- 19 ม.ค. 2560
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม www.tnews.co.th
กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนต่างจับตามองว่าสุดท้ายแล้วคดี ครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตครูใน จ.สกลนคร วัย 54 ปี ที่ออกมาร้องขอความเป็นธรรมกับสังคม โดยอ้างว่าเธอนั้นตกเป็น “แพะ” ในคดีขับรถชนคนเสียชีวิตโดยประมาท เมื่อปี 2548 โดยต่อสู้คดีใน 3 ชั้นศาล กระทั่งถูกศาลฎีกาสั่งจำคุก 3 ปี 2 เดือน ยืนยันคำตัดสินตามศาลชั้นต้น
จนภายหลังได้รับการอภัยโทษเมื่อปี 2558 โดยรับโทษจำคุกนานกว่า 1 ปี 6 เดือน ซึ่งระหว่างจำคุก ญาติและเพื่อนร่วมงานได้พยายามร้องขอความเป็นธรรมไปยังกระทรวงยุติธรรมมาตลอด เนื่องจากเชื่อว่าเธอเป็นผู้บริสุทธิ์ เมื่อเป็นอิสระจึงเดินหน้ารวบรวมหลักฐานเพื่อขอความเป็นธรรมที่ทำให้เธอนั้นไร้อิสรภาพ เสียศักดิ์ศรีของความเป็นครู และถูกตราหน้าว่า “ฆ่าคนตาย” ซึ่งไม่ต่างกันกับฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ เพราะตั้งแต่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทนายความ และอัยการ ต่างถูกวิพากษ์วิจารณ์สนั่นโซเชียลไม่แพ้กันถึงการทำหน้าที่ที่ไม่เป็นธรรม
โดยทั้งครูจอมทรัพย์ และ ฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้ง 2 ฝ่ายต่างงัดหลักฐานมาพิสูจน์ความจริงเพื่อตีแผ่ให้เกิดความกระจ่าง และมีผู้มาสนับสนุนและเลือกฝั่งกันอย่างชัดเจน ว่างานนี้ใครเป็น “แพะ” และใครเป็น “แกะ” กันแน่
สำหรับฝ่ายที่ครูจอมทรัพย์ที่ออกมาร้องขอความเป็นธรรมว่าตัวเองเป็นแพะอย่างครูจอมทรัพย์นั้น สิ่งที่ต้องการและเรียกร้องหลังพ้นจากคุกคือ การกับเข้ารับราชการครูดังเดิม , สิทธิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ ถูกออกจากราชการเลยโดนตัดสิทธิ ,และรวมถึงการเรียกค่าเยียวยาจากการช่วยเหลือในฐานะเป็นจำเลยในคดีอาญาตามพ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญานั้น เบื้องต้นต้องรอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดจริงก่อน จากนั้นจึงสามารถยื่นคำร้องขอรับการเยียวยาได้ คาดว่า น่าจะได้เงินประมาณเป็นเงิน 250,000 บาท
ซึ่งหากมองว่า ครูจอมทรัพย์จะมีการว่าจ้างพยานเท็จ เพื่อมาแลกกับเงินชดเชยเพียงไม่กี่ แสนบาท โดยต้องแลกกับการถูกดำเนินคดี ครั้งใหม่และจบสิ้นอนาคตอย่างถาวร แล้วนั้นแบบนี้มันจะคุ้มค่ากันหรือไม่
ส่วนประเด็นที่น่าสนใจ ของการทวงคืนความเป็นธรรมให้กับครูจอมทรัพย์นั่นคือกลุ่มเพื่อนครู ที่ร่วมแรงกันช่วยติดตามจนพบคนขับรถตัวจริงอย่างนายสับ วาปี
