- 28 ก.ย. 2569
อีกหนึ่งบทบาทหน้าที่ที่สำคัญ การดำเนินงานพัฒนากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา : ร่างพระราชบัญญัติสถานที่พักแรม พ.ศ. ....
นอกจากภารกิจในการตรวจพิจารณาร่างกฎหมายของหน่วยงานของรัฐและการให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่หน่วยงานของรัฐแล้ว สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายังมีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ “งานพัฒนากฎหมาย”โดยในการดำเนินงานพัฒนากฎหมายที่ผ่านมาคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาจัดทำ “กฎหมายกลาง” ที่ส่งผลเป็นการพัฒนาระบบกฎหมายของประเทศไทยอย่างมาก เช่น พระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 รวมทั้งพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ที่กำลังจะถูกยกเลิกและปรับปรุงเป็นพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 ในวันที่ 4 มกราคม 2570ซึ่งเป็นวันที่กฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับ
นอกจากกฎหมายกลางแล้ว สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้มีการพิจารณาจัดทำและปรับปรุง “กฎหมายเฉพาะ” เช่นกัน โดยในเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานฯ ได้เสนอร่างกฎหมายฉบับหนึ่งเพื่อปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัยให้มีความสอดคล้องกับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีในปัจจุบัน นั่นก็คือ ร่างพระราชบัญญัติสถานที่พักแรม พ.ศ. ....เพื่อปรับปรุงพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547อันเป็นการดำเนินการตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐพึงปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้าเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน
ปัจจุบัน ร่างพระราชบัญญัติสถานที่พักแรมฯ ดังกล่าว อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
1. กำหนดขอบเขตของกฎหมายให้ครอบคลุมสถานที่พักแรมทุกประเภทและลักษณะ (ไม่ใช่เพียงสถานที่พักแรมประเภท “โรงแรม” เท่านั้น) เพื่อให้สถานที่พักแรมทุกประเภทและลักษณะในปัจจุบันและอนาคต ไม่ว่าจะเป็นโฮมสเตย์ เต็นท์ บ้านต้นไม้ แพ โฮสเทล และรถบ้าน รวมตลอดทั้งการให้บริการบ้านพักหรือห้องพักเพื่อการอยู่อาศัยรายวัน (เช่น ห้องพักในแอปพลิเคชัน Airbnb) สามารถเข้าสู่ระบบการกำกับดูแลและการส่งเสริมตามกฎหมายได้อย่างเสมอภาคและเท่าเทียม อันจะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือและบริการทางการเงิน ส่งเสริมมาตรฐานและความปลอดภัยของสถานที่พักแรม ทั้งยังจะช่วยให้ประเทศได้รับภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากยิ่งขึ้น
2. กำหนดหลักการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง (Risk-BasedRegulation)ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เรื่อง ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับแนวทางในการจัดทำและทบทวนกฎหมายลำดับรอง ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาการกำหนดหลักเกณฑ์แบบ “OneSizeFitsAll”ในปัจจุบัน รวมทั้งเพื่อให้กฎหมายมีความยืดหยุ่นและเป็นธรรมมากขึ้นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจสถานที่พักแรมทุกขนาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายย่อยที่อาจเคยถูกบังคับใช้ข้อกำหนดในกฎหมายอย่างเดียวกับรายใหญ่ อันอาจไม่เหมาะสมกับบริบทของกิจการนั้น ๆ โดยมีมาตรการที่สำคัญ เช่น ใช้ระบบแจ้งและการขึ้นทะเบียนแทนระบบอนุญาต สำหรับกิจการขนาดเล็กหรือที่มีความเสี่ยงต่ำ
3. กำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจสถานที่พักแรม เช่น
3.1 กำหนดให้กรมการปกครองจัดให้มีระบบและวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการรับแจ้ง รับคำขอ และการออกใบรับแจ้ง ใบรับขึ้นทะเบียน หรือใบอนุญาตตามร่างพระราชบัญญัตินี้ รวมตลอดทั้งการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสถานที่พักแรม
3.2 กำหนดให้มีระบบใบอนุญาตหลัก หรือ SuperLicenseสำหรับกิจการสถานที่พักแรม เพื่อลดความซ้ำซ้อนและภาระของประชาชนในการขอใบอนุญาตหลายใบ โดยกำหนดให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจสถานที่พักแรมจำพวกที่ 3 เป็นใบอนุญาตหลัก หากผู้ยื่นคำขอแจ้งความประสงค์ในชั้นการยื่นคำขอ สามารถได้รับใบอนุญาตรองสูงสุด จำนวน 10 กิจการ อาทิ ร้านอาหาร ฟิตเนส สปา สระว่ายน้ำ ฯลฯ
3.3 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนของคำขอและเอกสารหลักฐานประกอบคำขออย่างรวดเร็วตามกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน และกำหนดให้ใบรับแจ้ง ใบรับขึ้นทะเบียน และใบอนุญาตประกอบธุรกิจสถานที่พักแรม ไม่มีอายุใบรับแจ้ง ใบรับขึ้นทะเบียน หรือใบอนุญาต แล้วแต่กรณี เพื่อลดภาระของประชาชนในการต่ออายุใบอนุญาต และเพิ่มความมั่นคงแน่นอนให้แก่การประกอบธุรกิจ โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปีแทน
3.4 ปรับลดการใช้ระบบอนุญาต เป็นระบบแจ้ง สำหรับการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ประกอบธุรกิจในกรณีปลีกย่อยที่ไม่มีความเสี่ยงต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ระบบอนุญาต เช่นการเพิ่มหรือลดจำนวนห้องพัก การโอนใบอนุญาต และการเลิกประกอบกิจการ
4. กำหนดมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการสถานที่พักแรม เพื่อคุ้มครองประชาชนจากการโฆษณาหรือส่งเสริมการขายของสถานที่พักแรมที่ไม่เป็นความจริง รวมตลอดทั้งข้อสัญญาหรือเงื่อนไขการเข้าพักแรมที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่เป็นการโฆษณาหรือส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลหรือ OTA(OnlineTravelAgency)ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการในการคุ้มครองผู้บริโภคและเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว
5. กำหนดมาตรการส่งเสริมการประกอบธุรกิจสถานที่พักแรม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจท้องถิ่น โดยมีมาตรการต่าง ๆ เช่น การกำหนดให้มีการจัดทำนโยบาย แผนและมาตรการเกี่ยวกับการส่งเสริมการประกอบธุรกิจสถานที่พักแรมเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการดำเนินมาตรการส่งเสริมสถานที่พักแรมในด้านต่าง ๆเช่น การส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือมาตรการทางการเงินอื่น ๆ และการจัดหรือประสานงานให้มีการจัดงาน (event)การประชุมหรือนิทรรศการ (MICE)เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาใช้บริการสถานที่พักแรมประเภทต่าง ๆ ในประเทศไทย
ร่างพระราชบัญญัติสถานที่พักแรมฉบับนี้ เป็นอีกหนึ่งความพยายามของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่มุ่งมั่นพัฒนากฎหมายต่าง ๆ ของประเทศไทย ให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนรวมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจ สังคม และการรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศ ทั้งนี้ เพื่อให้กฎหมายไทยมีคุณภาพ อันจะนำไปสู่เป้าหมายของสำนักงานฯ ซึ่งก็คือ ความผาสุกของประชาชน ในที่สุด (BetterRegulationforBetterLife)
