คดีปริศนา "ครูจอมทรัพย์" แพะหรือแกะ !?!?!  (ข้อมูล)

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม www.tnews.co.th

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้ง สำหรับนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตครู ที่ต้องคดีขับรถชนคนอื่นถึงแก่ความตาย แต่ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการเรียกร้องขอให้กระทรวงยุติธรรมช่วยรื้อฟื้นคดีขึ้นใหม่ เพราะทางนางจอมทรัพย์ อ้างว่าได้มีพยานหลักฐานใหม่ที่สำคัญนำมาสืบ ซึ่งศาลได้นัดสืบพยานในวันที่ 8-10 ก.พ.นี้

สำหรับคดีของนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตข้าราชการครูโรงเรียนบ้านม่วงไข่ ประชาราษฎร์เคราะห์ ตกเป็นผู้ต้องหาขับรถชนคนเสียชีวิต เหตุเกิดในพื้นที่ สภ.นาโดน อ.เรณูนคร จ.นครพนม เมื่อปี 2548 และมีการต่อสู้คดีในชั้นศาลกระทั่งศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุกเมื่อปี 2556 เป็นเวลา 3 ปี 2 เดือน และได้รับอภัยโทษออกมาเมื่อปี 2558 รวมเวลาจำคุก 1 ปี 6 เดือน

 

หลังจากนั้นนางจอมทรัพย์ได้เข้าร้องเรียนต่อกระทรวงยุติธรรมให้รื้อคดีขึ้นมาใหม่ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ จากการตรวจสอบพบว่านางจอมทรัพย์ไม่ได้กระทำความผิดจริง ต่อมาผู้กระทำผิดตัวจริงออกมายอมรับและสารภาพ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงมีคำสั่งให้รื้อคดีขึ้นพิจารณาใหม่

 

การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พร้อมบันทึกความเห็นของศาลชั้นต้น ในคดีรื้อฟื้นให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 9 ฯ

สำหรับพยานหลักฐานใหม่ที่นางจอมทรัพย์ นำมาขอรื้อฟื้นคดีนั้น คือนายสับ วาปี ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้ต้องหาตัวจริง และนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ พยานผู้เห็นเหตุการณ์  แต่ในวันนัดสืบพยาน ปรากฏว่านางจอมทรัพย์ไม่ได้นำตัวพยานมาปรากฎต่อศาล จึงสั่งเลื่อนการพิจารณาเป็นวันที่ 8-10 ก.พ.นี้

ก่อนหน้านี้ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกมาเปิดเผยข้อมูล ว่าทางตำรวจชุดสอบสวนว่า นางจอมทรัพย์ ว่าจ้างบุคคลให้มารับสารภาพแทนเพื่อเรียกเงินเยียวยา โดยตำรวจมีพยานปากสำคัญคือ ผู้ชายคนหนึ่งที่นางจอมทรัพย์ต้องการว่าจ้างให้รับสารภาพแทน แต่เมื่อนางจอมทรัพย์ทราบภายหลังว่าพยานคนนี้ขับรถไม่เป็น จึงไม่ได้ว่าจ้าง

 

มีรายงานว่า พล.ต.ท.มนู เมฆหมอก ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะเข้ามาติดตามคดีนี้และเตรียมรวบรวมข้อมูลจากตำรวจในพื้นที่ก่อนจะแถลงตอบโต้ว่า นางจอมทรัพย์ คือผู้กระทำผิดตัวจริง

ซึ่งต่อมา นายสับ วาปี ผู้ต้องหาตัวจริงในคดีครูแพะ กล่าวว่า นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ว่าจ้างบุคคลให้มารับสารภาพแทน เพื่อเรียกเงินเยียวยา โดยตำรวจมีพยานปากสำคัญ คือ ผู้ชายคนหนึ่งที่นางจอมทรัพย์ ต้องการว่าจ้างให้รับสารภาพแทน แต่เมื่อนางจอมทรัพย์ทราบภายหลังว่าพยานคนนี้ขับรถไม่เป็น จึงไม่ได้ว่าจ้าง