นายสุริยา นวนเจริญ อดีตผอ.โรงเรียนบ้านแก้งช้างเนียน อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร และนางรจนา จันทรัตน์ เพื่อนครูจอมทรัพย์ที่เชื่อมั่นว่าเพื่อนเธอนั้นบริสุทธิ์ จึงได้ช่วยกันไปเช็คเลขทะเบียนรถที่ขนส่งและพบว่ารถคันที่ก่อเหตุจริงอยู่ที่ จ.มุกดาหาร อีกทั้งที่อยู่ของผู้ก่อเหตุก็อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ ตนและเพื่อน จึงเดินทางไปหาผู้ก่อเหตุ และทำทีเป็นขอซื้อรถเก่าและตะล่อมถามรายละเอียดถามประวัติอื่นๆ ว่าเคยชนหรือไม่ ซึ่งทางผู้ก่อเหตุ “ยอมรับ” ว่าเคยชน แต่ไม่ได้ใช้แล้ว และจอดรถซุกไว้อยู่ในป่าอ้อย เมื่อสืบไป-มา จึงทราบว่าผู้ก่อเหตุตัวจริงยอมรับว่าเป็นคนชน ไม่คิดว่าครูจอมทรัพย์จะมารับโทษแทน นอกจากนี้ยังเผยรายละเอียดสำคัญอีกมากมาย เช่น ปีที่ชน, สถานที่เกิดเหตุ เป็นต้น
นายสับ วาปี ผู้ก่อเหตุจริง ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการต่างคนต่างคิด ทางช่องอมรินทร์ ทีวี เมื่อวันที่ 12 ม.ค.60 พร้อมบอกว่า “ตลอดเวลาในช่วงนั้นไม่เคยมีตำรวจมาสอบถามเกี่ยวกับคดี ซึ่งหากมีการตั้งข้อหาตนเองจะยอมรับแน่นอน แต่ตอนนั้นตนไม่ทราบจริง ๆ ว่ามีการจับตัวคนผิดจนกระทั่งได้คุยกับนายสุริยา นวนเจริญ ซึ่งเป็นเพื่อนของครูจอมทรัพย์ ตนได้ยอมรับผิด แม้เดิมทีครอบครัวจะไม่เห็นด้วย แต่ตนเป็นคนก่อเหตุดังนั้นจึงจำเป็นต้องรับผิดชอบ และก็ได้จ่ายค่าเสียหายให้คนตายหลังทราบว่า นางจอมทรัพย์ โดนฝ่ายผู้ตายทวงทั้งที่ไม่ได้เป็นคนก่อเหตุ พร้อมยืนยันว่าตนไม่เคยรับเงิน 400,000 บาท ให้มาสารภาพ ถ้าใครมีหลักฐานช่วยกางหลักฐานให้ตนดูหน่อย และที่ออกมาพูดก็พร้อมที่จะติดคุกอยู่แล้ว”
ขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลพบ ความผิดปกติบางอย่าง ที่มั่นใจว่าการเรียกร้องความเป็นธรรมให้ครูจอมทรัพย์นี้ จะเป็นขบวนการว่าจ้างคนมารับผิดแทน จนมั่นใจว่า ครูไม่ใช่แพะ แต่เป็นแกะที่ยอมเล่าเรื่องเท็จ หวังให้ตัวเองได้ประโยชน์
พ.ต.ท. ทงศักดิ์ โพธิ์โหน่ง รอง ผกก.( สอบสวน) สภ.คำชะอี จ.มุกดาหาร ซึ่งเป็นตำรวจผู้ทำคดีจับนางจอมทรัพย์ กล่าวว่า ตนทำคดีนี้อย่างตรงไปตรงมา สอบปากคำพยานถึง 3 ราย ที่สำคัญคือ พยานทั้งหมดขี่มอเตอร์ไซค์ตามหลังและเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยจำตัวเลข และพยัญชนะของทะเบียนรถได้
ตำรวจโดย พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น จเรตำรวจ กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับฟังการตรวจสอบของตำรวจภูธรจังหวัดนครพนมและตำรวจภูธรภาค 4 พบการปฏิบัติงานของตำรวจทั้งพนักงานสอบสวน ฝ่ายนิติวิทยาศาสตร์ และผู้บังคับบัญชาในระดับต่างๆ ในสมัยปี 2548 ได้ดำเนินคดีครบถ้วนถูกต้องตามกฎระเบียบ
