาตหลัก หรือ “Super License” ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

ระบบใบอนุญาตหลัก (SuperLicense) ตามพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ.2569

      แนวคิดอันเป็นที่มาของระบบใบอนุญาตหลัก (SuperLicense) คือ โดยที่ประเทศไทยมีการใช้ระบบอนุญาตที่ค่อนข้าง “เฟ้อ” หรือซ้ำซ้อนกันเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ในปัจจุบัน การประกอบกิจการของประชาชนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จำต้องไปติดต่อขออนุมัติหรือขออนุญาตซ้ำซ้อนหลายหน่วยงาน เพื่อขอรับใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อนจำนวนหลายใบ และต้องถูกตรวจสอบซ้ำ ๆ ในเรื่องเดิม ๆ กว่าจะประกอบกิจการนั้น ๆ ได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนและภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ประกอบกิจการโดยไม่จำเป็น รวมทั้งยังเป็นบ่อเกิดของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอีกด้วย

      มาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชนฯจึงกำหนดให้มีระบบ Super License ขึ้น โดยกำหนดให้ในกรณีที่การประกอบกิจการหรือการดำเนินการของประชาชนในกิจการใดจำเป็นต้องได้รับการอนุญาตจากผู้อนุญาตหลายรายหรือหลายกระบวนงาน จะตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีใบอนุญาตหลักและใบอนุญาตรองของกิจการนั้นก็ได้ โดยผู้ใดได้รับใบอนุญาตหลักของกิจการใดให้ถือว่าผู้นั้นได้รับใบอนุญาตรองของกิจการนั้นด้วยแล้วโดยไม่ต้องยื่นคำขออนุญาตใหม่อีก และให้ผู้อนุญาตระบุการได้รับอนุญาตสำหรับใบอนุญาตรองให้ชัดแจ้งไว้ในใบอนุญาตหลักดังกล่าวด้วย  ทั้งนี้ “ใบอนุญาตหลัก” หมายความว่า ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการหรือให้ดำเนินการในกิจการที่โดยทั่วไปแล้วจะมีการประกอบกิจการหรือดำเนินการที่เป็นใบอนุญาตรองด้วย และ “ใบอนุญาตรอง” หมายความว่า ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการหรือให้ดำเนินการที่โดยทั่วไปแล้วเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบกิจการหรือการดำเนินการที่เป็นใบอนุญาตหลัก

      ดังนั้น การที่ใบอนุญาตใดจะเป็นใบอนุญาตหลักหรือ “SuperLicense” และจะได้รับใบอนุญาตรองใดไปพร้อมกันอีกบ้าง เป็นเรื่องที่ต้องไปกำหนดในพระราชกฤษฎีกาอีกชั้นหนึ่ง เพราะพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชนฯ เพียงแต่วางหลักกว้าง ๆ ไว้เท่านั้นสำหรับขั้นตอนการดำเนินงาน กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ในการพิจารณาและหารือร่วมกับหน่วยงานผู้รับผิดชอบใบอนุญาตต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานใบอนุญาตหลักและหน่วยงานใบอนุญาตรองให้เป็นที่ยุติเสียก่อน ก่อนเสนอคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติหลักการของร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวต่อไป

      สำหรับระยะแรกของการยกร่างพระราชกฤษฎีกาเพื่อนำระบบ SuperLicense มาใช้นั้น สำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีการศึกษากรณีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 และอาจพิจารณากำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตโรงแรม ถือว่าได้รับใบอนุญาตหรือเอกสารใด ๆ ดังต่อไปนี้ ไปพร้อมกันด้วย

      1.ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ประเภทโรงแรม ตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข
      2. ใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองการแจ้งจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหารหรือสถานที่สะสมอาหารตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข (ร้านอาหาร)
      3. ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ประเภทสระว่ายน้ำ ตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข
      4.ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ประเภทสถานที่ออกกำลังกาย ตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข (ฟิตเนส)
      5. ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพตามกฎหมายว่าด้วยสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (สปา)
      6. ใบอนุญาตหรือใบรับแจ้งการประกอบกิจการสถานที่เก็บรักษาก๊าซปิโตรเลียมเหลว ประเภทสถานที่ใช้ ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง
      7. ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ
      8. ใบอนุญาตขายสุราตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต และ
      9. ใบอนุญาตขายยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต
      อย่างไรก็ดี หลักการสำคัญของระบบ SuperLicense คือ ผู้ยื่นคำขอต้องแสดงความประสงค์ที่จะประกอบกิจการตามใบอนุญาตรองเสียก่อน หน่วยงานของรัฐผู้รับผิดชอบใบอนุญาตหลักจึงจะมีการบูรณาการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าร่วมการตรวจสอบสถานที่ประกอบกิจการพร้อมกัน  ทั้งนี้ เพื่อลดภาระของประชาชนในการติดต่อหน่วยงานของรัฐ  ตัวอย่างเช่น หากนาย A ประสงค์จะประกอบกิจการโรงแรมขนาดเล็กที่มีเพียง 10 - 15 ห้อง และร้านอาหาร นาย A ก็สามารถยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม โดยระบุความประสงค์ที่จะได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ประเภทโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข ใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองการแจ้งจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหารหรือสถานที่สะสมอาหารตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข แล้วแต่กรณี และใบอนุญาตหรือใบรับแจ้งการประกอบกิจการสถานที่เก็บรักษาก๊าซปิโตรเลียมเหลว ประเภทสถานที่ใช้ ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ก็เป็นการเพียงพอ และหากกิจการของนาย A ผ่านการตรวจสอบจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด นาย A ซึ่งยื่นคำขอรับใบอนุญาตครั้งเดียว ก็สามารถประกอบกิจการซึ่งเดิมอาจต้องขอถึง 4 ใบอนุญาตได้  ทั้งนี้ โดยไม่ต้องถูกตรวจสอบเกี่ยวกับฟิตเนส สปา สระว่ายน้ำ สถานบริการ ฯลฯ ที่โรงแรมของนาย A มิได้ประกอบกิจการ
      ระบบ SuperLicense นี้ เป็นหนึ่งในมาตรการที่พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชนฯ นำมาใช้เพื่อลดภาระและอุปสรรคในการประกอบกิจการแก่ประชาชน โดยลดขั้นตอนต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็น ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ ลดความเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริตและประพฤติมิชอบ และเพิ่มความโปร่งใสตรวจสอบได้อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยโดยรวมในที่สุด

ระบบใบอนุญาตหลัก (SuperLicense) ตามพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ.2569