- 09 พ.ย. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ถ้าเราย้อนไป ตรวจสอบประเด็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ได้มีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ในคืนวันที่ 19 ต.ค.59 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีการกล่าวถึงการการถวายคำต่อท้าย "มหาราช" แด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยว่า เป็นไปตามกฎหมายและวิธีดำเนินการของรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลในอดีตเคยเสนอพระองค์ท่านไปแล้ว แต่พระองค์ยังไม่เห็นชอบ พร้อมรับสั่งว่าเป็นเรื่องของประชาชนและรัฐบาลที่จะทำต่อไป ซึ่งรัฐบาลทำอยู่ในขั้นตอนอยู่แล้ว ดังนั้น คำว่า "มหาราช" จึงยังใช้ไม่ได้ในตอนนี้ ไม่ใช่ไม่อยากใช้ แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอนแต่เรื่องดังกล่าวนี้ก็เงียบไปยังไม่มีความชัดเจนใดๆ ออกมาจากทางรัฐบาล
จนกระทั่งกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อเครือข่ายภาคประชาชนภายใต้ชื่อ “เครือข่าย ๑๓ ตุลาภูมิพลมหาราช” ได้นัดหมายในการจัดประชุมเพื่อเตรียมการรวบรวมรายชื่อประชาชนทั่วประเทศ ในการน้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “สมเด็จพระภูมิพลมหาราช” โดยนัดประชุมเครือข่าย เวลา 10.00 น. ในวันศุกร์ที่ 11 พ.ย. 59 ณ ห้องรามราฆพ ในราชตฤณมัยสมาคม (สนามม้านางเลิ้ง) และจะเปิดการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในเวลา 11.30 น. จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
ด้านนายบวร ยสินธร ผู้ประสานงานเครือข่าย ๑๓ ตุลาภูมิพลมหาราช กล่าวว่า การถวายพระราชสมัญญาไม่ใช่กฎหมาย แต่รัฐบาลย่อมมีบทบาทอย่างสำคัญในการชี้นำประชาชน แต่ความยั่งยืนอยู่ที่การยอมรับของประชาชน หากพระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่รักของประชาชนแล้ว และสมัญญานามสอดคล้องกับพระราชกรณียกิจของพระองค์แล้วก็ย่อมเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วและยั่งยืน
ดังนั้น การที่หลายท่านคิดว่า การถวายพระราชสมัญญาเป็นเรื่องของรัฐบาลแต่ฝ่ายเดียวอาจไม่ถูกต้องนัก แต่แท้จริงพสกนิกรก็มีส่วนอย่างสำคัญ เพราะพระราชสมัญญาที่มาจากใจของผู้ยกย่องไม่มีสภาพบังคับจึงจะนิยมยั่งยืน จึงมักเกิดขึ้นภายหลังเสด็จสวรรคตเป็นหลัก ไม่ได้ยั่งยืนเพราะการแต่งตั้งโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมาย หรือพระมหากษัตริย์ และอีกประการหนึ่งก็คือ การใช้พระราชสมัญญามหาราชในขณะที่ทรงมีพระชนมชีพไม่นิยมเพราะอาจไม่เป็นที่ยอมรับในภายหลังการเสด็จสวรรคตแล้วก็เป็นได้ จึงมิใช่พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์จะได้เป็นมหาราช
ฉะนั้น การที่พสกนิกรชาวไทยจะร่วมใจถวายพระราชสมัญญามหาราช แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร จึงเป็นเรื่องที่มีความเหมาะสมกับเวลา เพราะพระองค์ทรงเป็นที่รักของปวงชนทั้งมีพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ดังนั้น ปวงชนจึงไม่ควรนิ่งเฉย หรือเกรงในสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือมอบให้เป็นเรื่องของรัฐบาลฝ่ายเดียว จงพร้อมใจกันกล่าวคำสรรเสริญพระองค์ให้บันลือสีหนาทว่า "สมเด็จพระภูมิพลมหาราช" “มหาราชผู้ทรงเป็นกำลังแห่งแผ่นดิน” ที่ปวงชนชาวไทยและคนทั่วโลกต่างให้การยกย่องเป็นมหาบุรุษพระองค์หนึ่งแห่งศตวรรษ
นายบวร ยังได้กล่าวต่ออีกว่า ในอดีตเคยมีผู้เสนอถวายพระราชสมัญญาแด่พระองค์ท่านก่อนปี 2530 ว่า “สมเด็จพระภัทรมหาราช” ซึ่งแปลว่า “มหาราชผู้ประเสริฐยิ่ง” แต่ยังไม่ทันเป็นมติมหาชนก็ขาดตอนไปจากการที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในปี 2530 ได้ถวายรายงานในงานสโมสรสันนิบาต โดยได้กล่าวคำถวายพระพรยกย่องให้พระเจ้าอยู่หัว มีพระราชสมัญญาว่า “สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช” หรือ ขานพระนามอย่างย่อว่า “สมเด็จพระภูมิพลมหาราช” แต่หลังจากนั้น ก็มิได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการและไม่เกิดเป็นกระแสมหาชน ทั้งนี้ นายวิษณุ เครืองาม เคยกล่าวว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงโปรดที่จะแต่งตั้งโดยพระองค์เอง ในขณะที่พระองค์ทรงมีพระชนมชีพ
ดังนั้นแล้ว ทางเครือข่ายราษฎรอาสาปกป้องสถาบัน โดยนายบวร ยสินทร ได้ริเริ่มโดยการเชิญชวนพี่น้องเครือข่ายภาคประชาชนทุกหมู่เหล่า มาร่วมกันประชุมเมื่อวันที่ 26 ต.ค.59 ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นพ้องต้องกันว่า ในเวลานี้น่าจะถึงกาลอันสมควรแก่การที่รัฐบาลและประชาชน จะได้ร่วมกันดำเนินการสานต่อในเรื่องนี้ เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ด้วยการพร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญา "มหาราช" และโดยที่พระนามภูมิพลมีความหมายสมบูรณ์และสอดคล้องกับพระมหากรุณาธิคุณอเนกอนันต์ที่มีต่อพสกนิกรและแผ่นดินไทย สมดังพระประสงค์ที่สมเด็จย่าเคยให้ความหมายว่า "กำลังของแผ่นดิน" จึงไม่มีความจำเป็นต้องสรรหาคำใหม่ ที่จะเหมาะสมยิ่งไปกว่าพระราชสมัญญา "สมเด็จพระภูมิพลมหาราช" และได้ตกลงที่จะหล่อหลอมองค์กรทั้งหลายมาร่วมในกิจกรรมครั้งนี้ภายใต้ชื่อ เครือข่าย ๑๓ ตุลาภูมิพลมหาราช เพื่อเชิญชวนพสกนิกรไทยทั่วทั้งแผ่นดิน ร่วมกันน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระราชสมัญญา “สมเด็จพระภูมิพลมหาราช” ให้เป็นมติมหาชนเพื่อประจักษ์ถึงความเป็นมหาบุรุษโลกอีกพระองค์หนึ่งสืบไป
ทางเครือข่ายจึงขอเชิญประชาชนร่วมประชุมเครือข่าย เวลา 10.00 น. ในวันศุกร์ที่ 11 พ.ย. 59 ณ ห้องรามราฆพ ในราชตฤณมัยสมาคม (สนามม้านางเลิ้ง) และจะเปิดการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในเวลา 11.30 น. จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
เรียบเรียง : อุดร แสงอรุณ สำนักข่าวทีนิวส์