เช่น มีการร้องทุกข์กล่าวโทษสิ่งที่เราพบการกระทำความผิดในพื้นที่จังหวัดนครพนม การร้องทุกข์กล่าวโทษมีหลายส่วน มีทั้งการให้การไม่ตรง การได้พยานหลักฐานในบางส่วนที่ไม่ถูกต้อง เรายังตรวจสอบพบไปถึงการรับจ้างรับผิดเป็นขบวนการอยู่ ผู้เสียหายในชั้นนี้ตำรวจเราได้รับฟังข้อมูลรับลงประจำวันในชั้นต้น
เราได้ข้อมูลมาว่าเป็นคนที่ดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ ในสถานะครูจอมทรัพย์ขณะนี้ก็เป็นไปตามที่ศาลพิพากษาอยู่ แต่การร่วมขบวนการหรือไม่อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ยังไม่มั่นใจว่าไปเกี่ยวข้องอย่างไรหรือไม่ ส่วนมูลเหตุทำไมครูต้องมาทำอย่างนี้เพิ่งเริ่มขอรวบรวมหลักฐานก่อน
นอกจากนี้ ในทางสอบสวนยังพบมีอดีต ส.ว.จังหวัดมุกดาหารเป็นหัวหน้าขบวนการ ทำกันมานานหลายปีในพื้นที่อีสาน ทำมาแล้วหลายคดี บางคดีก็สำเร็จ บางคดีไม่สำเร็จ มีการร้องเรียนกันก็หลายคดี ราคาว่าจ้างกันอยู่คดีละประมาณ 2-3 แสนบาท และในวันนี้ได้เรียกสอบปากคำอดีต ส.ว.ในฐานะพยาน โดยขบวนการนี้มีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 6 คน แต่ไม่ได้รวมครูจอมทรัพย์ โดยมีการวางแผนมาแล้วหลายปีตั้งแต่ปี 56 ตั้งแต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องแล้ว แต่เมื่อถึงศาลฎีกาศาลพิพากษากลับให้จำคุก ก็มีการต่อสู้กันมา ภาวนาอย่าให้ครูจอมทรัพย์เกี่ยวข้องกับการจัดฉากครั้งนี้ เพราะจะได้ขุดรากถอนโคนขบวนการนี้ให้หมดไป"
นอกจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ภาคเอกชนอย่างชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้ออกมาตั้งข้อสังเกต ทั้งเรื่องคดี การขับรถชนที่น่าจะเป็นสามีขับแล้วครูจอมทรัพย์ออกรับแทน ,การสู้คดีของครูจอมทรัพย์หากเป็นแพะจริง ทำไมไม่ร้องเรียนตั้งแต่ถูกแจ้งข้อหา และครั้งนี้มั่นใจว่าเป็นแกะ ถึงขนาดยอมเอา บทบาทหน้าที่การทำงานช่วยเหลือประชาชนของนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์มาเป็นเดิมพัน
ในระหว่างที่ความจริงยังไม่ปรากฏ สำนักข่าวทีนิวส์ ก็ได้ตรวจสอบ ประวัติ ปูมเบื้องหลังของกลุ่มที่ออกมาสนับสนุนทั้งฝ่ายแพะ และฝ่ายแกะว่า สถานะในสังคมจะน่าเชื่อถือเพียงพอต่อการออกมาแสดงความคิดเห็นในคดีหรือไม่