โดย นายสับ กล่าวว่า ตนเพิ่งมารู้ว่าครูโดนจับ ที่ออกมาบอกความจริงว่าเป็นคนขับรถชนคนเสียชีวิต ไม่มีการว่าจ้างใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ต้องการจะช่วยคุณครู ครั้งแรกก็กลัว แต่วันนี้ไม่กลัวแล้ว จะติดคุกยังไงก็ได้

ก็ถือได้ว่า คดีนี้มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนอย่างมาก  ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ ใครได้ประโยชน์กับการรื้อฟื้นคดีนี้ ระหว่างครูจอมทรัพย์ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกดำเนินคดีแล้วและกล่าวหาว่าตำรวจจับผิดตัวจนต้องการเป็นแพะ และตำรวจที่มีทำคดี ที่ทำคดีผิดพลาดจนเกิดความเสื่อมเสียมาถึงองค์กร

นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ได้เข้ามาร้องเรียนเพื่อให้กระทรวงยุติธรรมช่วยเหลือนั้น ดำเนินหลังจากการตรวจสอบแล้วพบว่า ไม่น่าจะเป็นผู้กระทำความผิดจริง  เพราะต้องจำคุกนาน 1 ปี 6 เดือน อยู่ที่เรือนจำจังหวัดนครพนม ก่อนหน้านี้เคยรับราชการเป็นครูมา 31 ปี หลังออกจากเรือนจำยังไม่สามารถกลับเข้ารับราชการได้ แม้จะได้ยื่นเรื่องขอกลับเข้ารับราชการไว้กับสำนักงานเขตการศึกษาฯในพื้นที่ เนื่องจากต้องรอคำพิพากษาของศาล ว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบกับชีวิตครอบครัวและบุคคลรอบข้าง โดยเฉพาะครอบครัว เพราะตนถือเป็นเสาหลัก ทำให้ลูกชายไม่ได้เรียนหนังสือไปหนึ่งคน

ขณะที่คนรอบข้างที่เคยนับถือในฐานะครูก็น้อยลง แต่ตนยืนยันจะเผชิญหน้ากับปัญหาทั้งหมด เพื่อให้เป็นตัวอย่างกับสังคม ทั้งในฐานะครูและผู้ที่ถูกจำคุกโดยไม่ได้กระทำผิดต้องต่อสู้เพื่อความถูกต้อง

สำหรับการช่วยเหลือในฐานะเป็นจำเลยในคดีอาญาตามพ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญานั้น เบื้องต้นต้องรอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดจริงก่อน จากนั้นจึงสามารถยื่นคำร้องขอรับการเยียวยาได้

และนางจอมทรัพย์ ได้ยื่นขอความช่วยเหลือไปยังกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเพื่อให้ประสานกรณีถูกตัดสิทธิหลายอย่างหลังถูกจำคุก โดยเฉพาะสิทธิค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ ซึ่งตนถูกให้ออกจากราชการและตัดสิทธิทั้งหมดไปแล้ว โดยตนมีโรคประจำตัวคือโรคหอบหืด ต้องรับยาต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังมีความตั้งใจที่จะพยายามกลับไปขอรับราชการครูเหมือนเดิม เพราะเป็นอาชีพที่รักและทำอย่างเต็มที่มาตลอดกว่า 30 ปี ก่อนหน้านี้ยื่นเรื่องขอกลับเข้ารับราชการไปแล้วตั้งแต่ปี 58 แต่ไม่เป็นผล เนื่องจากต้องรอคำพิพากษามาประกอบการพิจารณาก่อน

ซึ่งเมื่อเราตรวจสอบข้อมูลจากกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม พบหลักเกณฑ์สิทธิการได้รับเงินช่วยเหลือของจำเลย

กรณีทั่วไป

1. ค่าทดแทนการถูกคุมขัง  อัตราวันละ  200  บาท

 

2.ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการรักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน  300,000 บาท  ความเจ็บป่วยต้องเป็นผลโดยตรงจากการถูกดำเนินคดี

 

3.ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายและจิตใจเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน  50,000 บาท  ความเจ็บป่วยต้องเป็นผลโดยตรงจากการถูกดำเนินคดี

 

4.ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ในระหว่างถูกดำเนินคดีอัตราวันละไม่เกิน  200  บาท  นับแต่วันที่ไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติ

5. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี

     - ค่าทนายความเท่าที่จ่ายจริงในอัตราไม่เกินกฎกระทรวงกำหนด

     - ค่าใช้จ่ายอื่นเท่าที่จ่ายจริง  ไม่เกิน  30,000  บาท

ซึ่งเบื้องต้นเมื่อคำนวณระยะเวลาที่ ครูจอมทรัพย์ถูกควบคุมตัวอยู่ 1 ปี 6 เดือน หรือประมาณ 548 วัน  การได้รับสิทธิจากการถูกคุมขังวันละ 200บาท และสิทธิจากการขาดประโยชน์ในการทำมาหากิน วันละไม่เกิน 200 บาท ทั้ง 2 รวม 400 บาท คูณระยะเวลาที่ถูกคุมขัง 548 วัน  เป็นเงิน  219,200 บาท รวมค่าฟื้นฟูสมรรถภาพจากตามจริงไม่เกิน 50,000 บาท

ซึ่งหากมองว่า ครูจอมทรัพย์จะมีการว่าจ้างพยานเท็จ เพื่อมาแลกกับเงินชดเชยเพียงไม่กี่ แสนบาท โดยต้องแลกกับการถูกดำเนินคดี ครั้งใหม่และจบสิ้นอนาคตอย่างถาวร แล้วนั้นแบบนี้มันจะคุ้มค่ากันหรือไม่

ด้านฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่วันนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น จเรตำรวจแห่งชาติ ได้ทำเรื่องนี้ให้มีความชัดเจน

หากพบว่าเป็นแพะให้ดำเนินการคืนความเป็นธรรม แต่ถ้าพบว่าการให้การเท็จ สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็พร้อมจะฟ้องเอาผิดถึงที่สุดเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตำรวจเช่นกัน

ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้นับว่ามีประเด็นที่ซับซ้อน สังคมให้ความสนใจ แต่ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เผยแพร่คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาของคดีดังกล่าวนี้  เพื่อยืนยันในการทำงานของพนักงานสอบสวน

เมื่อเราตรวจสอบรายละเอียดแล้วความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ว่าการเกิดอุบัติเหตุนั้น จะเป็นรถกระบะคันสีบอร์ดเงินของ ครูจอมทรัพย์ หรือรถกระบะคันสีเขียวของ นายสับ วาปี

โดยเหตุการณ์นี้เกิดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2548 เวลากลางคืน มีรถกระบะชนรถจักรยานที่นายเหลือ พ่อบำรุง ขี่สวนทางมาในช่องเดินรถสวน เป็นเหตุให้รถจักรยานเสียหาย

และนายเหลือ พ่อบำรุง เสียชีวิต เหตุเกิดบนถนนสายธาตุน้อย –นาเหนือ ใกล้สะพานข้ามห้วยลำน้ำบัง บริเวณบ้านสร้างเม็ก ตำบลท่าลาด อำเภอเรณู จังหวัดนครพนม

 

ซึ่งในสำนวนระบุคำให้การของนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ ขี่จักรยานยนต์ มาบนถนนดังกล่าวแล้ว แล้วรถกระบะได้ขับแซงตนไปเฉี่ยวชนกับรถจักรยาน ที่อยู่อีกเลนหนึ่ง จนจักรยานล้มลง รถกระบะเปิดประตูออกมายืนดู แล้วก็ขับหนีไป ไฟหน้ารถจักรยานยนต์ส่องเห็นป้ายทะเบียนชัดเจน บค 56 สกลนคร

แต่อีกหนึ่งหลักฐานสำคัญ คือผลการตรวจสอบหลักฐานจาก ตะเกียบรถจักรยาน ที่พบเปลื้อนสีเขียว แล้วเอาไปตรวจสอบกับกองพิสูจน์หลักฐาน พบว่าเป็นสีที่เปลื้อนจาก เลขทะเบียนรถ

 

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานยังตรวจพบ รอยครูดใหม่ที่เกิดขึ้นบริเวณด้านซ้ายของรถกระบะ ครูจอมทรัพย์ฉะนั้น ซึ่งเชื่อได้ว่า จำเลยเป็นคนขับ 

 

เรียบเรียงโดย : วัสดา สำนักข่าวทีนิวส์