- 21 ก.ย. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
วันที่ 21 ก.ย. 2559 นายสมยศ แสงมณี ผอ.โครงการชลประทานจังหวัดพิจิตร เปิดเผยถึงปริมาณน้ำของแม่น้ำยมและแม่น้ำน่านที่ไหลเข้าสู่จังหวัดพิจิตร ยอมรับว่าขณะนี้มีปริมาณมากแต่ยังไม่ล้นตลิ่ง ซึ่งนับได้ว่าสถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะวิกฤตแล้ว ประกอบกับมีน้ำป่าจากเทือกเขาเพชรบูรณ์และเทือกเขาวังทองก็ไหลบ่าเข้ามาในอำเภอสากเหล็ก วังทรายพูน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในที่ลุ่ม
แนวทางแก้ไขสั่งเปิดประตูระบายน้ำลงสู่แม่น้ำน่านอย่างเต็มที่แล้ว ในส่วนของ นางผดา รัตนสิริ นายกอบต.สากเหล็ก และ นายชนก มากพันธุ์ นายอำเภอสากเหล็ก ที่ก่อนหน้านี้มีเหตุผลว่าน้ำท่วมในพื้นที่จึงได้มาเจรจากับผู้นำของตำบลหนองปลาไหลว่าจะขอเปิดทางน้ำเพิ่มขึ้นอีก 2 เมตร ตามกฎกติกา 6 ข้อที่วางกันเอาไว้ จากนั้นจึงได้ร่วมกันไปเปิดทางน้ำที่คลองบ้านท่ากระดานหมู่ 13 จะให้กว้าง 2 เมตร เพื่อระบายน้ำ แต่ปรากฏว่าเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด คือ น้ำที่มีปริมาณมากได้ไหลแรงกัดเซาะคันดินของประตูระบายน้ำจนกว้าง 5-6 เมตร สถานการณ์บานปลาย ทำให้น้ำไหลแรงไหลเข้าไปในเขตไดชุมแสงตำบลบ้านบุ่ง และตำบลหนองปลาไหล มากขึ้น
ล่าสุด น้ำใน 6 หมู่บ้านของอำเภอสากเหล็กเริ่มลดลงแต่ตรงกันข้ามกลับกลายเป็นว่าพื้นที่ปลายน้ำเขตอำเภอเมืองพิจิตรด้านทิศตะวันออกกลับมีน้ำมากขึ้น ขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังระดมคนช่วยกันแก้ปัญหาแล้ว แต่ยังไม่บรรลุผล เหตุเพราะปริมาณน้ำไหลแรงและมีมวลน้ำจำนวนมากดังกล่าว
ขณะที่ เมื่อวันที่ 20 ก.ย.59 สำนักงานชลประทานที่ 12 ได้ออกหนังสือเตือนฉบับที่ 3 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัด 7 จังหวัดภาคกลาง ประกอบด้วย จ.ชัยนาท , อุทัยธานี , สิงห์บุรี , อ่างทอง ,สุพรรณบุรี ,พระนครศรีอยุธยา และ จ.ลพบุรี ให้เฝ้าระวังและเตรียมการรับมือกับสถานการณ์น้ำที่จะมีปริมาณสูงขึ้น จากที่บริเวณประเทศไทยตอนบนมีปริมาณฝนตกหนาแน่นทำให้มีน้ำหลากไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียดของหนังสือดังนี้
เนื่องจากปริมาณน้ำไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ ที่สถานีวัดน้ำ ซี2 เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับมีประมาณฝนกระจายตัวในพื้นที่ต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาวันที่ 20 ก.ย.59 เวลา 06.00 น.อยู่ที่ 16.10 ม.รทก ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 900 ลบ.ม./วินาที และ คาดการณ์ว่าจะมีแนวโน้มสูงขึ้นอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 1,000-1,100 ลบ.ม./วินาที
ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่ริมน้ำมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่บริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ถึงบริเวณคลองต.บางหลวงโดด อ.บางบาล ,ต.บ้านกระทุ่ม ต.หัวเวียง ต.รางจระเข้ ต.สามกอ ต.บ้านโพธิ์ ต.บ้านแพน และต.บางนมโค อ.เสนาจ.พระนครศรีอยุธยา รวมทั้งบริเวณท้ายแม่น้ำน้อย
ทั้งนี้ สำนักชลประทานที่ 12 จะควบคุมปริมาณการไหลของน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์ดังกล่าว ด้วยการบริหารจัดการน้ำเข้าพื้นที่ชลประทานฝั่งตะวันตกและตะวันออกด้านเหนือเขื่อน ตามศักยภาพที่สามารถรับน้ำเพิ่มได้ โดยมิให้มีผละกระทบต่อพื้นที่การเกษตร ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าวนี้คาดว่าจะทำให้ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 50-70 ซม ทั้งนี้หากมีฝนตกหนักเพิ่มเติมซึ่งจะส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยามากกว่าเกณฑ์ดังกล่าวจะแจ้งให้ทราบต่อไป
ล่าสุดวันนี้(21 ก.ย.59) นายฎรงศ์กร สมตน ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 ได้ให้สัมภาษณ์สื่อเพื่อชี้แจงเรื่องการบริหารจัดการน้ำว่า ปัจจุบันนี้เรารับน้ำมาจากสถานีวัดน้ำซี 2 จ.นครสวรรค์ ที่ปล่อยน้ำมาล่าสุดวันนี้ 1,456 ล้านลบ.ม./วินาที ส่งผลให้น้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ระดับ 16.10 ม. ยังถือว่าต่ำกว่าที่เขื่อนรับได้สูงสุด 16.70 ม. ซึ่งจะไม่ส่งผลให้น้ำล้นตลิ่งแต่อย่างใด ส่วนด้านท้ายเขื่อน เมื่อเราระบายน้ำไปที่ระดับ 1,000 บาท จะส่งผลกระทบกับชุมชนที่อยู่ริมตลิ่งแม่น้ำน้อย บริเวณตลาดเสนา และริมตลิ่งถึง อ.ผักไห่ มีผลกระทบน้ำจากแม่น้ำน้อยเอ่อล้นตลิ่งได้
อยากฝากถึงประชาชนว่า ช่วงนี้อยู่ในช่วงฤดูฝนทางกรมชลประทาน ก็มีการบริหารจัดการน้ำควบคุมไม่ให้เกิดผลกระทบกับพี่น้องประชาชน พื้นที่ทางการเกษตร แต่ถ้าเกิดฝนตกลงมาเพิ่ม ก็อาจจะน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนบ้างแต่ก็จะเป็นเพียงชั่วคราว ก็ขอให้ติดตามการแจ้งประชาสัมพันธ์จากทางกรมชลประทานอย่างใกล้ชิดด้วย
ข่าว/ภาพ : สิทธิพจน์ เกบุ้ย ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.พิจิตร / ชฎารัฐ จันทร์พาหิรกิจ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.ชัยนาท