โดยเริ่มจากฝ่ายแพะ ก่อนนั่นอย่างนายสุริยา นวนเจริญ หรือครูอ๋อง อดีตผอ.โรงเรียนบ้านแก้งช้างเนียน อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร เพื่อนครูจอมทรัพย์ พบว่าในอดีตได้ลาออกจากครูในตำแหน่งผู้อำนวยการ เพื่อมาทำกิจการค้าไม้แปรรูป ที่ผ่านมาถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ในการตัดไม้ทำลายป่า ค้าไม้ผิดกฎหมาย ทั้งไม้แดง ไม้มะค่า ไม้ประดู่ ไม้ชิงชัน รวมทั้งไม้พะยูง เป็นบุคคลที่มีรายชื่อที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมายหัวมาโดยตลอมเพราะมีประวัตทำผิดกฎหมายยาวเป็นหางว่าว
นายสับ วาปี ผู้ที่ออกมายอมรับว่าเป็นคนขับรถชนตัวจริง พบข้อมูลอยู่ที่บ้านนันทวัน 46 หมู่6 ต กุดแข้ อ เมือง จ มุกดาหาร แต่เมื่อผู้สื่อข่าวไปตรวจสอบพบว่าเป็นบ้านของภรรยาหลวงที่อยู่กับลูกชาย ซึ่งนายสับ ไม่ได้อยู่บ้านหลังนี้มากว่า 3 ปีแล้ว ภรรยาหลวงฐานะดี มีไร่อ้อย แต่ปัจจุบันนายสับได้ไปอาศัยอยู่กับภรรยาน้อยชื่อนางตุ้ย บ้านนาสองห้อง ต.ชะโนด อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร
นอกจากนี้ยังตรวจพบประวัติเป็นขบวนการเดียวกันกับครูอ๋อง ในการค้าไม้พะยูง ซึ่งนายสับ ได้ถูกจับกุมและเพิ่งพ้นโทษออกมาเมื่อปี 58 แต่เมื่อเราติดต่อไปเพื่อขอสัมภาษณ์ก็ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลในเรื่องนี้
ส่วนรถกระบะอีซูซุ สีเขียว ทะเบียน 56 มุกดาหารนั้น ก็พบข้อมูลขายไปแล้ว ให้กับคนชื่อ อุบล ชาวมุกดาหาร เมื่อเกือบ 10 ปี ซึ่งรถคันนี้ยังมีชื่อนายสับ วาปี ครอบครองอยู่ แต่ไม่ได้ต่อทะเบียนมาตั้งแต่ปี 2552 เจ้าหน้าที่ขนส่งจึงอายัดทะเบียน
นอกจากนั้น ผู้สื่อข่าวยังได้ตรวจสอบไปยังพันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ อดีต ส.ว.มุกดาหาร เพื่อสอบถามกรณีตำรวจอ้างว่าเป็นหัวหน้าแก๊งค์ การจัดหารคนรับจ้างติดคุกแทน ก็ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 มีกลุ่มบุคคลประมาณ 10 คน นั่งรถตู้ มาพบที่บ้านพักในจังหวัดมุกดาหาร จำนวนนี้ มีนายสับ วาปี (ซึ่งเป็นญาติทางฝ่ายแม่) เพื่อขอให้ช่วยเหลือเรื่องคดีความของ นางจอมทรัพย์ แต่ได้ปฏิเสธไป เนื่องจากศาลฎีกาได้พิพากษาเป็นที่สิ้นสุดแล้ว
โดยระหว่างที่มีการพูดคุย มีบุคคลบันทึกวิดีโอและภาพนิ่งไว้ จึงได้ทักท้วงไปว่า "ควรให้เกียรติกันบ้าง และขอความร่วมมือไม่ให้ถ่ายภาพ" กระทั่งทราบว่ามีการนำไปเป็นหลักฐานในการยื่นเรื่องต่อกระทรวงยุติธรรม และยื่นเรื่องร้องต่อศาลจังหวัดนครพนม เพื่อรื้อฟื้นคดี
พันตำรวจโท จิตต์ ระบุว่าได้ให้คำปรึกษาไปว่า คดีนี้ศาลพิพากษาคดีเป็นที่สิ้นสุด ไม่สามารถช่วยเหลือทางคดีได้ กลุ่มบุคคลจึงเดินทางกลับ "โดยส่วนตัวไม่ได้รู้จัก นายสับ วาปี เป็นการส่วนตัว แต่มีครูใน จังหวัดมุกดาหาร พากลุ่มบุคคลเข้ามาพบ"
ส่วนทั้งหมดนี้ จะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า นายสับ วาปี ร้อนเงินถึงขนาดต้องรับงานในการติดคุกแทน หรือเป็นเพราะตัวเองเป็นคนขับรถชนคนตายจริงและอยากจะชดใช้กรรม จึงเปิดตัวของรับโทษแทนจริงหรือไม่
ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ก็พบมีประวัติที่สมาชิกหรือผู้เดือดร้อนกังขา เรื่องเงินๆ ทองๆ อยู่เช่นเดียวกัน
สำหรับชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม มีนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ เป็นประธาน ซึ่งกลุ่มที่ตั้งขึ้นมานั้นเพื่อมาช่วยเหลือและดูแลทางด้านคดีให้กับผู้ที่ไม่ได้รับความยุติธรรมในสังคมและได้ตัดสินใจที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งได้รับการติดต่อร้องขอความช่วยเหลือจากกลุ่มบุคคลเหล่านี้มากกว่า 500 คน และได้ก่อตั้งองค์กรนี้ขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2552
ทั้งนี้ นาย อัจฉริยะ เคยกล่าวไว้ว่าชมรมจะให้ความสำคัญกับกรณีที่มีผู้บริสุทธิ์ตกเป็นแพะรับบาปและต้องติดคุก แต่ต้องตรวจสอบแล้วว่าไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมติดตัวมาผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นแพะและต้องติดคุก ต้องอยู่กับความทุกข์ทรมานไปเกือบตลอดชีวิต เช่นเดียวกับคนในครอบครัว เมื่อรู้ว่าคนในบ้านต้องติดคุกด้วยความผิดที่ไม่ได้ก่อขึ้น ก็ย่อมต้องทุกข์ใจกันทั้งครอบครัว คนบริสุทธิ์มักจะตกเป็นเหยื่อเพราะการทำงานที่แย่ ๆ ของตำรวจ ซึ่งบางทีก็ขาดหลักฐานและพยาน แต่ก็ยืนยันที่จะจับแพะให้ได้
ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการพาเหยื่อผู้เสียหายจากการถูกดำเนินคดี ได้ร้องเรียนทั้งผ่านหน่วยงานต่างๆ และผ่านสื่อมวลชน อยู่ตลอด มีทั้งคดีที่ทำสำเร็จและคดีที่ไม่มีความคืบหน้า และทิ้งความช่วยเหลือก็มีอยู่มาก แต่ก็มีข้อกังขาว่า เอาค่าใช้จ่ายจากไหน มาเป็นค่าดำเนินการ
จนกระทั่งพบกลุ่มผู้ได้รับความเสียหายจากรถฟอร์ดเฟียสต้า และฟอร์ดโฟกัส ที่ออกมาแฉข้อมูลของชมรมช่วยเหลือเหยื่อทางอาชญากรรมว่า
เป็นผู้เดือดร้อนจากการใช้รถฟอร์ด แล้วทางประธานกลุ่มไปขอให้ทางชมรมช่วย โดยมีการเก็บเงินสมาชิกคนละ 500 บาท เมื่อดำเนินการ เสร็จแล้วก็พาไปร้องเรียนสำนักงานใหญ่ มีการเรียกแกนนำไปพูดคุย แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ พอติดตามทวงถามโดยเฉพาะเรื่องเงินค่าใช้จ่ายผ่านหน้าเฟซบุ๊กก็มีการลบข้อความไปซึ่งหลายคนก็ยังกังขาว่า การออกตัวแรงครั้งนี้นั้นเป็นเพราะ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจ้างมาให้เดินเรื่องนี้หรือไม่
เรียบเรียงโดย : วัสดา สำนักข่าวทีนิวส์
ขอบคุณภาพ : ต่างคน ต่างคิด ช่อง AMARIN
